โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
หลายท่านคงคุ้นเคยกับภาพของแพทเทิร์นของสายอากาศไดโพลว่าเป็นรูปโดนัทบุ๋มตรงกลางบนและล่างตามรูปที่ 1 แพทเทิร์นหน้าตาแบบนี้หมายความว่าพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเข้มข้นที่่สุดในทิศตั้งฉากกับโลหะสายอากาศ (90ᴼ) และไม่มีพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางไปในทิศด้านบนและด้านล่างตรงๆ (0ᴼ) โดยพลังงานยังมีขนาดเปลี่ยนไปตลอดที่มุมต่างๆ ระหว่างนั้นอีก เราเคยสงสัยกันหรือไม่ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
หมายเหตุ บทความนี้ถูกเขียนให้เข้าใจง่ายขึ้นกับบุคคลที่ไม่มีพื้นฐานเฉพาะด้านคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและสายอากาศ จึงตั้งใจละสมการเกี่ยวกับการรวมกันทางเฟส ผลของ near-field far-field และอื่นๆ ที่ซับซ้อนกว่าออกไป แต่ยังคงให้มองเห็นที่มาของแพทเทิร์นการแพร่กระจายคลื่นที่เกิดจากสายอากาศไดโพลได้

รูปที่ 1 แพทเทิร์นของสายอากาศแบบไดโพล
ที่เราคุ้นเคยกัน จะเหมือนโดนัทที่ไม่มีรูตรงกลาง
โดยแนวของโลหะสายอากาศคือแกน Z
โดยเบื้องต้นก่อนจะเข้าใจได้คงต้องมาดูธรรมชาติของเส้นแรงแม่เหล็กจากการไหลของกระแสไฟฟ้าในเส้นลวดตัวนำแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราคงคุ้นเคยกับภาพนี้กันแล้ว
รูปที่ 2 ภาพที่เราคุ้นเคยที่ว่า เมื่อมีเวคเตอร์
กระแสไฟฟ้าไหลในตัวนำ (I) จะมีเวคเตอร์
เกิดขึ้นรอบๆ เวคเตอร์กระแสไฟฟ้านั้น
และเป็นไปตามกฏมือขวา ดูรูปที่ 3

รูปที่ 3 กฏมือขวา เมื่อมีเวคเตอร์กระแสไฟฟ้า
ไหลในลวดตัวนำที่เรากำไว้ด้วยมือขวาและมี
ทิศตามนิ้วโป้ง ทิศของเวคเตอร์ความหนาแน่น
ข้อสังเกต
เราเขียน I และ B ด้วยตัวหนาหรือมีลูกศรเล็กๆ พาดด้านบนไว้ เป็นการบอกว่าเป็นปริมาณแบบเวคเตอร์ คือมีทั้งขนาดและทิศทาง (เขียนแทนด้วย | I | และ | B | ตามลำดับ จะหมายถึง "ขนาด" ของมัน) ปริมาณแบบเวคเตอร์จะ "เท่ากัน" ได้ต่อเมื่อมีทั้งขนาดและทิศทางเท่ากัน ถ้าอย่างใดอย่างหนึ่งไม่เท่า/ไม่เหมือนกัน จะถือว่าไม่เท่ากันนั่นเอง
ภาพที่อาจทำให้สับสน
จริงๆ แล้วโดยส่วนตัวผมไม่ชอบทั้งรูปที่ 2 และ 3 ที่เรามักเห็นกันบ่อยๆ เลย ซึ่งจะว่าไปมันก็ไม่ได้ผิดอะไร เพียงแต่มัน "ไม่ครบถ้วน" และอาจจะทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจผิดได้ เราลองมาดูภาพที่ครบกว่าและถูกต้องกว่าในรูปที่ 4 (ลองเปรียบเทียบกับรูปที่ 1 ดูสิ)
รูปที่ 4 นี้อธิบายได้ดีกว่า สมมติว่ามีชิ้นกระแส I สั้นๆ
(คือ ตรงอื่นในโลหะไม่มี มีแต่เฉพาะ I สั้นๆ ในรูป)
ไหลอยู่ จะทำให้เกิดเวคเตอร์ความหนาแน่นเส้นแรง
ในความเป็นจริง ต้องไม่ลืมว่า กระแสที่ไหลในเส้นลวดไม่ได้มีแค่ "ชิ้นสั้นๆ I" เท่านั้น แต่จะมี ชิ้นสั้นๆ อีกจำนวนมหาศาล (∞) ต่อกัน โดยในรูปที่ 5 เป็นการเขียนเพียง 2 ชิ้นให้เห็น
แต่ละชิ้นก็สร้างเส้นแรงแม่เหล็กของตัวเอง
จะเห็นว่าเมื่อมีกระแสเล็กๆ ไหลผ่านแต่ละจุดในตัวนำ กระแสชิ้นเล็กๆ (เช่นลูกศรสีแดง) จะทำให้เกิดเส้นแรงแม่เหล็ก (เช่นสีชมพู สำหรับชิ้นกระแสสีแดง) และเส้นแรงแม่เหล็กนั้นไม่ได้อยู่เฉพาะในแนวตั้งฉากกับชิ้นกระแสเล็กๆ สีแดงนั้นเท่านั้น แต่มีในบริเวณอื่นด้วย โดยมีทิศทางตามกฏมือขวา มีขนาดขึ้นกับ
(1) จุดสังเกตอยู่ห่างจากชิ้นกระแส (r) เท่าไร (ยิ่งไกล ขนาดยิ่งเล็กลง) และ
(2) จุดสังเกตทำมุม (θ) กับชิ้นกระแสเท่าไร (ยิ่งมุมใกล้แนวทิศกระแสมาก ขนาดยิ่งเล็กลง)
(3) ยิ่งชิ้นกระแส (Idℓ) มีขนาดใหญ่ ขนาดของเวคเตอร์ความหนาแน่นเส้นแรงแม่เหล็กจากชิ้นกระแสเล็กๆ นั้น (|dB|) จะมากขึ้น
ขนาดของวงสีชมพูในรูปจะแสดงขนาดและทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็กจากกระแสชิ้นเล็กๆ สั้นๆ สีแดงนั่นเอง
เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลทั้งเส้นลวด จึงมี “ชิ้นกระแสเล็กๆ” จำนวน มหาศาล (∞ ชิ้น) หน่วยแต่ละชิ้นคือ หน่วยของกระแส/หน่วยของความยาว เช่น ชิ้นกระแสสีน้ำเงิน ก็สร้างเส้นแรงแม่เหล็กเส้นสีฟ้าของมันเอง ขนาดก็เป็นตาม 1) และ 2) เหมือนชิ้นกระแสเส้นสีแดง ด้านบนที่อธิบายไป
เส้นแรงแม่เหล็กรวม ที่เกิดจากกระแสที่ไหลในเส้นโลหะตัวนำ 1 เส้น จึงประกอบไปด้วยเส้นแรงแม่เหล็กที่เป็นผลของกระแสชิ้นเล็กๆ ทั้งหมด รวมกัน
Biot-Savart Law
เวคเตอร์ความหนาแน่นเส้นแรงแม่เหล็ก (B) ที่เกิดจากชิ้นกระแสเล็กๆ แต่ละชิ้นจะเป็นไปตาม Biot-Savart Law เขียนเป็น สมการเวคเตอร์แบบ differential ได้ตามรูปที่ 6
แคลคูลัสที่แสดงเวคเตอร์ความหนาแน่นเส้นแรง
สมการใน รูปที่ 6 ดูซับซ้อนเพราะเป็นรูปทั่วไป ในทางปฏิบัติเราสามารถเขียนให้อยู่ในรูปที่ง่ายขึ้นได้ ดูรูปที่ 7
รูปที่ 7 เป็นรูปสมการที่ง่ายขึ้นของเวคเตอร์
ความหนาแน่นเส้นแรงแม่เหล็กเล็กๆ dB ที่เกิดจาก
แล้วเกี่ยวอะไรกับแพทเทิร์นของสายอากาศไดโพล
อย่าเพิ่งตกใจกับรายละเอียดในสมการ ในขั้นนี้เรารู้หลักการที่มันกำลังบอกเราก็พอ แต่ที่ต้องยกสมการคณิตศาสตร์มาไว้ด้วยก็เพราะมันสำคัญและเพื่อการอ้างอิง คราวนี้เราลองดูการกระจายของกระแสในสายอากาศไดโพลกัน แสดงได้ในรูปที่ 8
รูปที่ 8 (a) เป็นการกระจายตัวของกระแสบนโลหะสายอากาศไดโพลที่เวลาหนึ่งซึ่งไม่เท่ากันตลอดความยาวของสายอากาศ และในความเป็นจริงกระแสนี้เปลี่ยนแปลงขนาดไปตามเวลา รวมทั้งกลับทิศทางทุกๆ 1/2f ด้วย (f คือความถี่ที่ใช้งาน)
ที่จุด P ใกล้ๆ สายอากาศ “แต่ละจุด” ล้วนได้รับผล (ความหนาแน่นสนามแม่เหล็ก |B|) จากชิ้นกระแสเล็กๆ หลายๆ ชิ้น (จำนวนนับไม่ถ้วน) ที่กระจายอยู่บนโลหะสายอากาศ โดยระยะจากชิ้นกระแสเล็กๆ ไปยังจุด P นั้น:
มุม (θ) ไม่เท่ากัน
ระยะ (r) ไม่เท่ากัน
จึงเกิดการรวมและหักล้างกันทางเฟสด้วย
ซับซ้อนกว่านั้น ขณะที่สายอากาศทำงานจริงๆ :
- กระแส I จะเปลี่ยนขนาดและทิศทางไปมาตามเวลา
- ทำให้เกิดเวคเตอร์ความหนาแน่นสนามแม่เหล็ก (B) ที่จุด P ที่เปลี่ยนตามเวลา
- เหนี่ยวนำให้เกิดเวคเตอร์ความหนาแน่นสนามไฟฟ้า (D) ที่เปลี่ยนตามเวลา
- ทำให้เกิดเวคเตอร์ความหนาแน่นสนามแม่เหล็ก (B) ที่เปลี่ยนตามเวลา
- เหนี่ยวนำให้เกิดเวคเตอร์ความหนาแน่นสนามไฟฟ้า (D) ที่เปลี่ยนตามเวลา
- กระบวนการ (2)-(5) จะเกิดซ้ำไปมา ทำให้สนามแม่เหล็กไฟฟ้า (คลื่นวิทยุที่เราสนใจ) แพร่กระจายออกไปได้ใน space (พื้นที่โล่ง ไม่มีตัวนำ) ในทิศทางที่ตั้งฉากกับทั้งเวคเตอร์สนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า
และเพราะความเข้มเส้นแรงแม่เหล็ก |B| มีขนาดขึ้นกับมุม θ ที่ทำกับโลหะของสายอากาศไดโพล ทำให้ความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เขียนแทนด้วยเวคเตอร์ S) ในมุม θ ต่างๆ จากสายอากาศไม่เท่ากันด้วย ผลของสิ่งนี้แสดงได้ในรูปที่ 8 (b)
รูปที่ 8 (b) สมมติว่าจุดสังเกต Kx ต่างๆ อยู่ระยะไกลจากสายอากาศมาก ขนาด |S| ที่มุมไปยัง:
K1 มีค่ามากที่สุดเพราะมุม θ = 90ᴼ
และค่อยๆ เล็กลงที่มุมไปยัง K2 → K3 → K4
โดยรวมแล้ว ที่ระยะไกลออกมาจากสายอากาศมากๆ กำลังของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารอบๆ สายอากาศไดโพลเป็นไปตามสมการ
P(θ) เป็นกำลังที่ขึ้นกับมุม θθ เป็นมุมระหว่างแนวของสายอากาศไดโพลไปยังจุดสังเกต
ทำไมแพทเทิร์นจึงบุ๋มด้านบนกับล่างและไม่เป็นทรงกลม
เพราะ ที่มุมในแนวเดียวกับลวดตัวนำที่ทำสายอากาศ (ที่กระแสไหลอยู่) มุม θ คือ 0° และ 180°
sin (0°) = 0
sin (180°) = 0
และจากสมการ (1) เมื่อ
θ → 0° หรือ 180°
P(θ) → 0
นั่นคือขนาดของความเข้มเส้นแรงแม่เหล็ก |B| ในแนวเส้นลวดโลหะของสายอากาศนั้นจึงเป็น 0 จึงไม่มีตัวตั้งต้นให้เกิดพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า P ไปในทิศบนและล่าง (คือ ตามแนวโลหะของสายอากาศ) ได้นั่นเอง
สรุป
- สายอากาศทำงานได้เพราะมีกระแสไฟฟ้าความถี่สูง (I) ไหลด้วยขนาด (และทิศทาง) ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา
- กระแส I ที่ไหลบนโลหะของสายอากาศไดโพลมีขนาดต่างกันไปตามตำแหน่งบนสายอากาศ และอาจจะถูกมองได้ว่าเป็นชิ้นกระแสชิ้นละ dℓ ซม. (dℓ → 0) จำนวน ∞ ชิ้นบนลวดตัวนำเส้นนั้นมาต่อกัน แต่ละชิ้นก็สร้างเส้นแรงแม่เหล็กที่ตำแหน่งต่างๆ (ในสามมิติ) ของตัวเอง
- โดยรวมแล้ว เส้นแรงแม่เหล็กที่ตำแหน่งต่างๆ รอบสายอากาศจึงเป็นผลรวมของเส้นแรงแม่เหล็กย่อยๆ จากชิ้นกระแสเล็กๆ ไปยังตำแหน่งนั้น ซึ่งเส้นแรงแม่เหล็กย่อยๆ แต่ละตัวขึ้นกับ ขนาดกระแส (dI), ระยะ (r), และ มุม (θ) จากชิ้นกระแสเล็กๆ แต่ละชิ้นไปยังตำแหน่งนั้น
- ขณะที่สายอากาศทำงานจริงๆ กระแส (I) บนโลหะสายอากาศเปลี่ยนขนาดและทิศทางตามเวลา → การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก (B) ตามเวลา (∂B/∂t ≠ 0) → ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามไฟฟ้า (D) ตามเวลา (∂D/∂t ≠ 0) → ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็ก (B) ตามเวลา ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น (เหนี่ยวนำ) ต่อเนื่องกันไป ทำให้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางได้
- โดยรวมแล้ว ความหนาแน่นเส้นแรงแม่เหล็ก B (ที่เป็นตัวตั้งต้นที่จะทำให้เกิดความเข้มสนามไฟฟ้า E (โดยที่ D = ԑE) และเหนี่ยวนำต่อๆ กันไปจนเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ propagate ออกไปได้) จะมีขนาดมากที่สุดในแนวตั้งฉาก กับแนวของสายอากาศไดโพล และมีขนาดต่ำสุดจนเป็นศูนย์ ในแนวของสายอากาศไดโพล
- ที่ขีดเส้นใต้ในข้อ (5) นั่นเองที่เป็นจุดสำคัญที่สุดที่ทำให้แพทเทิร์นของสายอากาศไดโพลมีรูบุ๋มด้านบนและล่าง รวมทั้งมีพลังงานเดินทางไปในทิศตั้งฉากกับโลหะของสายอากาศมากกว่าแนวเอียงเฉียงๆ หรือด้านบนและล่าง ตามรูปที่ 1








