Designing and Matching a 1-Element Folded Dipole for 50-Ohm Systems
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
สายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพล (Folded Dipole Antenna) เป็นที่รู้จักและใช้งานอย่างแพร่อหลายมามานมาก ส่วนใหญ่เราจะเห็นการนำมาต่อเรียง (array) ให้ทำงานร่วมกันเพื่อบังคับทิศทางของคลื่นและ/หรือควบคุมเกนของระบบสายอากาศโดยรวม แม้ว่าไม่ค่อยได้เห็นการใช้สายอากาศชนิดนี้เพียงอีลีเม้นท์เดียว (หรือที่เข้าใจและเรียกว่า 1 ห่วง) แต่ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าทำได้หรือไม่ และถ้าจะทำจริงๆ ต้องทำอย่างไรบ้าง และจะพาเราให้เข้าใจพื้นฐานและธรรมชาติทางฟิสิกส์ต่างๆ ของสายอากาศนี้มากขึ้นหรือไม่อย่างไร
คำถามต้นเรื่อง
ถ้าเราสร้าง (หรือแม้แต่มีเศษเหลืออยู่) สายอากาศโฟลเด็ดไดโพลอยู่ 1 อัน/ห่วง เราจะเอามาใช้งานได้หรือไม่ และต้องทำอะไรบ้าง อย่างไร (โดยไม่ทำตามแบบหรือที่เราเรียกๆ กันว่าสูตร ซึ่งที่จริงแล้วการทำสายอากาศไม่มีสูตรตายตัว เราคำนวณทุกอย่างได้) ถือว่าเป็นคำถามที่น่าสนใจทีเดียว
ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจคำนิยามให้ชัดเจนก่อน สายอากาศแบบ “ไดโพล” เป็นสายอากาศพื้นฐานที่สุด (และไว้ใจได้ที่สุดแบบหนึ่ง) ไม่มีลักษณะเป็นห่วง คือเป็นแท่งโลหะสองชิ้นในแนวเดียวกัน แล้วป้อนสัญญาณเข้าตรงกลาง (ดูรูปที่ 1 a) ส่วนสายอากาศแบบ ”โฟลเด็ดไดโพล“ จะมีลักษณะงอพับกลับมาเป็นห่วง (ดูรูปที่ 1 b)
โดยทั่วไปแล้วประมาณกันว่าสายอากาศทั้งสองชนิดมี “อิมพิแดนซ์ตัวเปล่า” (คือ ลอยอยู่ในอวกาศ ไม่มีอะไรจับยึด) ต่างกัน คือ 50 Ω และ 300 Ω ตามลำดับ (จริงๆ แล้วสายอากาศไดโพลจากเส้นลวดบางๆ ที่ยาว ½λ พอดีจะมีอิมพิแดนซ์ประมาณ 73 + j42 Ω และเมื่อเราลดความยาวจาก ½λ ลงมาเล็กน้อย อิมพิแดนซ์จะเป็น 73 Ω โดยประมาณ ส่วนสายอากาศโฟลเด็ดไดโพลจะมีอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนเป็น 4 เท่าของสายอากาศไดโพล)
สิ่งที่เราสนใจคือทำอย่างไรถึงจะต่อ “โฟลเด็ดไดโพล” 1 ห่วงไปใช้งานในระบบ 50 Ω ได้ ซึ่งมักต้องอาศัยสายนำสัญญาณต่อร่วมเพื่อแปลงอิมพิแดนซ์ให้ถูกต้อง สายนำสัญญาณเหล่านี้บางครั้งถูกเรียกรวมๆ ว่า “สายเฟส” ซึ่งไม่ถูกนัก การใช้สายนำสัญญาณต่อจากตัวมันเพื่อแปลงอิมพิแดนซ์ให้ใกล้เคียง 50 Ω เฉยๆ ไม่เรียกว่า phasing line/harness (สายเฟส) เพราะเราไม่ได้กำลังจัดเฟสในการป้อนสัญญาณให้สายอากาศหลายอีลีเม้นท์ (พูดง่ายๆ ในการจัดเฟส ต้องมี 2 ห่วง/แท่ง/ต้น ขึ้นไป) แต่เรียกว่า “การแมทช์” เฉยๆ
โดยการจะแมทช์ไปเป็น 50 Ω นั้น ขึ้นกับตัวตั้งต้น ว่าแมทช์จากอะไร?
ถ้าเอาโฟลเด็ดไดโพลแขวนลอยๆ ในอากาศ หรือยึดเสาไม้ไผ่ (ไม่ใช่โลหะ) ก็แมทช์แบบหนึ่ง (เพราะ อิมพิแดนซ์ตัวเปล่ามันประมาณ 300 Ω (แต่อย่างที่บอกไปแล้วว่าที่จริงเป็นราวๆ 280 Ω ได้)
แต่โดยปกติ เรามักเอาโฟลเด็ดไดโพล 1 ห่วง ยึดเข้าใกล้ mast (เสาหลัง) โลหะ ยิ่งเข้าใกล้เสาหลัง อิมพิแดนซ์จะยิ่งลดลงเรื่อยๆ จาก 300 Ω อาจจะเหลือ 200, 150, 100 Ω (มี reactance ด้วย) ถ้าจะแมทช์จริงๆ ต้องพยายามกำจัด reactance ก่อนแล้วแมทช์ (หรือกลับกัน) (ดูรูปที่ 2 c)
รูปที่ 2 (c) อิมพิแดนซ์ของสายอากาศ
โฟลเด็ดไดโพลขึ้นกับระยะระหว่างตัวมัน
กับเสาหลัง (d) ถ้าเราขยับระยะจนได้
อิมพิแดนซ์ประมาณ 100Ω (ตัวเลขจริง
โดยทั่วไป เราก็ขยับปรับระยะจาก mast ให้ได้อิมพิแดนซ์ราว 112.5Ω + j0Ω แล้วต่อด้วยสายนำสัญญาณ 75Ω ยาว ¼λ เพื่อเป็น quarter-wavelength transformer (¼λ-transformer) เพื่อแปลงอิมพิแดนซ์ลงมาให้ใกล้เคียง 50Ω (ดูสมการ 1) จากนั้นถึงจะต่อด้วยสายนำสัญญาณแบบ 50Ω ต่อไปเครื่องวิทยุได้ ดูรูป (ดูรูปที่ 2 d)
Z02 = ZL x Zin ------------①
เมื่อ Z0 = 75Ω เป็นอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณที่ทำ ¼λ-transformer
และ ZL = 112.5Ω เป็นอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของโฟลเด็ดไดโพลที่ปรับระยะกับ mast แล้ว
Zin ที่ปลายอีกด้านหนึ่งของ ¼λ-transformer จะมีค่าประมาณ 50Ω
นอกจากสมการ ① (ที่เป็นกรณีเฉพาะเมื่อความยาวของสายนำสัญญาณยาว ¼λ) แล้ว เราสามารถใช้สมิทชาร์ท ช่วยคำนวณการแปลงอิมพิแดนซ์จากสายนำสัญญาณได้ (ซึ่งใช้ได้ในหลายกรณีกว่า) ตามรูปที่ 3 จะเห็นว่าเราสามารถปรับระยะสายอากาศ-mast ให้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนอยู่บริเวณเส้นสีม่วง แล้วต่อด้วยสายนำสัญญาณ 75Ω ความยาวเท่าเส้นสีฟ้า (วนตามเข็มนาฬิกา ครึ่งรอบคือสายนำสัญญาณ 75Ω นั้นยาว ¼λ) เพื่อแมทช์ไปที่จุด Zb ที่เมื่อ de-normaized กลับจะได้ 50Ω พอดี
ข้อสังเกต
จะเห็นชัดว่า เส้นสีฟ้าซึ่งเป็นตัวแทนของสายนำสัญญาณ 75Ω อาจจะไม่ได้ยาวครึ่งวงกลม (หรือ ¼λ) พอดีก็ได้ ขึ้นกับว่าอิมพิแดนซ์เริ่มต้น Za ที่จุดป้อนของโฟลเด็ดไดโพลอยู่ตรงไหนบนเส้นสีม่วง ดังนั้นการเข้าใจสมิทชาร์ทให้ถ่องแท้นั้นสำคัญมาก
ในกรณีนี้ “ความยาวของสายนำสัญญาณที่ช่วยแปลงอิมพิแดนซ์” (กรณีนี้เราไม่เรียกว่าเป็นสายเฟสซิ่ง เพราะมีอีลีเม้นท์เดียว ไม่ต้องจัดเฟสให้ นำ/ตาม/ตรง/ตรงกันข้าม กับอีลีเม้นท์อื่นใด) คือสายที่มีความต้านทานเฉพาะตัว 75Ω ยาว "ประมาณ" ¼λ นั้น
สมมติต้องการคำนวณสำหรับความถี่ 150MHz จะเป็นไปตามรูปประกอบ โดย VF เป็น Velocity Factor (ตัวประกอบความเร็ว) บอกเราว่าคลื่นจะวิ่งในสายนำสัญญาณนัันเป็นสัดส่วนเท่าไรของความเร็วในอากาศ/สูญญากาศ (ซึ่งเร็วที่สุด) ค่า 0-1 คือ 0% →100%
โดยปกติแล้วสายนำสัญญาณแบบ RG59 จะมี VF=0.66 คือความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในตัวมันเร็วเป็น 66% ของความเร็วของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในอากาศ/สูญญากาศ (คือ 3 x 0.66 x 108 m/s หรือ 1.98 x 108 m/s นั่นเอง) ดูรูปที่ 4
Z02 = Zin ∙ ZL
Zin = Z02 / ZL = 75Ω2 / 130Ω ≈ 43.3 Ω
SWR ≈ 1.15:1
อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศโฟลเด็ดไดโพล
ที่วางไว้หน้าเสาหลัง (mast) ระยะประมาณ 10 ซม.
และค่า SWR ที่โปรแกรมคำนวณได้เป็น 2.6:1 ในภาพ
มุมล่างซ้าย เป็นค่าก่อนการผ่าน quater-wavelength
transformer ที่สร้างจากสายนำสัญญาณ 75Ω ¼λ
- สายอากาศโฟลเด็ดไดโพลมีอิมพิแดนซ์ตัวเปล่าประมาณ 280Ω
- เมื่อวางไว้ใกล้เสาหลังที่เป็นโลหะ อิมพิแดนซ์จะลดลง (ยิ่งใกล้ยิ่งลดลง)
- เราสามารถหาระยะที่เหมาะสมระหว่างสายอากาศกับเสาหลังโลหะที่ทำให้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนลดลงมาเหลือเพียง 120Ω เพื่อไม่ให้ห่วงอยู่ชิดเสาหลังมากเกินไปนัก
- และเราสามารถใช้สายนำสัญญาณอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว 75Ω ตัดให้ยาวทางไฟฟ้า ¼λ ทำหน้าที่เป็นหม้อแปลง (เรียกว่า quarter-wavelength transformer) เพื่อแปลงอิมพิแดนซ์จาก 120Ω ให้ลงมาใกล้เคียง 50Ω และต่อกับสายนำสัญญาณแบบ 50Ω โดยมีคลื่นนิ่ง (SWR) ไม่มากนักได้





