Field-Based Interpretation of Transmission Line Characteristic Impedance
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer
Former Senior Member of Technical Staff (Semiconductor Industry)
Independent Researcher in Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
สายนำสัญญาณที่ทำหน้าที่ส่งพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากอุปกรณ์หนึ่งไปยังอุปกรณ์อื่นมีหลายชนิด หนึ่งในนั้นคือสายนำสัญญาณแบบแกนร่วมหรือ Coaxial Transmission Line คุณสมบัติสำคัญหนึ่งของมันคือ อิมพิแดนซ์เฉพาะตัว (Characteristic Impedance) ที่บอกอัตราส่วนของโวลเตจและกระแสที่จุดหนึ่งๆ บนสายว่าเป็นเท่าไร มีวิธีการหลายอย่างในการคำนวณหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว วิธีหนึ่งที่คุ้นเคยคือใช้วงจรเสมือนทางไฟฟ้า ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ต่อจึงจะเห็นว่าอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของมันขึ้นอยู่กับสัดส่วนรูปร่างของสายนำสัญญาณและฉนวนภายในของมัน แต่บทความนี้จะอธิบายการหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณโดยตรงจากคุณสมบัติของฉนวนภายในและเรขาคณิตคือขนาดของตัวนำแกนกลางและตัวนำปลอกชีลด์ของสายนำสัญญาณโดยไม่ใช้วงจรเสมือนทางไฟฟ้า วิธีการเช่นนี้ทำให้เราเข้าใจองค์ประกอบที่ทำให้เกิดอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วมนี้ได้ชัดเจนและเป็นธรรมชาติกว่ามาก ในบทความนี้ถือว่าคลื่นในสายนำสัญญาณแบแกนร่วมที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในโหมด TEM (Transverse Electromagnetic) ซึ่งเป็นโหมดหลักของสายนำสัญญาณชนิดนี้อยู่แล้ว
สายนำสัญญาณแบบแกนร่วม (coaxial transmission line)
เป็นสายนำสัญญาณแบบไม่สมมาตร (unbalanced line) คือรูปร่างของมันประกอบไปด้วยโลหะสองส่วน แต่ละส่วนมีลักษณะไม่เหมือนกัน คือเป็นแกนกลางและปลอกชีลด์ (ต่างจากสายนำสัญญาณแบบตัวนำคู่หรือสายแบนหรือ twin-lead transmission line ที่สมมาตรมีตัวนำทั้งสองลักษณะเหมือนกัน อาจะเรียกได้ว่าเป็น balanced line) และสัญญาณที่อยู่ในสายนำสัญญาณแบบแกนร่วมเองก็ไม่สมมาตรคือมีปลอกชีลด์เป็นจุดอ้างอิงทางไฟฟ้า 0 โวลท์ แต่ด้วยความสามารถในการป้องกันสนามแม่เหล็กไฟฟ้ารั่วไหลหรือเข้าไปรบกวนได้ดี การติดตั้งทำได้ง่ายให้ต้องระวังเรื่องการรบกวนจากโลหะหรือสายไฟอื่นใกล้เคียง จึงทำให้เป็นที่นิยม ดูรูปที่ 1
รูปที่ 1 ลักษณะของสายนำสัญญาณ
แบบแกนร่วม (a) และสายแบนคู่ (b)
หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของสายนำสัญญาณทั้งแบบแกนร่วมและสายแบนคู่ก็คือ อิมพิแดนซ์เฉพาะตัว (characteristic impedance: Z0) ที่แสดงถึงอัตราส่วนของโวลเตจและกระแสไฟฟ้าที่ไหลอยู่บนสายนำสัญญาณ ณ ตำแหน่งใดๆ มีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω) ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหากเรานำสายนำสัญญาณหนึ่งเส้นที่มีอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว Z0 และต่อด้วยโหลดความต้านทานค่าเท่ากัน (ZL = Z0) ทำให้ไม่มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณนั้น เมื่อเราป้อนสัญญาณเข้าที่ปลายอีกด้านหนึ่ง สัดส่วนของโวลเตจ (V) และกระแส (I) ที่ปลายสาย (รวมทั้งที่ตำแหน่งใดๆ บนสายนำสัญญาณ) จะมีค่าเป็น Z0 ดูรูปที่ 2
รูปที่ 2 อิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสาย
นำสัญญาณ (Z0) บอกเราว่าอัตราส่วน
ระหว่างโวลเตจและกระแสบนโลหะ
ของสายนำสัญญาณ ณ ตำแหน่ง
ใดๆ บนสายนำสัญญาณมีค่าเท่าไร
หมายเหตุ
ในบทความนี้ผู้เขียนใช้คำว่า อิมพิแดนซ์เฉพาะตัว (characteristic impedance) แทนคำที่มีนิยามต่างหากคือ ความต้านทานจำเพาะ (specific resistance) ที่หมายถึงคุณสมบัติในการต้านทานไฟฟ้าของวัสดุ การเลือกใช้คำว่า อิมพิแดนซ์ เพราะครอบคลุมคุณสมบัตินี้กว่าที่อาจจะเป็นจำนวนเชิงซ้อนได้ (ส่วนจินตภาพสัมพันธ์กับความสูญเสียในสายนำสัญญาณ) และใช้คำว่า เฉพาะตัว ซึ่งตรงกับคำว่า characteristic มากกว่า
อิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณมาจากไหน
โดยโครงสร้างแล้วสายนำสัญญาณเป็นเหมือนตัวนำไฟฟ้าสองเส้นขนานกัน ถ้าเรานำสายนำสัญญาณ (สมมติว่ามีอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว Z0 เป็น 50Ω) ความยาวมาก (เพื่อตัดคลื่นสะท้อนกลับที่ปลายอีกด้านหนึ่งว่ากลับมาถึงไม่ถึง) วัดความต้านทานที่ปลายอีกหนึ่งเมื่อปลายอีกข้างเปิดวงจร เราจะได้ความต้านทานทางกระแสตรงเป็น ∞Ω (หรือเปิดวงจร) แต่ถ้าเราลัดวงจรอีกด้านหนึ่ง เราจะได้ความต้านทานกระแสตรงเป็น 0Ω แต่ถ้าเราเปลี่ยนเครื่องมือวัดเป็นแหล่งกำเนิดสัญญาณความถี่สูง เราจะเห็นความต้านทานที่วัดเป็น 50Ω ดูรูปที่ 3 คำถามสำคัญคือทำไมจึงเป็นแบบนั้น
รูปที่ 3 ความต้านทานเฉพาะตัวของ
สายนำสัญญาณคืออัตราส่วนระหว่าง
โวลเตจและกระแส ความถี่สูง ที่ไหล
เข้าสายนำสัญญาณที่ยาวมาก (ใกล้ → ∞)
ไม่ว่าปลายสายอีกด้านจะเปิดหรือลัดวงจร
ตำราจำนวนมากมักคำนวนหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณด้วย วงจรเสมือนทางไฟฟ้า ซึ่งเป็นวิธีหนึ่ง (ในหลายวิธี) อย่างไรก็ตามวิธีคำนวณด้วยวงจรเสมือนทางไฟฟ้าทำให้เรารู้สึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณสมบัติของสิ่งต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นสายนำสัญญาณนั้น (เช่น ฉนวนที่อยู่ระหว่างแกนกลางกับเปลือกชีลด์, ขนาดของโลหะที่ใช้ทำแกนกลาง, และขนาดของลวดถักและ/หรือแผ่นอลูมิเนียมบางๆ ที่เป็นเปลือกด้านนอกของสายนำสัญญาณ) ได้ยาก ดังนั้นในบทความนี้เราจะคำนวณหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณจากโครงสร้างและส่วนประกอบของมันโดยตรงผ่านทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าและไม่ผ่านวงจรเสมือนทางไฟฟ้าใดๆ
สนามไฟฟ้าและแม่เหล็กในสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม
จากโครงสร้างของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม ณ จุดใดๆ บนสายนำสัญญาณจะมีทั้งกระแสที่ไหลที่โลหะแกนกลาง และโวลเตจระหว่างโลหะแกนกลางกับเปลือกชีลด์ของมันแสดงได้ในรูปที่ 4
รูปที่ 4 ที่ตำแหน่งใดๆ บนพื้นที่หน้าตัดของ
สายนำสัญญาณแกนร่วม จะมีโวลเตจระหว่าง
ตัวนำแกนกลางและเปลือกชีลด์ (V) และ
กระแสไฟฟ้า (I) ไหลในแกนกลาง ทั้งสอง
อย่างนี้สร้างสนามไฟฟ้า (E(r)) และสนาม
แม่เหล็ก (H(r)) ในช่องว่างระหว่างตัวนำ
ทั้งสองของสายนำสัญญาณไปด้วย
ในรูปที่ 4 จะเห็นว่าสนามไฟฟ้าในสายนำสัญญาณจะมีความเข้มสูงใกล้แกนกลาง และมีความเข้มต่ำลงเมื่อไกลแกนกลางออกมา แสดงได้ด้วยสมการ
|E(r)| ∝ 1/r (ดูรูปด้านล่าง)
ถ้าเขียนเป็นเวคเตอร์จะได้
E(r) = (K/r) ar ---------------(1)
ที่วางขนานกันจะคงที่ (M=V/ℓ เป็นค่าคงที่)
นำสัญญาณแบบแกนร่วมซึ่งมีโครงสร้าง
เป็นทรงกระบอก |E| จะน้อยลงที่บริเวณห่าง
จากจุดศูนย์กลางออกมา นั่นคือมีขนาดแปร
ตาม K/r โดย K เป็นตัวแปรที่เราต้องหา
เราสามารถหาโวลเตจที่สัมพันธ์กับสนามไฟฟ้าในสมการ (1) ได้จาก
V = a∫b (K/r) ar • dr --------(a)
สมการ (a) บอกเราว่าโวลเตจระหว่างสองจุดขึ้นกับเวคเตอร์ความเข้มสนามไฟฟ้าแต่ละจุดในทิศทางที่เราสนใจและระยะห่างระหว่างกันในทิศทางเดียวกัน ยิ่งความเข้มสนามไฟฟ้าสูง ทิศทางเดียวกันกับที่เราสนใจ และระยะระหว่างกันมากขึ้น → โวลเตจระหว่างกันก็จะสูงขึ้น เรารู้ระยะ a และ b แต่เราไม่รู้ K จึงคำนวณความสัมพันธ์ที่แน่นอนของ E(r) และ V ไม่ได้ ต้องหา K ก่อน
ในกรณีของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม ar และ dr ใน (a) มีทิศเดียวกัน และเรารู้ว่า K ไม่เป็นฟังก์ชั่นของ r จึงเขียน (a) ใหม่ได้เป็น:
V = K a∫b (1/r) dr
V = K ∙ ln (b/a)
K = V / ln(b/a) ---------------(2)
แทน (2) ใน (1) และเขียนในรูปสเกลาร์ (เราทราบชัดเจนอยู่แล้วว่าทิศทางคือตั้งฉากกับตัวนำแกนกลาง)
E(r) = V / [ r ∙ ln(b/a) ] -------(3)
สนามแม่เหล็กและกระแสที่ไหลในโลหะแกนกลางของสายนำสัญญาณมีความสัมพันธ์กันตามสมการ
I = ∮c H(r) • dℓ ------(b)
สมการ (b) บอกเราว่าถ้าเรารวมความเข้มสนามแม่เหล็กในส่วนเล็กๆ รอบวงปิดหนึ่ง จะได้เท่ากับกระแสไฟฟ้าที่เป็นต้นกำเนิดสนามแม่เหล็กนั้น และกระแสไฟฟ้ากับความเข้มสนามแม่เหล็กแปรผันตามกัน
ในกรณีของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม H(r) และ dℓ ใน (b) มีทิศเดียวกัน ทำให้
I = ∮c H(r) dℓ
I = 2 π r ∙ H(r)
H(r) = I / 2πr -----------------(4)
เราเขียน H(r) ในรูปสเกลาร์เพราะเราทราบชัดเจนว่าทิศทางอยู่ในแนวเส้นรอบวงของแกนกระแส I
สายนำสัญญาณแบบแกนร่วม (coaxial cable) มีโครงสร้างที่รองรับคลื่นแบบ TEM (Transverse Electromagnetic; คลื่นตามขวาง) อยู่แล้ว ดังนั้น E(r) และ H(r) ในสมการที่ (3) และ (4) ซึ่งอยู่ในบริเวณฉนวน (dielectric) ระหว่างโลหะแกนกลางของสายนำสัญญาณจะตั้งฉากซึ่งกันและกัน และ cross product ของมันแสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของพลังงานจากแหล่งจ่ายไปยังโหลด ดูรูปที่ 5
รูปที่ 5 สนามแม่เหล็กไฟฟ้า E และ H
ที่สัมพันธ์กับโวเตจ (V) และกระแส (I)
จะตั้งฉากกันและทำให้เกิดพลังงาน
เดินทางไปในสายนำสัญญาณได้
เนื่องจากสนามไฟฟ้า E และสนามแม่เหล็ก H อยู่ในฉนวนของสายนำสัญญาณ และสัดส่วนของขนาดของมันคือ intrinsic impedance (Z0 intrinsic) ขอให้สังเกตว่า Z0 intrinsic เป็นค่าเฉพาะตัวของฉนวนในสายนำสัญญาณ ไม่ใช่อิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณที่เรากำลังสนใจ นั่นคือ:
Z0 intrinsic = E/H = √(μ/ε) -------(5)
แทน (3) และ (4) ลงใน (5) ได้
√(μ/ε) = V ∙ 2 π r / { I ∙ [ r ∙ ln(b/a) ] }
นั่นคือ อิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ Z0 คือ
V/I = Z0 = (1/2π) ∙ √(μ/ε) ∙ ln(b/a) -----------(6)
หรือ
ที่เราคุ้นเคยกันทั่วไปนั่นเอง
และสามารถเขียนได้เป็น
Z0 = Dielectric Factor ⨯ Geometry Factor -----(7)
โดย
Dielectric Factor = (1/2π) ∙ √(μ/ε) = (1/2π) ∙ Z0 intrinsic
Geometry Factor = ln(b/a)
เพราะ
Z0 intrinsic = √(μ/ε)
และมีค่าประมาณ 250Ω สำหรับฉนวนที่เป็น Polyethylene ซึ่งทำให้สมการ (6) และ (7) มีหน่วยเป็น Ω นั่นเอง
จากสมการที่ (6) และ (7) จะเห็นชัดเจนว่าอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ (Z0) ไม่ได้เป็นคุณสมบัติโดยตรง แต่เป็นผลที่เกิดจากสนามไฟฟ้าและแม่เหล็กในฉนวนของสายนำสัญญาณที่ทำให้เกิดโวลเตจและกระแสที่มีอัตราคงที่ ภายใต้การบังคับของสัดส่วน (ระยะ b และ a) ของสายนำสัญญาณนั้นนั่นเอง
จากกระบวนการด้านบน เราสามารถหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณได้จากคุณสมบัติทางแม่เหล็กไฟฟ้าของมันจริงๆ โดยไม่จำเป็นต้องรู้วงจรเสมือนหรือค่าเฉพาะตัวอื่น (เช่น ความเหนี่ยวนำต่อความยาว หรือ ความจุไฟฟ้าต่อความยาว) เลย นอกจากนั้นยังเห็นอีกว่า
- อิมพิแดนซ์ตัวกลาง (intrinsic impedance: Z0 intrinsic) มีผลโดยตรงต่ออิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ ถ้าเราเปลี่ยนฉนวนจาก polyethylene (Z0 intrinsic ≈ 250Ω) เป็นอากาศ (Z0 air ≈ 377Ω) จะทำให้อิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณสูงขึ้นทันที
- จากสมการ (4) จะเห็นว่าความหนาแน่นเส้นแรงสนามแม่เหล็กขึ้นกับกระแส I เท่านั้น ในขณะที่สมการ (3) บอกว่าโวลเตจ V ขึ้นอยู่กับระยะ b และ a ด้วย นั่นคือถ้า a คงที่ (ขนาดตัวนำแกนกลางคงที่) และ b ใหญ่ขึ้น จะทำให้ V มากขึ้น และอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณสูงขึ้น
- ในทางกลับกัน ถ้า b คงที่และ a เล็กลง จะทำให้และอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณสูงขึ้น (เหมือนที่เกิดกับสายนำสัญญาณ 50Ω ไปเป็น 75Ω)
เปรียบเทียบกับการคำนวณจากวงจรสมมูล
เราสามารถแทนช่วงสั้นๆ ของสายนำสัญญาณได้ด้วยวงจรสมมูลตาม รูปที่ 6
รูปที่ 6 วงจรสมมูลของช่วงสั้นๆ ของ
สายนำสัญญาณ และอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว
จากการคำนวณผ่านวงจรสมมูล
ซึ่งเมื่อ
R' → 0Ω
G' → 0℧
คือกรณีอุดมคติ ไม่มีการสูญเสียพลังงานในสายนำสัญญาณ (lossless transmission line) จะสามารถหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณได้เป็น จำนวนจริง จาก
Z0 = √(L'/C') -----------------(8)
โดยที่
L' เป็นความเหนี่ยวนำในช่วงสั้นๆ (ต่อหน่วยความยาว)
C' เป็นความจุไฟฟ้าในช่วงสั้นๆ (ต่อหน่วยความยาว)
หมายเหตุ
ถ้า R' และ G' ไม่เป็นศูนย์คือมีการสูญเสียในตัวนำและฉนวนเราจะได้ Z0 เป็นจำนวนเชิงซ้อนโดยส่วน imaginary จะแสดงการสูญเสียที่เกิดขึ้นนั่นเอง ในทางตรงกันข้าม Z0 ที่เป็นจำนวนจริงจึงหมายถึงสายนำสัญญาณเป็นแบบ lossless (ไม่มีการสูญเสียเป็นพลังงาน) เกิดเมื่อ R' และ G' เป็นศูนย์
ซึ่งเราจะลองคำนวณว่าสมการ (6) เท่ากับสมการ (8) หรือไม่
จากสมการ (6)
Z0(Tx.Line) = (1/2π) √(μ/ε) ln(b/a)
จัดเทอมใหม่ได้เป็น
Z0(Tx.Line) = √ { μ/ε ∙ [ln(b/a)]2 / [2πε]2 }
Z0(Tx.Line) = √ { [ (μ/2π) ∙ ln(b/a) ] / [ 2πε / ln(b/a) ] } --------(9)
เทียบสมการ (8) และ (9) จะเห็นว่า
L' ควร = (μ/2π) ∙ ln(b/a) --------------(10) และ
C' ควร = 2πε / ln(b/a) -----------------(11)
ซึ่งเราจะดูต่อไปว่า (10) และ (11) เป็นจริงหรือไม่
กระแสในช่วงสั้นๆ I, ความเข้มเส้นแรงแม่เหล็ก H
จาก Ampere's Law
∮c H • dℓ = Ienclosed
H และ dℓ มีทิศทางเดียวกัน ดังนั้นอินทิเกรทสมการบนได้
H(r) 2 π r = I
H(r) = I / 2 π r
B = μH ดังนั้น
B(r) = μI / 2 π r ---------------(12)
L = Φ / I
เมื่อ
Φ คือ magnetic flux
L เป็นความเหนี่ยวนำไฟฟ้า
แต่
Φ = ∫∫s B(r) • dA
B(r) และ dA มีทิศเดียวกัน
และพื้นที่เล็กๆ ที่ฟลักซ์พุ่งผ่าน
dA = ℓdr
ดังนั้น
Φ = ∫∫s B(r) ℓdr
Φ = a∫b B(r) ℓdr ---------------(13)
แทน (12) ใน (13) โดยที่เรารู้ว่าทิศทางของเวคเตอร์ B(r) อยู่แนวตั้งฉากกับ dA อยู่แล้ว
Φ = a∫b (μI / 2πr) ℓdr
Φ = (μIℓ / 2π) a∫b (1/r) dr
Φ = (μIℓ / 2π) ln(b/a)
และ
L' = L / ℓ
L = Φ / I
ดังนั้น
L' = Φ / Iℓ
ดังนั้น
L' = (μ / 2π) ln(b/a) ----------(14) = (10)
ความหนาแน่นสนามไฟฟ้า D = εE
จากกฎของ Guass
Qenclosed = ∮s D(r) • dS
โดย D(r) = ε E(r)
ในกรณีของเราตามรูปที่ 8
Qenclosed = ε ∮s E(r) • dA
เพราะ
ทิศทางของ E(r) และ dA อยู่ในทิศเดียวกัน
และพื้นที่ผิว dA รวมทั้งหมดเป็น
A = 2πrℓ
ทำให้
Qenclosed = ε 2πr ℓ E(r)
โดย
Qenclosed = Q' ℓ
Q' เป็นประจุต่อความยาว
ได้
E(r) = Q' / (ε ∙ 2πr) ----------------(15)
จาก
V = a∫b E(r) • dr --------------(16)
แทน (15) ลงใน (16) ซึ่งเวคเตอร์ E(r) และ dr มีทิศทางเดียวกัน
ดังนั้น
V = a∫b (Q'/2π εr) dr
V = Q'/2πε a∫b (1/r) dr
V = Q' ln[r]a-b /2πε
V = Q' ln(b/a) / 2πε
เพราะความจุไฟฟ้าต่อหน่วยความยาว เท่ากับ จำนวนประจุในความยาวนั้นต่อโวลเตจตกคร่อมความจุไฟฟ้านั้น หรือ:
C' = Q' / V
ดังนั้น
C' = 2πε / ln(b/a) ---------------(17) = (11)
จาก (8)→(9) และ (14)=(10), (17)=(11) เราเห็นได้ว่าทั้งสองวิธีการ (เฉพาะที่กล่าวถึงในบทความนี้) ในการหาอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ Z0 ได้ผลตรงกัน และในที่สุดเราอาจจะพูดได้ว่า ในกรณีของ สายนำสัญญาณแบบแกนร่วมในอุดมคติที่ไม่มีการสูญเสียพลังงาน (ideal lossless coaxial transmission line):
นั่นเอง
สรุป
- อิมพิแดนซ์เฉพาะตัว (Z0 : transmission line characteristic impedance) ของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วมคือสัดส่วนของโวลเตจและกระแสไฟฟ้าระหว่างและที่ไหลอยู่ในตัวนำทั้งสอง (หรือ Z0 = V/I) เมื่อคลื่นในสายนำสัญญาณเป็นแบบ TEM และตัดเรื่องการสะท้อนกลับออกไปก่อน
- ความเข้มสนามแม่เหล็ก (H) ที่หน้าตัดใดๆ บนสายนำสัญญาณขึ้นกับกระแส (I) ที่ตำแหน่งนั้นเท่านั้น ในขณะที่ความเข้มสนามไฟฟ้า (E) ถูกล็อคไว้ = Z0-intrinsic ⨯H และโวลเตจระหว่างตัวนำทั้งสอง (V) มีค่าขึ้นอยู่กับ E และขนาด a และ b โดยเมื่อ a คงที่และ b ใหญ่ขึ้น V จะเพิ่มขึ้น (I คงที่) ทำให้ Z0 เพิ่มขึ้น
- Z0-intrinsic เป็น อิมพิแดนซ์ภายใน ของตัวกลางที่คลื่นเดินทางอยู่ บอกสัดส่วนขนาดของ |E| และ |H| คือ Z0-intrinsic = |E| / |H| = √(μ/ε) ในตัวกลางนั้น ในกรณีของสายนำสัญญาณแบบแกนคู่ตัวกลางก็คือฉนวนระหว่างตัวนำทั้งสอง เช่น polyethylene (Z0-intrinsic PE = 250Ω) หรือโฟม (Z0-intrinsic Foam = 377Ω ใกล้เคียงอากาศ) และเป็นคนละตัวกับ Z0 ซึ่งเป็นค่าของสายนำสัญญาณ
- อิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ (Z0) จึงเป็นผลจากการถูกบังคับทางแม่เหล็กไฟฟ้าของคลื่นที่วิ่งในตัวกลาง (ฉนวนระหว่างตัวนำทั้งสอง) ซึ่งมีสัดส่วนของขนาด E และ H คงที่ (เป็น Z0-intrinsic ของฉนวน) ภายในโครงสร้างของสายนำสัญญาณที่มีสัดส่วนเฉพาะ (b และ a) ทำให้เกิดโวลเตจระหว่างตัวนำทั้งสอง (V) และกระแสไฟฟ้า (I) ที่ไหลอยู่ในตัวนำทั้งสอง และสัดส่วนของมันคือ Z0 นั่นเอง
- เราสามารถมองว่าอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณเกิดจากผลคูณของส่วนประกอบสองอย่างคือ (1) Dielectric factor = (1/2π)∙Z0-intrinsic มาจากคุณสมบัติของฉนวนระหว่างตัวนำทั้งสอง และ (2) Geometry factor = ln(b/a) จากสัดส่วนของรัศมีของตัวนำแกนกลาง (a) และปลอกชีลด์ (b) ตามลำดับ
- บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การเห็นที่มาของ Z0 ผ่านการวิเคราะห์ด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าโดยตรงทำให้เราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสายนำสัญญาณได้ดีกว่าการมองผ่านวงจรเสมือน
- เราสามารถนึกภาพผลของ Z0 ของสายนำสัญญาณได้ เช่น ถ้าเรานำสายนำสัญญาณยาวมาก (∞) มาหนึ่งเส้น จ่ายกำลังไฟฟ้าความถี่สูง (RF) เข้าด้านหนึ่ง จะเห็นว่าโวลเตจที่ปรากฏและกระแสที่ไหลเข้าปลายสายนำสัญญาณ (V/I) นั้นเป็น Z0 นั่นเอง
- และด้วยการคำนวณโดยอาศัยสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นหลักนี้ เราสามารถคำนวณหา L' (ความเหนี่ยวนำต่อความยาว) และ C' (ความจุไฟฟ้าต่อความยาว) และใช้คำนวณหา Z0 ของสายนำสัญญาณได้ผลเดียวกัน






















