The Impact of Transmitter Power on Antenna VSWR: Fact or Fiction?
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
นักวิทยุสมัครเล่นจำนวนไม่น้อยเคยพบปรากฏการณ์ว่า เมื่อวัดค่า VSWR ของสายอากาศ* ด้วยเครื่องวัด VSWR แบบทั่วไปร่วมกับเครื่องวิทยุสื่อสาร พบว่าที่กำลังส่งต่ำ เช่น 5 วัตต์ อ่านได้ค่า 1.2:1 แต่เมื่อเพิ่มกำลังส่งเป็น 50 วัตต์ กลับอ่านได้ 1.5:1 หรือสูงกว่านั้น ทั้งที่ไม่ได้เปลี่ยนสายอากาศ สายป้อน หรือความถี่แต่อย่างใด เมื่อเห็นผลที่เกิดขึ้นแบบนี้อยู่ตลอดเวลาจนอาจจะนำไปสู่ข้อสรุปเอาเองว่า
"เมื่อกำลังส่งเปลี่ยนอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อน (Feed Point Impedance) ของสายอากาศเปลี่ยน"
หรือบางครั้งก็มีการกล่าวว่า
"สายอากาศรับกำลังมากขึ้นอาจจะแมทช์ได้แย่ลง" หรือ
"สายอากาศนี้แมทช์ดีเฉพาะเมื่อกำลังต่ำๆ"
คำอธิบายลักษณะนี้ฟังดูสมเหตุสมผลในครั้งแรกที่ได้ยินเพราะตัดสินจากสิ่งที่ตาเห็นจากเครื่องมือวัด แต่หากพิจารณาจากหลักการทางวิศวกรรมแล้ว สายอากาศปกติที่เราใช้กันเป็นอุปกรณ์ passive (พาสซีฟ คือไม่ใช้ไฟฟ้าเลี้ยงวงจร) และเป็นเชิงเส้น (Linear Device คือคุณสมบัติต่างๆ ไม่เปลี่ยนแปลงตามขนาดทางไฟฟ้า เช่น โวลเตจ กระแส และกำลังที่มันได้รับหรือจ่ายออก) ทำให้อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศเหล่านั้นแทบไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อกำลังส่งที่ป้อนให้มันเปลี่ยนไป ทำให้ข้อสรุปดังกล่าวมักไม่ถูกต้อง โดยในความเป็นจริง ค่า VSWR ที่เห็นว่าเปลี่ยนไปจากการวัดอาจจะไม่ได้เกิดจากสายอากาศเลย แต่เกิดจากข้อจำกัดของ เครื่องวัด VSWR เอง บทความนี้จะอธิบายว่าเหตุใดจึงเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าว เครื่องวัดแต่ละชนิดมีข้อจำกัดอย่างไร และควรตีความผลการวัดอย่างไรจึงจะถูกต้อง
* ที่จริงแล้ว VSWR หรืออัตราส่วนของคลื่นนิ่งที่เราสนใจไม่ได้เกิดขึ้นที่สายอากาศ แต่อยู่บนสายนำสัญญาณที่ป้อนให้กับสายอากาศ (ต่างจากบนโลหะที่เป็นตัวสายอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องมีคลื่นนิ่งขนาดใหญ่อยู่แล้วเพื่อใช้ในการแผ่กระจายคลื่นออกอากาศ) หน้าที่ของเครื่องวัด VSWR คือช่วยอนุมานว่าจะมีอัตราส่วนคลื่นนิ่งบนสายนำสัญญาณที่ต่อป้อนให้กับสายอากาศเป็นเท่าไร เมื่อนำสายนำสัญญาณที่มีอิมพีแดนซ์เฉพาะตัวค่าหนึ่ง (เช่น 50 โอห์ม) ต่อเข้าไปกับสายอากาศต้นนั้น
โดยทั่วไปสายอากาศเป็นอุปกรณ์เชิงเส้น แต่เครื่องวัด VSWR อาจไม่ใช่
ก่อนอื่นควรทำความเข้าใจคำว่า อุปกรณ์เชิงเส้น (Linear Device) ก่อน อุปกรณ์เชิงเส้นคืออุปกรณ์ที่เมื่อเพิ่มกำลังหรือแรงดันเป็นสองเท่า พฤติกรรมของระบบยังคงเป็นสัดส่วนเดิม นั่นคือค่าความต้านทาน อิมพีแดนซ์ และอัตราส่วนต่าง ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง สายอากาศโลหะทั่วไป เช่น
- Dipole
- Folded Dipole
- J-Pole
- Slim Jim (J-Integrated Matching)
- Quarer-wavelength Ground Plane
- Yagi-Uda
- Moxon
- Vertical Monopole
และสายอากาศอีกหลายชนิด ล้วนเป็นอุปกรณ์ Passive และโดยทั่วไปมีพฤติกรรมเชิงเส้น
ดังนั้น หากป้อนกำลังส่ง 5 วัตต์ หรือ 50 วัตต์ ที่ความถี่เดียวกัน อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อน ของสายอากาศควรมีค่าเท่าเดิม และ สัมประสิทธิ์การสะท้อนกลับ (Reflection Coefficient) รวมถึง VSWR ก็ควรคงเดิมเช่นกัน
ข้อยกเว้นมีอยู่บ้างถ้ามีอุปกรณ์ที่ไม่เป็นเชิงเส้นเป็นส่วนประกอบ เช่น
- เกิด Arc หรือ Corona
- Ferrite ในวงจรแมทช์อิมพีแดนซ์ (Matching Network) อิ่มตัว (Saturation)
- วงจรแมทช์อิมพีแดนซ์มีอุปกรณ์ที่ไม่เป็นเชิงเส้น
- ความร้อน (หลังจากทำงานไปครู่หนึ่ง) ทำให้ค่าของอุปกรณ์เปลี่ยน
แต่สำหรับสายอากาศทั่วไปที่มักไม่มีเหตุการณ์เหล่านี้ การเปลี่ยนกำลังส่งเพียงอย่างเดียวไม่ควรทำให้ VSWR เปลี่ยนแปลง
ในทางตรงกันข้าม เครื่องวัด VSWR แบบอนาล็อกจำนวนมากกลับมีอุปกรณ์ที่ไม่เป็นเชิงเส้นอยู่ภายใน นั่นคือไดโอดที่ใช้ตรวจจับสัญญาณหรือแปลงสัญญาณไฟฟ้า (Detector, Rectifier Diode) ดูรูปที่ 1
รูปที่ 2 ไดโอด (Diode) เป็นอุปกรณ์ที่เรา
รู้จักกันดี เราใช้มันด้วยในวงจรเครื่องวัด
SWR หลายแบบ แต่มันมีช่วงการทำงาน
ที่ไม่เป็นเชิงเส้นปนอยู่ด้วย (ลูกศรสีส้ม)
ที่เห็นเป็นส่วนของเส้นโค้งนั่นเอง
เครื่องวัด VSWR ทำงานอย่างไร
เครื่องวัด VSWR แบบอนาล็อกส่วนใหญ่ประกอบด้วย
- Directional Coupler
- Detector Diode
- Meter Movement
ปัญหาคือ Detector Diode ไม่ใช่อุปกรณ์เชิงเส้น
ความสัมพันธ์ระหว่างกำลัง RF กับแรงดัน DC ที่สร้างขึ้นจึงไม่เป็นเส้นตรง (ไม่สัมพันธ์กันแบบตรงไปตรงมา) โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณมีขนาดเล็ก ไดโอดจะทำงานใกล้บริเวณจุดเริ่มทำงาน (Knee Region) ซึ่งมีความไม่เป็นเชิงเส้นสูงมาก เมื่อกำลังส่งเปลี่ยน Detector จึงตอบสนองต่างกัน และค่าที่มิเตอร์แสดงออกมาอาจเปลี่ยน แม้ว่าค่า VSWR ที่แท้จริงจะไม่ได้เปลี่ยนเลย ดูรูปที่ 2 ในเครื่องวัด SWR หลายแบบมีไดโอดเป็นอุปกรณ์สำคัญอยู่ด้วย
SWR หลายรุ่น ประกอบไปด้วย
Directional Coupler และไดโอด
(วงกลมสีแดง) ซึ่งไดโอดนี้เองเป็น
อุปกรณ์ไม่เป็นเชิงเส้น
ทำไม Calibrate เครื่อง VSWR meter แล้วจึงยังอ่านผิดได้
เครื่องวัดแบบเข็มเดี่ยวจำนวนมากมีปุ่ม CAL. (Calibration)
ผู้ใช้จำนวนมากเข้าใจว่าปุ่มนี้เป็นการ “ปรับเครื่องให้ถูกต้อง”
แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ (มันแค่ช่วยให้ ผิดน้อยลง เท่านั้น)
จะมีปุ่มหมุนสำหรับ Calibrate (วงสีฟ้า)
เพื่อปรับให้เครื่องทำงานกับกำลังส่ง
ในช่วงกว้างได้ แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัด
ผลของความไม่เป็นเชิงเส้นของไดโอดได้
หน้าที่ของปุ่ม CAL คือ ปรับให้เข็มของช่อง Forward (วัดกำลังไปข้างหน้า) ไปอยู่ที่ตำแหน่ง Full Scale (เต็มมาตรวัด) ก่อนเริ่มอ่านค่า VSWR นั่นคือ
- CAL ไม่ได้ทำให้ Detector Diode กลายเป็นอุปกรณ์เชิงเส้น
- CAL ไม่ได้ทำให้ Detector ที่วัดกำลังด้าน Forward และ Reflected มีคุณสมบัติเหมือนกัน
- CAL ไม่ได้ชดเชยความคลาดเคลื่อนของ Detector ในทุกระดับกำลัง
ดังนั้น แม้จะ Calibrate อย่างถูกต้องตามคู่มือทุกครั้ง ผลการอ่าน VSWR ก็ยังอาจแตกต่างกันเมื่อกำลังส่งเปลี่ยน นี่เป็นข้อจำกัดของหลักการทำงานาของเครื่องมือวัด ไม่ใช่ความผิดพลาดของผู้ใช้งาน
เครื่องแบบเข็มไขว้แม่นยำกว่าหรือไม่
เครื่องวัดแบบ Cross-Needle มีข้อดีคือสามารถแสดงค่า Forward และ Reflected พร้อมกัน เส้นโค้ง VSWR บนหน้าปัดถูกสร้างขึ้นจากเรขาคณิตของหน้าปัด มิใช่การสลับโหมดเหมือนเครื่องเข็มเดี่ยว การออกแบบลักษณะนี้สามารถชดเชยความไม่เป็นเชิงเส้นของ Detector ได้ดีกว่าเครื่องแบบเข็มเดี่ยว
อย่างไรก็ตาม Detector ภายในยังคงเป็นไดโอดเช่นเดิม ถ้า Detector ทั้งสองตัว (ด้าน Forward และ Reflected) มีคุณสมบัติไม่ตรงกัน หรือมีการเปลี่ยนแปลงตามอายุการใช้งานและอุณหภูมิ ความคลาดเคลื่อนก็ยังคงเกิดขึ้นได้ ดังนั้น Cross-Needle จึงมีแนวโน้มให้ผลดีกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปราศจากข้อผิดพลาด
SWR ได้ตามใจ จึงมีโอกาสบอกค่า
ที่ถูกต้องกว่าในช่วงกำลังต่างๆ
การวัดที่เชื่อถือได้มากกว่า
หากต้องการทราบ VSWR อย่างแม่นยำ ควรวัดจากกำลังไปข้างหน้า (Forward) และกำลังที่สะท้อนกลับ (Reflected) ที่ผ่านการออกแบบและสอบเทียบให้สามารถวัดกำลังได้อย่างถูกต้องก่อน
เมื่อได้ค่า:
- Forward Power (PF)
- Reflected Power (PR) แล้วจึงคำนวณ
- Reflection Coefficient (Г : gamma, แกมมา)
- และคำนวณ VSWR จาก Reflection Coefficient อีกครั้ง ตามสมการ:
เช่น
กำลังคลื่นไปข้างหน้า PF = 20 วัตต์ → √20 ≈ 4.472
กำลังคลื่นสะท้อนกลับ PR = 0.5 วัตต์ → √0.5 ≈ 0.707
ขนาดของสัมประสิทธิ์การสะท้อนกลับ |Г| = 0.707/4.472 ≈ 0.158 (ไม่มีหน่วย)
และคำนวณ SWR ได้ ≈ 1.375 (หรือประมาณ 1.37:1)
การคำนวณลักษณะนี้ลดผลกระทบจากการตีความของหน้าปัด และอาศัยข้อมูลกำลังที่ผ่านการสอบเทียบแล้ว
ในทางปฏิบัติ เครื่องประเภท Bird Thruline เป็นตัวอย่างของเครื่องมือที่ออกแบบมาเพื่อวัดกำลังอย่างแม่นยำ ก่อนนำค่าที่ได้ไปคำนวณ VSWR
ที่เดินทางไปข้างหน้า (PF) และสะท้อน
เหนือกว่านั้นคือ Vector Network Analyzer (VNA) ซึ่งวัด Reflection Coefficient หรือ S11 (การเขียนที่ถูกต้องนั้นเลข "11" ต้องเป็นตัวห้อยเพราะแสดงการเป็นสมาชิกของ scattering matrix ของ network โดย S11 เป็นอีกชื่อเรียกของ Г) โดยตรง จึงเป็นเครื่องมืออ้างอิงสำหรับการวัดลักษณะนี้
Analyzer) จะให้ค่าที่แม่นยำที่สุดในการ
วัด VSWR
เครื่องมือชนิดใดให้ผลแม่นยำที่สุด
หากเรียงตามความสามารถในการวัด VSWR โดยทั่วไป สามารถจัดลำดับได้ดังนี้
- Vector Network Analyzer (VNA): วัดสัมประสิทธิการสะท้อนกลับ (Reflection Coefficient) โดยตรงและให้ข้อมูลทั้งขนาดและเฟส จึงเป็นเครื่องมือที่แม่นยำที่สุด
- Bird Thruline: วัดกำลังคลื่นที่เคลื่อนที่ไปด้านหน้า (Forward) และ กำลังของคลื่นที่สะท้อนกลับ (Reflected) ที่ผ่านการสอบเทียบแล้ว จากนั้นคำนวณ VSWR ภายหลัง
- Cross-Needle SWR Meter: ใช้งานสะดวกและมักให้ผลดีกว่าเครื่องเข็มเดี่ยว แต่ยังได้รับผลจาก ความไม่เป็นเชิงเส้นของไดโอดในวงจร (Detector Non-linearity) อยู่บ้าง
- Single-Needle SWR Meter: เป็นเครื่องที่ใช้งานแพร่หลาย ราคาประหยัด และเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป แต่มีข้อจำกัดมากที่สุดในด้านความแม่นยำ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบผลการวัดที่ระดับกำลังส่งต่างกัน
นอกจากนี้ เครื่องมือทุกชนิดยังมีช่วงกำลังที่ให้ความแม่นยำดีที่สุด (Sweet Spot) ตามที่ผู้ออกแบบกำหนดไว้ หากใช้งานต่ำหรือสูงกว่าช่วงดังกล่าว ความคลาดเคลื่อนอาจเพิ่มขึ้น
สรุป
- คำว่า "VSWR ของสายอากาศ" เป็นคำที่ไม่ถูกนักในเชิงวิศวกรรม การใช้คำนี้เป็นวิธีบอกทางอ้อมเท่านั้นว่าสายอากาศมีอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนต่างจาก 50 Ω (หรือค่าอื่นของระบบ) เพียงใด คลื่นนิ่งที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กที่บอกด้วยค่า VSWR นี้เกิดบนสายนำสัญญาณที่ป้อนให้สายอากาศต่างหาก
- ปกติแล้ว สายอากาศเป็นอุปกรณ์พาสซีฟและเป็นเชิงเส้น โดยทั่วไปอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อน (Feed Point Impedance) จะไม่เปลี่ยนตามกำลังไฟฟ้าที่ป้อนให้มัน นั่นคือ VSWR ไม่ควรเปลี่ยนเมื่อเพิ่มหรือลดกำลังส่ง
- หากพบว่าค่า VSWR เปลี่ยนเมื่อเปลี่ยนกำลังส่ง สิ่งแรกที่ควรตั้งข้อสงสัยไม่ใช่สายอากาศ แต่คือเครื่องมือวัดหรือวิธีการวัด (รวมถึงสภาพแวดล้อมในการวัด เช่น กระแสโหมดร่วมที่รบกวนเครื่องมือวัด ซึ่งมีโอกาสเกิดได้แต่อยู่นอกเหนือบทความนี้)
- เครื่องวัด VSWR แบบต่างๆ มีหลักการทำงานและข้อจำกัดแตกต่างกัน โดยเฉพาะผลจาก Detector Diode ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไม่เป็นเชิงเส้น การมีปุ่ม Calibrate ไม่ได้ทำให้ข้อจำกัดนี้หายไป และเครื่องวัดแต่ละชนิดก็มีช่วงกำลังที่ให้ผลดีที่สุดของตนเอง
การเข้าใจข้อจำกัดของเครื่องมือวัดมีความสำคัญไม่แพ้การเข้าใจสายอากาศ เพราะการวิเคราะห์ที่ถูกต้องควรแยกให้ออกว่า สิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่กำลังวัด หรือเป็นเพียงข้อจำกัดของเครื่องมือที่ใช้วัดเท่านั้น





































