วันพุธที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2564

S meter ของวิทยุย่าน HF และ VHF เหมือนกันหรือไม่


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

จากบทความที่แล้ว คุยกันเรื่องอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (S/N ratio)  ซึ่งมีการคุยต่อเนื่องเกี่ยวกับ S meter ทำให้ผมนึกออกว่า S meter ของวิทยุย่าน HF และ VHF นั้น ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียวหรอกนะ  หลายท่านที่คุ้นเคยเรื่องทั้งสองย่านความถี่อาจจะบอกว่า ไม่เหมือนยังไงก็มี 0-9 แล้วก็ + เท่านั้นเท่านี้ dB เหมือนกันออก อืม.. ก็จริงอะนะครับตรงการแสดงผลตรงนั้น อ่ะ ไม่เป็นไร ค่อยๆ มาดูกันครับ 

ไม่เหมือนกันตรงไหน

ถึงแม้มาตรวัด S 0-9 แล้วก็ +dB ต่างๆ เหมือนกัน แต่มาตรฐานความแรงสัญญาณที่จะทำให้ S meter ของเครื่องวิทยุสื่อสารในย่าน VHF และ HF ขึ้นเท่าไรนั้น ตาม "คำแนะนำ" (คือไม่ได้บังคับ) ของ IARU นั้นต่างกัน เรามาดูของเครื่องสำหรับย่านความถี่ HF กันก่อน

ตารางที่ 1 ความแรงของสัญญาณ
กับ S meter ตามข้อแนะนำของ IARU
เครดิตภาพและข้อมูล www.vu2nsb.com

ให้สังเกตว่า แต่ละ S meter โวลเตจต่างกัน 2 เท่า นั่นคือกำลังต่างกัน 4 เท่า (ตรงนี้คงไม่งงนะ เพราะ P = V2/R นั่นคือโวลเตจ V มันยกกำลังสองนั่นเอง) นั่นคือ 6 dB

แต่พอเอาเข้าจริงๆ มีคนลองเอาเครื่องวิทยุสื่อสารรุ่นต่างๆ ไปทดสอบ ปรากฏว่า S meter ของเครื่องวิทยุเรามันไม่ค่อยจะตรงนักที่ "true" S meter ต่ำๆ (ระดับสัญญาณต่ำๆ) ได้ผลออกมาตาม ตารางที่ 2

ตารางที่ 2 ผลการทดลองป้อนสัญญาณ
ที่ความแรงต่างกันให้กับวิทยุรุ่นต่างๆ
แล้วดูว่าแสดง S meter เท่าไร
เครดิตภาพและข้อมูล www.vu2nsb.com

เห็นไหมครับจาก ตารางที่ 2 จะเห็นว่าที่ระดับสัญาณอ่อนๆ นั้น S meter บนเครื่องวิทยุเราน่ะไม่ตรงตาม "คำแนะนำของ IARU" เอาเสียเลย (ความเห็นส่วนตัว - ผู้ผลิตต่างๆ ก็คงพยายามอยากทำให้มันตรงนะ เพราะถ้ามีเครื่องที่ทำได้ดี แล้วโฆษณาว่า S meter เที่ยงตรงเป็นเปาบุ้นจิ้น คงมีผู้ใช้สนใจไม่น้อย แต่อาจจะด้วยต้นทุนและข้อจำกัดทางเทคนิคบางอย่าง จึงทำวงจรออกมาได้แค่นี้ก่อน) 

นั่นคือ จริงๆ แล้วที่เครื่องวิทยุเราอย่างเช่น IC718 ถ้าบอก S1 จริงๆ มันคือ S5 ของมาตรฐานเขาต่างหากล่ะ จากตารางจะเห็นว่า S บนเครื่องเรามักจะ "แข็งไป"

คราวนี้มาดูจุดที่สำคัญกันอีกหน่อย

(1) IARU region 1 แนะนำ (คือไม่ได้บังคับ คงเพราะไม่ได้ไปเดือดร้อนใครถ้าไม่ทำตามนี้ และการทำตามก็ไม่ได้ง่ายนัก) ว่าสำหรับเครื่องวิทยุ HF แล้วเมื่อสัญญาณเป็น -73dBm (อนุมานว่าเข้าสู่โหลด 50 โอห์ม) หรือ 50 ไมโครโวลท์ ให้ความแรงสัญญาณขึ้นเป็น S 9

(2) IARU region 1 แนะนำว่าสำหรับเครื่องวิทยุ VHF แล้วเมื่อสัญญาณเป็น -93dBm (อนุมานว่าเข้าสู่โหลด 50 โอห์ม) หรือ 5 ไมโครโวลท์ ให้ความแรงสัญญาณขึ้นเป็น S 9

(3) แต่ละ S meter ต่างกัน 6 dB

จาก (1) และ (2) จะเห็นว่าโดยมาตรฐานแล้วเรากำหนดให้ S meter ของวิทยุ HF "แข็งกว่า" วิทยุ VHF อยู่ 100 เท่า (S 9 เท่ากัน แต่ความแรงเป็น 50 กับ 5 ไมโครโวลท์ไปยังโหลด 50 โอห์ม) หรือ -73dBm กับ -93dBm

dBm คือ dB milliwatt
0 dBm คือ 1 มิลลิวัตต์
100 เท่าคือ 10 log 100 = 20 dB

S meter ในเครื่องวิทยุของเรา

จริงๆ แล้ว นักวิทยุสมัครเล่น่ก็น่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับวิทยุของตัวเองด้วย เช่น เรามีเครื่องวิทยุชนิดมือถือพกพาเล็กๆ เครื่องหนึ่ง เราน่าจะรู้ข้อมูลต่อไปนี้ของมัน 

  • สัญญาณต่ำสุดที่เริ่มรับได้แต่ S meter ไม่ขึ้น มีความแรงเป็นกี่ dBm
  • S1 ของมัน ขึ้นที่ความแรงกว่าจุดเริ่มที่รับสัญญาณได้ (โดยที่ S meter ไม่ขึ้นนั้น) เป็นเท่าไร ต่างกันกี่ dB
  • S9 ของมัน ขึ้นที่ความแรงต่างจาก S1 กี่ dB
  • แต่ละ S ต่างกัน กี่ dB และเท่ากันทุกๆ S ไหม (เช่น S1 ไป S2 ต่างกันเท่ากับ S4 ไป S5 ไหม) 

ถ้าเรารู้ละเอียดแบบนี้ก็จะทำให้การทดสอบทดลองของเราสนุกไปด้วยโดยไม่ต้องมีเครื่องมือวัดที่แพงมากมายอยู่กับเราด้วย  ถ้าหากมีเวลาจะหาเรื่องเกี่ยวกับ S meter มาเล่าให้ฟังกันอีกนะครับ 

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564

คุยกันเรื่องอัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (S/N ratio)


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU) 

นักวิทยุสมัครเล่นที่อาจจะคุ้นเคยกับการใช้งานในย่านความถี่ VHF และโหมด FM เท่านั้น อาจจะไม่คุ้นเคย (และมีชีวิตอยู่ได้กับ) สัญญาณรบกวนที่อาจจะเกิดจากธรรมชาติ (QRN) หรือจากมนุษย์/อุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้น (QRM) ในความถี่ที่เรากำลังใช้งานอยู่ ด้วยเหตุผลสองอย่างคือ (1) ในย่านความถี่ VHF มีสัญญาณรบกวนตามธรรมชาติและสัญญาณรบกวนจากอุปกรณ์ที่มนุษย์สร้างขึ้นค่อนข้างน้อย และ (2) ธรรมชาติของการถอดสัญญาณ (demodulation) แบบ FM นั้น เครื่องรับจะรับสัญญาณได้เฉพาะสัญญาณที่แรงกว่าเพียงสัญญาณเดียว (อาจจะพอรู้ว่ามีการ "ซ้อนคีย์" มาบ้าง แต่ก็มักฟังคีย์ที่ซ้อนมานั้นไม่ออก) ซึ่งตรงกันข้ามเลยกับความถี่ในย่าน HF ที่มีทั้งสัญญาณรบกวนจากธรรมชาติ จากสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น และยังสื่อสารในโหมดอื่น เช่น SSB (Single Sideband) หรือ CW (หรือรหัสมอร๋ส) ที่ในการรับฟังเราสามารถฟังสัญญาณรบกวน สัญญาณจากหลายสถานีที่ซ้อนๆ กันได้ในเวลาเดียวกัน! 

สัญญาณรบกวนในย่านความถี่ VHF และ HF

ปกติแล้วสัญญาณรบกวนจากธรรมชาติ (มี S meter ในขณะที่ไม่มีสถานีใดส่งสัญญาณอะไรมา) ในย่านความถี่ VHF (เช่นย่าน 2 เมตรหรือ 145 MHz) นั้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับย่านความถี่ HF (เช่นย่าน 40 เมตรหรือ 7 MHz) คือไม่มี S ขึ้นในย่าน VHF ในขณะที่มี S meter อยู่ระดับ 1-7 ในย่าน HF ซึ่งก็ไม่ได้แปลกอะไรเพราะเป็นเรื่องธรรมชาติที่เมื่อความถี่ต่ำลงสัญญาณรบกวนจากธรรมชาติจะสูงขึ้น

จะอย่างไรก็ตาม สัญญาณรบกวน กับ นักวิทยุสมัครเล่นก็เป็นคู่กรรมกันล่ะครับ ยิ่งวันไหน Propagation ดี แมทชิ่งดี สารพัดสัญญาณก็วิ่งทะลุผ่านมาหมด ถ้าระดับสัญญาณที่ต้องการรับมากกว่า เราก็รับการสื่อสารนั้นได้ชัด ถึงแม้ว่ามีสัญญาณรบกวน เราก็ยังติดต่อกับคู่สถานีได้อยู่ถ้าสัญญาณรบกวนไม่ได้กลบสัญญาณที่เราต้องการรับไปมากนัก หรือถ้าสัญญาณที่ต้องการแรงกว่าสัญญาณรบกวนนี่ ยิ่งสบายเลยโดยเฉพาะบางโหมดเช่น CW หรือโหมดดิจิตอลเช่น FT8 

อัตราส่วนสัญญาณต่อสัญญาณรบกวน (S/N ratio)

ทีนี้สัญญาณที่เราต้องการรับแรงกว่าสัญญาณรบกวนเท่าไร ก็เรียกว่า Signal to Noise Ratio หรือ S/N คือ เป็นสัดส่วน หรือ อ้ตราส่วน ว่ากี่เท่าตัว ( / คือ เครื่องหมาย "หาร" นั่นเอง หารแล้วได้เท่าไรก็คือเท่านั้นเท่าตัว) เช่น

  1. ถ้าสัญญาณที่เราต้องการรับแรงกว่าสัญญาณรบกวน 2 เท่า คือ S/N=2 ก็สามารถคิดเป็นสัดส่วนแบบล็อกได้เป็น 10 log 2 เป็นประมาณ 3 dB
  2. ถ้าแรงกว่า 4 เท่าหรือ S/N=4 ก็เป็น 10 log 4 หรือประมาณ 6 dB
  3. ถ้าสัญญาณที่เราต้องการรับเบากว่าสัญญาณรบกวน 2 เท่า หรือ S/N=1/2=0.5 ก็คำนวนสัดส่วนแบบล็อกได้เป็น 10 log 0.5 เป็นประมาณ -3 dB 
  4. ถ้าเบากว่า 4 เท่าหรือ S/N=1/4 ก็เป็น 10 log 0.25 เป็นประมาณ -6 dB 

สังเกตในกรณี 3 และ 4 เมื่อสัญญาณที่ต้องการเบากว่าสัญญาณรบกวน ตัวเลข S/N จะน้อยกว่า 1 และเมื่อคำนวณเป็นหน่วย dB จะติดลบ ซึ่งเราไม่ชอบ  แต่ในระบบการส่ง/รับแบบดิจิตอลเช่น FT8 เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ถอดรหัสได้เมื่อ S/N อยู่ระดับ -23 dB หรือกว่า 200 เท่าเลยทีเดียว ดีกว่าหูคนมาก เพราะหูคนจะฟังไม่ออกแล้ว

แล้ว (S/N ratio) บริเวณสถานีของเราล่ะ

ที่จริงเราสามารถสังเกต ได้คร่าวๆ นะครับว่า S/N ratio ที่บ้านเรานี่เป็นเท่าไรด้วยการดู s meter นี่แหละครับ

ตัวอย่าง

สมมติ บ้านเรา มี noise S = 3
พอเพื่อนติดต่อมา รับได้ S = 7
นั่นคือ ต่างกัน 4 S Meter
ทีนี้ เรารู้ว่าในเครื่องวิทยุที่ได้มาตรฐานหน่อย 1 S meter จะต่างกัน 4 เท่าตัวหรือ 6 dB
ดังนั้น 4 S meter คือ 24 dB

นั่นคือ จากตัวอย่าง S/N ของบ้านเราและสัญญาณจากสถานีเพื่อนเราคือ 24 dB (คือ AntiLog(24/10) หรือกว่า 250 เท่า) ครับเห็นไหมครับว่าวิชาการมากขึ้นหน่อยแต่อธิบายดีๆ ก็ไม่ได้ยากขนาดที่จะเข้าใจไม่ได้หรอกครับ

ตัวอย่างสัญญาณรบกวน
และสัญญาณที่เราต้องการรับ

ไว้โอกาสหน้าเราจะมาคุยเรื่อง S meter บนเครื่องวิทยุสื่อสารของเราใหม่นะครับ สำหรับวันนี้ต้องขอ 
73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต) 

กิจกรรมและประชุมชมรมประจำเดือน มีนาคม 2564

 

หลังจากที่เราว่างเวนการจัดกิจกรรมและประชุมประจำเดิอนไปถึงสองเดือน เนื่องด้วยสถานการณ์การระบาดของโรคทางเดินหายใจจากไวรัส Covid-19  เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเราก็กลับมาทำกิจกรรมกันเหมือนเดิม แต่ด้วยความระมัดระวังโดยการ ล้างมือ สวมหน้ากากผ้า และรักษาระยะห่างระหว่างบุคคล 

ในวันเสาร์ที่ 20 มีนาคม 2564 ที่ผ่านมา คลับสเตชั่นได้จัดกิจกรรมเหมือนเช่นที่ผ่านมา และมีกิจกรรมดังนี้

  • คุยเรื่องการอัพเดท firmware วิทยุสื่อสาร ICOM IC7300
  • อัพเดท firmware เครื่องวิเคราะห์สายอากาศ nanoVNA 
  • ตั้งค่า DVswitch สำหรับ Digital Voice การสนทนาอย่างไรให้เหมาะสม
  • สถานี HF portable
  • วางแผนกิจกรรม ตจว.
  • กิจกรรมทดสอบ ทดลอง ปรับแต่ง สายอากาศ

แบตเตอรี่ชนิด LiFePO4
ที่คุณเจตพล (E22MAL)
สมาชิกของชมรมทดลอง
ต่อขึ้นใช้งาน


เครื่องวิทยุย่านความถี่ HF
ที่ได้รับพลังงานจากแบตเตอรี่
แบบพกพา

ในเดือนต่อไป หากสถานการณ์เกี่ยวกับโรคระบาดดีขึ้น ชมรมจะจัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์กับเพื่อนๆ และสมาชิกต่อไป แล้วพบกันนะครับ

วันจันทร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2564

การติดตั้ง DVSwitch (ตอนที่ 2)

โดย สิปปภาส นิพนธ์กิจ (E24MTA)
จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU) บรรณาธิการ

เราได้พูดถึง DVSwitch ที่ใช้ Raspberry Pi เป็น ฮาร์ดแวร์หลักในการทำงานในบทความก่อนหน้านี้ (แนะนำโปรแกรม DVSwitch (ตอนที่ 1)) ซึ่งจริงๆ แล้ว DVSwitch สามารถติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ เซิร์ฟเวอร์ปกติที่เป็น Intel CPU Base ได้ และทั้งยังสามารถติดตั้งบน Raspberry Pi ที่เป็น ARM CPU Base ระบบปฏิบัติการ Raspberry Pi OS (32 bit) ได้ด้วยเช่นกัน

การติดตั้งสามารถทำได้ทั้งการนำไฟล์ Image ที่ Pre-Install มาแล้วมา Burn ใส่ Micro SD Card (ทราบมาว่า อ.เกษม (HS9AWO) ท่านได้กรุณาทำเผยแพร่ เสียดายที่ Link ที่ผู้เขียนได้รับมาใช้งานไม่ได้แล้วในเวลานี้ หรือโดยการติดตั้งเองบน Raspberry Pi ที่ลง OS เสร็จมาใหม่ๆ สำหรับผู้อ่านที่เลือกวิธีแรก การนำไฟล์ Image ที่ Pre-Install มาแล้วมา Burn ใส่ Micro SD Card ให้ข้ามไปอ่านหัวข้อ "การตั้งค่า DVSwitch" ได้เลย

การติดตั้งเองบน  Raspberry Pi OS

ตรวจสอบว่ามีอัพเดทหรือไม่ 

ทำการอัพเกรดส่วนที่มีการอัพเดท

เข้าโฟลเดอร์ /tmp

ดาวน์โหลดไฟล์ buster

 เปลี่ยนโหมด ไฟล์ให้สามารถรันได้

รันไฟล์ buster

ติดตั้ง DVSwitch Server

Text command ด้านล่างสำหรับท่านที่ต้องการ copy & Paste

sudo apt update
sudo apt upgrade
cd /tmp
wget http://dvswitch.org/buster
chmod +x buster
sudo ./buster
sudo apt-get install dvswitch-server

หลังจากติดตั้งเสร็จให้ Restart Raspberry Pi ไปยังขั้นตอนการตั้งค่า DVSwitch

การตั้งค่า DVSwitch

ในขั้นตอนนี้ขอให้ตรวจสอบขนาด Partition ของ Raspberry Pi อีกครั้งหนึ่งหรือใช้วิธีขยาย Partition ไปเลยก็ได้ โดยเฉพาะท่านที่ใช้วิธี Burn Image

raspi-config ที่เราใช้กันบ่อยๆ


เลือก Advanced Options


เลือก Expand Filesystem (ขยาย FileSystem)

 
เสร็จเรียบร้อย OK และ ออกจาก raspi-config ระบบจะให้ Restart

ทำการตั้งค่า DVSwitch Server โดยเข้าเมนูจาก คำสั่ง
$dvs


จะเข้าสู่เมนูดังรูปด้านล่าง
เริ่มกันที่เมนู 01 Initial Configuration โดยเตรียมข้อมูล Dstar และ DMR-ID จากนั้นเริ่มกันเลย


ตอบ Yes


ใส่ Callsign


ใส่ DMR ID

ขั้นตอนนี้ระบบจะใส่ DMR ID+11 มาให้ ให้ OK ผ่านเลย


สมมุติว่าต่อไปมี RF Module เลือก C สำหรับ VHF


NXDN ยังไม่ได้ใช้งาน OK ผ่าน


เลือก Port สำหรับ ให้ DVSwitch Mobile บน Android เชื่อมต่อ เลือกมา 1 ค่าใน range 50000-55000 แล้วบันทึกไว้ จากนั้น Ok


เลือก BM Server สำหรับ DMR ที่ใกล้ไทยมากที่สุดคือ 34 BM_Malaysia_5021 จากนั้น OK


Password ตรงนี้ปล่อยผ่าน


ตรงนี้เลือก Hardware Vocoder ซึ่งกล่าวรายละเอียดไปในบทก่อนหน้านี้แล้ว หากต้องการคุณภาพเสียงดีในผู้รับฟังปลายทางในระบบ Dstar ให้ใช้ Hardware ข้อ 1-3 หากไม่มีจริงๆก็ข้อ 4 ยังรับฟังคู่สนทนาชัดเจน แต่คู่สนทนาจะรัฟังเสียงเราไม่ใสในระบบ Dstar ส่วน DMR และ YSF ชัดเจน ผู้เขียนเลือก ข้อ 4 จากนั้น OK


สิ้นสุดเมนู 01 Initial Configuration ตอบ Yes


ระบบ initial configuration


OK


เข้าเมนู 02 Advanced Configuration


เข้าเมนู 21 Configure other Stanzas


เตรียมข้อมูลแล้วเริ่ม Yes


สมมุติว่าต่อไปมี RF Module ใส่ความถี่ของ Digital Voice รอไว้ RX 145.5500MHz


ใส่ความถี่ของ Digital Voice TX รอไว้ 145.5500MHz


สมมุติกำลังส่ง 1 Watt


ใส่ Latitude ของสถานีที่บ้าน


ใส่ Longitude ของสถานีที่บ้าน

ความสูงสายอากาศ


ใส่ Location ข้อมูลตรงนี้จะไปปรากฏที่ Reflector Dash Board   

คำอธิบายสถานีคร่าวๆ


Link บน QRZ กรณีเราสร้างฐานข้อมูลสัญญษเรียกขานเราบน QRZ.COM แล้ว ตรงนี้ในหน้า Reflector Dash board จะอ้างอิงส่วนนี้

เสร็จแล้ว เมนู 21


เลือก เมนู 22 สร้างเมนูลัดให้โปรแกรม DVSwitch Mobile เพื่อง่ายต่อการเปลี่ยนช่อง


สร้างเมนูลัด DMR


ป้อนค่าตามนี้ ใครอยากเพิ่ม TG ไหนใส่เลยตามรูปแบบ


ป้อนค่าตามนี้ ใครอยากเพิ่ม TG ไหนใส่เลยตามรูปแบบ


ยืนยันชื่อไฟล์เดิม กด Enter


เมนูลัด DSTAR


ป้อนค่าตามรูปแบบ เหมือเดิม ชอบช่องไหนเติมได้เลย


ส่งค่าไปยัง DVSwitch Mobile โดยเปิดโปรแกรม DVSwitch Mobile อยู่


ระบบจะบอกว่าถ้า มีการ Push ค่าใส่ DVSwitch Mobile สำเร็จ จะมีข้อความ …. Success บนหน้าจอ smartphone คล้ายรูปด้านล่าง  ตอบ Yes เพื่อดำเนินการ

รอ


หากสำเร็จที่หน้าจอ DVSwitch Mobile จะมีข้อความด้านล่าง File Transfer:rx file: success


ตอบ OK สิ้นสุด เมนู 22


เข้าเมนู 23 สร้าง AdHocMenu&Macro เพื่อส่งคำสั่งไปยัง DVSwitch Server จาก DVSwitch Mobile


มากันดื้อๆ ข้อ 8 กด Enter


กด OK จบ


การตั้งค่า DVSwitch Mobile

1. Download  DVSwitch Mobile จาก Play Store
2. ติดตั้ง และเปิดโปรแกรม
3. เข้าเมนู Config เลื่อนไปด้านล่างสุด เพื่อซื้อโปรแกรม ราคาประมาณ 2-3USD เพื่อให้เราสามารถใช้งาน DVSwitch Server ได้
4. ปิด เปิด โปรแกรม DVSwitch Mobile หลังจากสั่งซื้อ
5. ตั้งค่า เข้ากับ DVSwitch Server ตามรูป
6. เข้าไปที่ Account เลือกที่ บรรทัดแรก เพื่อตั้งค่า



เลือก Protocol : USRP
Hostname: IP ของ DVSwitch Server
Port: ค่าที่เราตั้งและบันทึกไว้ ตอนทำเมนู 01


ใส่ DMR ID ปรับแต่งเสียง จะกลัมาแต่งทีหลังก็ได้ Save



หลังจาก Save หากระบบ เชื่อมต่อได้จะขึ้น REG:OK
7. เข้าหน้าหลัก 


8. กดปุ่ม A ค้างจะให้เราเลือกโหมด DSTAR DMR YSF


9. กด B ค้างเลือก Reflector หรือ TG


10. กด * ค้างเป็น MacroMenu ปรับ Audio Gain ตรงนี้เพื่อปรับค่า Mic ไม่ให้เสียง Over-modulated หรือ บวม



มอนิเตอร์ DVSwitch Server

หลังจากการติดตั้ง DVSwitch Server เสร็จเรียบร้อย เราสามารถเข้า มอนิเตอร์หลังการติดตั้งได้ผ่าน Web Browser ผ่าน http://<ip address> เช่น http://192.168.1.99 ดังตัวอย่าง


หน้านี้จะแสดงสถานะ Mode ของการเชื่อมต่อ เช่น DSTAR DMR หรือ YSF รวมถึง Reflector หรือ Talk Group บันทึกรายการการสนทนาในช่องที่เราเชื่อมต่อ ในด้านล่างเป็นสถานะของ DVSwitch Server เช่น IP Address, Kernel Rel. , Model, Disk Used, CPU Load และอุณหภูมิของ Raspberry Pi

ส่วนด้านบนมี ปุ่ม RX Monitor สามารถคลิ๊กเพื่อรับฟังการสนทนา ของช่องที่เราเชื่อมต่อโดยใช้ DVSwitch Mobile ทั้งนี้การที่จะรับฟังได้ขึ้นอยู่กับชนิดของ Web Browser และการรองรับระบบเสียงของเครื่องที่เราใช้ Web Browser

ในตาราง Gateway Activity จะปรากฏ Call Sign ของผู้ที่สนทนา รวมถึงรายละเอียดเวลาในการสนทนา Packet Loss ของการสนทนา ซึ่งจะแปรผกผันกับคุณภาพเสียงการสนทนา คือถ้า Loss หรือมีการสูญเสียข้อมูลมาก คุณภาพก็จะแย่ หรือเสียงขาดหาย

ก็จบบทความเรื่อง DVSwitch ไว้เพียงเท่านี้ หวังว่าเพื่อนๆ จะได้ความรู้รวมทั้งนำไปทดสอบทดลองติดตั้งใช้งานกัน ขอบคุณที่ติดตามครับ


อ้างอิง
https://dvswitch.groups.io/g/main/topic/69407946