วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

SWR ไม่ได้บอกว่ากำลังส่งดีหรือไม่: ความจริงของคลื่นสะท้อนในสายนำสัญญาณ

 

A Theoretical Investigation of the Relationship Between SWR, Apparent Impedance, and Power Transfer Efficiency in Transmission Lines

โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)


นักวิทยุสมัครเล่นหรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับระบบสื่อสารคงคุ้นเคยกับตัวเลขคุณสมบัติหนึ่งคือ อัตราส่วนคลื่นนิ่ง (Standing Wave Ratio หรือ SWR) ที่เกิดขึ้นบนสายนำสัญญาณซึ่งบอกสภาพการเข้ากันได้ (match) ของโหลดที่นำมาต่อกับสายนำสัญญาณเส้นหนึ่งๆ ว่าเป็นอย่างไร แต่ว่าหลายครั้งกลับมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยนำเอาค่า SWR บนสายนำสัญญาณที่ต่อระหว่างแหล่งจ่ายกับโหลดไปผูกกับความสามารถในการส่งถ่ายกำลังคลื่น RF (Radio Frequency Power) จากแหล่งจ่ายไปยังโหลดว่าสัมพันธ์แบบแปรตามกันเสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางวิศวกรรม บทความนี้จะอธิบายว่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งหรือ SWR กับความสามารถในการส่งผ่านพลังงานเกี่ยวข้องกันในแง่มุมใด และอย่างไร 


SWR คืออะไร 

ตามนิยามแล้วคือ Standing Wave Ratio ที่แปลตรงตัวคือ "อัตราส่วนคลื่นนิ่ง" ซึ่งจะเรียกเฉพาะกับสิ่งที่เกิดในสายนำสัญญาณ (หรืออาจจะตัวกลางอื่นที่คลื่นเดินทาง) นั่นคือเราไม่ใช้ในบริบทของ สายอากาศ หรือ อุปกรณ์อิกเล็กทรอนิกส์ต่างๆ  แน่นอนว่าบนโลหะของสายอากาศมีคลื่นนิ่งอยู่ (ไม่อย่างนั้นมันจะออกอากาศอย่างที่เราต้องการไม่ได้) แต่เราไม่ใช้คำว่า SWR กับสายอากาศ   การที่เราเห็นสเป็คของสายอากาศ เช่น SWR < 1.3:1 ที่ 50Ω  นั้นมีความหมายที่แท้จริงว่า "เมื่อต่อสายอากาศนี้เข้ากับสายนำสัญญาณ 50Ω แล้วจะมีอัตราส่วนคลื่นนิ่งบนสายนำสัญญาณนั้นไม่แย่ไปกว่า 1.3:1 (ที่ความถี่ที่กำหนด)  จะเห็นว่าของหลายอย่างมีการพูดให้สั้นลงจนเราเข้าใจผิดไปก็มี

แล้วคลื่นนิ่งที่ว่านี้เกิดขึ้นจากอะไร  มันเกิดจากการรวมตัวกันของคลื่นที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้ากับคลื่นที่สะท้อนที่รอยต่อของตัวกลาง (หรือโหลด) ที่มีอิมพิแดนซ์ไม่เท่ากันแล้วเคลื่อนที่สวนทางกลับไป  การรวมกันทำให้ขนาดคงเหลือรวมของคลื่นเปลี่ยนไปและมีลักษณะเป็น "กรอบคลื่น" ค้างอยู่แบบนั้น (นิ่ง) ไม่ขยับไปไหนบนความยาวของสายนำสัญญาณ เราจึงเรียกว่า "คลื่นนิ่ง" นั่นเอง ดูรูปที่ 1

รูปที่ 1 คลื่นนิ่งเกิดจากการสะท้อนที่
รอยต่อของตัวกลางที่อิมพิแดนซ์
ไม่เท่ากัน รวมกับคลื่นที่เคลื่อนที่ไป
ข้างหน้าตามปกติ ทำให้เกิด "กรอบ"
มีลักษณะเป็นรูปคลื่น ไม่เคลื่อนที่
ไปไหน จึงเรียกว่า "คลื่นนิ่ง"

เนื่องจากมีการกระเพื่อมของขนาดสัญญาณรวม บางตำแหน่งจะมีขนาดสูงที่สุด และบางตำแหน่งจะมีขนาดต่ำที่สุด และอัตราส่วนของขนาดนี้เองที่เรียกว่า Standing Wave Ratio 

SWR = Vmax / Vmin   -----------------------
และเป็นตัวเลขเทียบกับ 1 เช่น 1.3:1
(โดยมาตรฐานแล้วเราเอา :1 ไว้ด้านหลังเสมอ) 

จะเห็นว่า คลื่นนิ่งเกิดจากคลื่นที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า (forward) รวมตัวกับคลื่นที่เคลื่อนที่ไปข้างหลัง (reflect) และเพราะคลื่นสะท้อนมีขนาดและเฟสที่ต่างกันได้เนื่องจากโหลดมีค่าความต้านทานหลากหลาย และอาจจะแสดงความจุไฟฟ้าหรือความเหนี่ยวนำ (reactance) ปนอยู่ด้วย  (อ่านเรื่อง อธิบาย VSWR ด้วยตัวอย่าง ประกอบ) 


การสะท้อนและการเข้าสู่สภาวะคงตัว (Steady State) 

ถ้าเราดูผิวเผิน จะเห็นว่าคลื่นที่สะท้อนกลับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ สัญชาติญาณเราบอกทันทีว่า กำลังของคลื่นที่สะท้อนกลับต้องไปถึงโหลด (เช่น สายอากาศ) ที่สายนำสัญญาณนั้นต่ออยู่ไม่ได้แล้วหายไปน่ะสิ  ความรู้สึกนี้ไม่ผิดแต่ถูกครึ่งเดียว สิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆไม่ใช่แบบนั้นเพราะเรายังพิจารณาไม่ครบ 

สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อคลื่นเดินทางไปถึงโหลด คลื่นส่วนใหญ่จะถูกส่งไปโหลด และมีคลื่นสะท้อนที่ขนาดเล็กกว่าเดินทางย้อนไปจนถึงแหล่งจ่ายกำลัง (เช่น เครื่องส่งวิทยุ)  จากนั้นจะสะท้อนกลับไปหาโหลดอีกครั้งหนึ่ง จากนั้นก็จะสะท้อนกลับจากโหลดไปยังแหล่งจ่ายกำลังอีกครั้ง วนเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ด้วยขนาดคลื่นสะท้อนที่เล็กลงทุกครั้งที่มีการสะท้อน  

เมื่อพิจารณาการสะท้อนหลายครั้ง จะพบว่าคลื่นที่สะท้อนแต่ละครั้งมีขนาดลดลงเป็นสัดส่วน |Г| (ขนาดของสัมประสิทธิการสะท้อนกลับ) ดังนั้นผลรวมของคลื่นทั้งหมดจึงสามารถเขียนอยู่ในรูปของอนุกรมเรขาคณิต (geometric series) ได้  อนุกรมเรขาคณิตจะลู่เข้า (converge) เมื่อ |Г| < 1    โดยทั่วไป 0 ≤ |Г| ≤ 1 อยู่แล้ว  (กรณี |Г| = 1 คือสะท้อนกลับทั้งหมดเกิดเมื่อปลายเปิดหรือลัดวงจรเท่านั้นซึ่งไม่ใช่กรณีที่เรากำลังพิจารณา)  ด้วยเหตุนี้ระบบจึงสามารถ converge เข้าสู่สภาวะ steady-state ได้ และค่าแรงดันหรือกระแสใน steady-state ที่เราวัดได้นั้นจริงๆ แล้วคือผลรวมของการสะท้อนกลับไปมาจำนวนอนันต์ครั้ง (sum of infinite reflections) นั่นเอง

กระบวนการที่คลื่นสะท้อนกลับไปมาจะเกิดขึ้นซ้ำจนกระทั่งกำลังรวมทั้งหมดที่แหล่งจ่ายจ่ายออกมาถูกส่งออกไปยังโหลดได้จนหมด  ดูรูปที่ 2 

รูปที่ 2 แสดงคลื่นที่เดินทางกลับไปมา
เมื่อสะท้อนที่รอยต่อที่อิมพิแดนซ์ต่างกัน
แต่เมื่อถึงสภาวะคงตัว คลื่น 1, 3, 5,.. จะ
รวมกันเป็นคลื่นที่ไปข้างหน้าและคลื่น
2, 4, 6,... จะรวมกันเป็นคลื่นที่สะท้อนกลับ

จากด้านขวามือของรูปที่ 2 แม้การสะท้อนระหว่างรอยต่อระหว่างอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ Z0 กับอิมพิแดนซ์ของโลหด ZL ( ซึ่ง Z0  ZL ) จะเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ทุกครั้งจะมีสัมประสิทธิการสะท้อนกลับค่าเดียวกันคือ Г (gamma, แกมมา)  เราสามารถคำนวณ Г ได้จาก

Г  =  (ZL - Z0) / (ZLZ0)  --------------

Г , ZL , Z0  เป็นจำนวนเชิงซ้อน
โดยทั่วไปเราใช้ Z0 ในรูปจำนวนเต็มเช่น 50Ω  โดยละ +j0Ω  ออกไป เพราะส่วน reactance มีค่าต่ำมาก (ถ้ามีค่ามากกว่า 0 แสดงถึง loss ในสายนำสัญญาณนั้น) 
Г สามารถเขียนเป็น  Гre + Гim  หรือในรูปโพลาเวคเตอร์ได้เป็น =|Г|θ  ก็ได้ โดย |Г| เป็นขนาดของเวคเตอร์ Г นั่นเอง (|Г| เป็นจำนวนจริงสเกลาร์) 

โดยค่าของ Г ที่คำนวณได้จากสมการ  ได้รวมการสะท้อนกลับไปมาทั้งหมดจนอยู่ในสภาวะคงตัวไว้ด้วยแล้วโดยเราไม่ต้องไล่คำนวณการสะท้อนกลับไปมาของคลื่นแต่ละรอบ (ซึ่งทำไม่ได้ในทางปฏิบัติเพราะมันคงเป็นจำนวน  รอบ)  

และจาก |Г| เราจะรู้   และสามารถคำนวณ SWR ได้เป็น 

SWR = (1 + |Г|) / (1 - |Г|) ----------------

จากสมการ  และ  จะเห็นชัดเจนว่าถ้า ZL = Z0  จะทำให้  |Г| = 0  และ SWR = 1  คือสภาพที่ดีที่สุดไม่มีคลื่นสะท้อนจากจุดต่อเชื่อม ไม่มีคลื่นนิ่งบนสายนำสัญญาณ และในทางตรงกันข้ามถ้า ZL  Z0  จะทำให้มีการสะท้อนที่จุดต่อเชื่อม และมีคลื่นนิ่งหรือ SWR > 1:1   จะเห็นว่า SWR เป็นเรื่องของพฤติกรรมคลื่นที่เกิดในสายนำสัญญาณโดยเฉพาะ 


อิมพิแดนซ์ที่ปลายสายฝั่งแหล่งจ่าย (Zin)

ถึงตรงนี้เรายังไม่พิจารณาถึงผลของการต่อโหลด (เช่น สายอากาศ) เข้ากับสายนำสัญญาณซึ่งสำคัญมาก เมื่อเราต่อโหลดเข้ากับสายนำสัญญาณ อิมพิแดนซ์ที่ปรากฏที่ปลายของสายนำสัญญาณอีกเส้นหนึ่งอาจจะผิดไปจากอิมพิแดนซ์ของโหลดเองได้ 

รูปที่ 3 อิมพิแดนซ์ที่ปลายสายนำสัญญาณ
ด้านตรงกันข้ามกับโหลดจะเป็นค่าที่
ถูกแปลงไป ขึ้นกับ ZLZ0 และความยาว  
ของสายนำสัญญาณ (และการสูญเสีย
ในสายนำสัญญาณเองด้วย แต่ในบทความนี้
จะถือว่าไม่มีการสูญเสียในสายนำสัญญาณ
เพื่อความเข้าใจสาระสำคัญที่ง่ายขึ้น)

จากรูปที่ 3 ถ้า:
1)  ZL และ Z01 มีค่าเท่ากัน   Zin = ZL   
2)  ความยาว  ของสายนำสัญญาณเป็นจำนวนเต็มของ ½λ (ทางไฟฟ้า คือชดเชยตัวคุณความเร็วแล้ว)   Zin = ZL  (ไม่ว่า  Z01 = ZL หรือไม่ก็ตาม)   

นอกจากนั้นแล้ว Zin  ZL นั่นคือมีการแปลงอิมพิแดนซ์เกิดขึ้น ตามสมการ     

--------   

Z0  เป็นอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวของสายนำสัญญาณ (คือ Z01 ในรูปที่ 3) หน่วย Ω 
ZL  เป็นอิมพิแดนซ์เชิงซ้อนของโหลด หน่วย Ω 
Z() เป็นอิมพิแดนซ์เชิงซ้อนที่มองเข้าไปจากอีกด้านหนึ่งของสายนำสัญญาณ (Zin ในรูปที่ 3) หน่วย Ω 
k เป็นค่าคงตัวเฟส (หรือบางครั้งเราใช้ β ดังในรูปที่ 3) หน่วย rad/m
  เป็นความยาวของสายนำสัญญาณในรูปแบบ λ   เช่น 0.1λ , 0.25λ  เป็นต้น 

จะเห็นว่าอิมพิแดนซ์ที่ปลายสายอีกด้านหนึ่งของสายนำสัญญาณที่ด้านหนึ่งต่อกับโหลดจะมีค่าต่างไปจากโหลดได้มาก ขึ้นกับตัวแปรหลายอย่างทั้ง  ZL เอง, Z0, และ     

สังเกตว่าเมื่อ ZL  Z0 จะมีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณเสมอคำนวณได้ตามสมการ  และ    แต่ SWR จะไม่เปลี่ยนตามความยาว  ของสายนำสัญญาณ (เมื่อสายนำสัญญาณเป็นแบบไม่มีการสูญเสีย - Lossless)  


Conjugate Matching และกฏการอนุรักษ์พลังงาน (Conservation of Energy)

เมื่อเราต่อแหล่งจ่ายกำลัง (เช่น เครื่องส่งวิทยุ) ที่มีอิมพิแดนซ์ขาออกเป็น Zs เข้ากับปลายสายนำสัญญาณ (ซึ่งมองเห็นอิมพิแดนซ์เป็น Zin) แหล่งจ่ายกำลังจะจ่ายกำลังได้สูงสุดเท่าที่ออกแบบไว้เมื่อเกิดเงื่อนไข conjugate match (คอนจูเกท แมทช์)  นั่นคือ

เมื่อ   
Zs  = RS + XS 
Zin = Rin + Xin    

เงื่อนไข conjugate matching:
Zs =  Zin * -------------------------  

นั่นคือ 
RS = Rin  และ  XS = - Xin  

ในกรณีทั่วไปที่เราเห็นบ่อยคือ  XS = 0Ω  และ  RS = 50Ω  นั่นคือ
การแมทช์ทั่วไปจะเกิดเมื่อ  Xin = 0Ω  และ  Zs = Zin  = 50Ω   
และแหล่งจ่ายจะจ่ายกำลังได้สูงสุด 
แต่ถ้าไม่แมทช์ แหล่งจ่ายก็จะจ่ายกำลังได้ต่ำลง 
จะเห็นชัดเจนว่าการที่แหล่งจ่ายจะจ่ายกำลังได้มากหรือน้อยเป็นเรื่องของแหล่งจ่าย (อิมพิแดนซ์ Zs) กับ Zin  โดยไม่มีอะไรเกี่ยวกับ SWR ในสายนำสัญญาณที่ต่อระหว่างแหล่งจ่ายกับโหลดเลย!  

แต่ในเครื่องส่งจริง กำลังที่จ่ายออกอาจจะลดลงมากเมื่อมี mismatching สูง เนื่องจากวงจรป้องกันทำงานหรือจากข้อจำกัดของวงจรขยายกำลัง

ไม่ว่าจะแมทช์ดีที่สุดหรือไม่ก็ตาม ถ้าเราสายนำสํญญาณเป็นแบบไม่มีการสูญเสีย (lossless transmission line) กำลังจากแหล่งจ่ายกำลัง (PS) จะถูกส่งไปถึงโหลด (PL) ได้ทั้งหมด นั่นคือ PS = PL เสมอ  นั่นคือกฏอนุรักษ์พลังงาน (เมือไม่มีการสูญเสียเป็นรูปอื่น พลังงานย่อมถูกส่งไปยังโหลดได้ทั้งหมด)  แต่ในสายนำสัญญาณจริงที่มีการสูญเสีย ถ้า SWR > 1:1 หรือไม่เป็นไปตามอุดมคติ จะมีการสูญเสียเพิ่มเติมหรืออื่นๆ เกดขึ้นได้

รูปที่ 4 เมื่อแหล่งจ่ายและ   แมทช์กันแบบ
คอนจูเกท แหล่งจ่ายจะส่งกำลังออกไปได้
เต็มที่เท่าที่ถูกออกแบบไว้ (PS) และกำลังนั้น
จะถูกส่งถ่ายให้โหลดทั้งหมด (PS=PL) โดย
ที่จุดต่อเชื่อมระหว่างโหลดกับสายนำสัญญาณ
อาจจะมีการสะท้อน (Г≠0) ทำให้มี PF และ PR 
ถ้า ZL Z0  และเพราะมีกำลังคลื่นที่สะท้อน
กลับด้วย เราจะเห็นว่า PF  = PL + PR  

นอกจากนั้น ถ้าจุดต่อเชื่อมระหว่างสายนำสัญญาณกับโหลดไม่แมทช์กัน (Z0  Zin) จะมีการสะท้อนเกิดขึ้น (Г  0) และมีคลื่นสะท้อนกลับ (PR) และเห็นได้ว่า:

PS =  PL = PF - PR   ---------------------  
(เป็นไปได้ที่ PF > PL  เพราะในความจริงคลื่นมีการสะท้อนกลับไปมาเสริมกันอยู่ และการคำนวณของเราทั้งหมดได้รวมกำลัง, สัมประสิทธิการสะท้อนกลับของคลื่นทั้งหมดโดยรวมไว้แล้ว) 
|Г|2 = PR / PF   ---------------------------  


ตัวอย่างกรณีที่คุ้นเคย

ลองดูตัวอย่างในรูปที่ 5 ซึ่งเราต่อโหลดอิมพิแดนซ์  ZL = 112.5Ω  เข้ากับสายนำสัญญาณที่มีอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว Z0 = 75Ω  นั่นคือเกิดการไม่แมทช์แน่นอน  เราคำนวณ ГL ได้จากสมการ  และ   

ГL  = ( ZL - Z0 ) / ( ZL + Z0 ) = (112.5Ω - 75Ω) / (112.5Ω + 75Ω) = 37.5Ω / 187.5Ω = 0.2 + j0
ดังนั้น | ГL | = 0.2  (เป็นขนาด มีค่าไม่เกิน 1 และไม่มีหน่วย) 
และ SWR  = (1 + |Г|) / (1 - |Г|)  =  (1+0.2) / (1-0.2)  = 1.2 / 0.8  = 1.5 หรือ 1.5:1   

นอกจากนั้น สายนำสัญญาณ 75Ω ยังทำหน้าที่แปลงอิมพิแดนซ์ ZL จาก 75Ω ด้วยตามสมการที่    ซึ่งในรูปที่ 5 สายนำสัญญาณนี้ยาว   = 0.25λ  หรือที่เราเรียกว่า Quarter-wave transformer ทำให้ β ในสมการ  เป็น π/2  และสมการ  จะลดรูปลงเหลือ: 

Zin = Z02  / ZL   -------------   

Zin =  (75Ω)2 / 112.5Ω        
Zin =  5625Ω2 / 112.5Ω  = 50Ω
ซึ่งแมทช์กับ  Zs = 50Ω ด้วย    
ทำให้แหล่งจ่ายสามารถส่งกำลังได้เท่าที่ออกแบบ (Pmax) และกำลัง Pmax นี้จะถูกส่งไปถึงโหลดด้วย นอกจากนั้นเพราะเรารู้สัมประสิทธิการสะท้อนกลับ   | ГL | = 0.2 และจาก  เราได้ 

(0.2)2  =  0.04 = PR / PF 
แต่ PL = PF - PR   
สมมติ  Pmax = 10W =  PL = PF - PR     
10W =  PF - PR     
จะได้ 
PF  10.416W
PR  0.416W   

รูปที่ 5 แสดงการใช้สายนำสัญญาณ Z0 = 75Ω 
ยาว ¼λ ต่อจากโหลด ZL = 112.5Ω  ซึ่งทำให้
อิมพิแดนซ์ที่มองเห็นจากอีกด้านของสายนำ
สัญญาณ (Zin) เป็น 50Ω  และแมทช์กับ
อิมพิแดนซ์ขาออกของแหล่งจ่าย (Zs) พอดี
แม้จะมีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณแต่แหล่ง
จ่ายจะจ่ายกำลังได้สูงสุด และกำลังจะถูก
ส่งไปถึงโหลด ZL ได้ทั้งหมด


จะเห็นว่า เมื่อพลังงานสะท้อนกลับ มันไม่ได้หายไปไหน แต่มันจะสะท้อนกลับไปกลับมาจนหาทางออกไปยังโหลดได้ นอกจากนั้นยังอาจจะเสริมกันภายใน ทำให้กำลังบางจุดสูงกว่าที่แหล่งจ่ายจ่ายออกมาด้วย แต่ในท้ายที่สุดแล้ว กำลังงานรวมทั้งหมดยังคงเป็นไปตามกฏการอนุรักษ์พลังงานเสมอ 


แล้วเราจะแมทช์อิมพิแดนซ์ต่างๆ ไปทำไม

ผู้อ่านหลายคนคงสงสัยว่าถ้า SWR ในสายป้อนไม่สำคัญต่อการส่งพลังงานแล้ว เราจะพยายามปรับอิมพิแดนซ์ต่างๆ ให้ถูกต้อง (หรือที่เรียกติดปากกันว่า "แมทช์") ไปทำไม  คำตอบคือมันยังคงมีประโยชน์

- ในทางปฏิบัติแล้ว สายนำสัญญาณไม่ได้เป็นแบบ lossless คือมีการสูญเสียตามขนาด ความยาว และความถี่ที่ใช้งาน สายนำสัญญาณทั่วไปจะมีการสูญเสียเพิ่มขึ้นไปอีกเมื่อคลื่นที่วิ่งข้างในมีอัตราส่วนคลื่นนิ่งสูง  การปรับอิมพิแดนซ์ให้ถูกต้องและลด SWR ให้ใกล้ 1:1 จะช่วยลดการสูญเสียส่วนเพิ่มนี้ได้ 

- แหล่งจ่ายสัญญาณรวมทั้งที่เป็นแหล่งจ่ายกำลัง (เช่น ภาคขาออกของเครื่องส่งวิทยุ มีอิมพิแดนซ์ขาออกเป็น Zs) จะจ่ายกำลังออกได้ตามที่ออกแบบไว้เมื่อนำโหลดที่มีอิมพิแดนซ์เหมาะสม (Zin) มาต่อกับมัน คือต้องเกิดสภาวะ Conjugate Match ระหว่าง Zin และ Zs    แม้ว่า Zin จะขึ้นกับอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว (Z0) และความยาวของสายนำสัญญาณที่ใช้ แต่ก็ขึ้นกับ ZL ด้วย เราจึงต้องปรับค่าของ ZL ให้ถูกต้อง 

- ในทางปฏิบัติเราจะพยายามออกแบบให้  Z0 = ZL= 50Ω  นั่นคือจะได้  Zin = 50Ω = Zs ด้วย ทำให้สะดวกในการทำงาน ทั้งระบบมี SWR ในสายนำสัญญาณต่ำ มีการสูญเสียส่วนเพิ่มน้อย และแหล่งจ่ายสามารถส่งกำลังออกได้ตามที่ออกแบบไว้ 


สรุป 

  • เมื่อ Characteristic Impedance (Z0) ของสายนำสัญญาณที่คลื่นที่กำลังวิ่งอยู่ ไม่เท่ากับ Load Impedance (ZL) ที่มาต่ออยู่ที่ปลายรอยต่อ (ไม่ว่าโหลดนั้นจะเป็นสายอากาศหรือเห็นปลายสายนำสัญญาณเส้นอื่น) จะเกิดการสะท้อนของคลื่นกลับมาเสมอ 
  • การสะท้อนอาจจะมีการสะท้อนกลับไปกลับมาหลายรอบ แต่ด้วยสัมประสิทธิการสะท้อนกลับ (Г) เดียวกันเสมอที่โหลด 
  • คลื่นที่สะท้อนกลับไปมาอาจะรวมหรือหักล้างกันได้ และเป็นไปได้ที่กำลังของคลื่นบางจุดสูงกว่ากำลังที่ส่งผ่านจากแหล่งจ่าย (เช่น PF อาจจะสูงกว่า PL ได้เมื่อ PR  0) แต่ยังคงไม่ขัดกับกฏการอนุรักษ์พลังงาน เพราะพลังงานรวมของระบบยังคงเท่าเดิม 
  • คลื่นที่สะท้อนกลับไปมาสุดท้ายจะรวมกันในสภาวะอยู่ตัว (steady state) ทำให้เกิด คลื่นนิ่ง (Standing Wave) ภายในสายนำสัญญาณเส้นนั้น
  • แต่ “การส่งผ่านกำลัง” เป็นคนละเรื่อง ถ้าแหล่งจ่ายส่งกำลังเข้ามาเท่าใด ก็จะส่งออกไปที่โหลดทั้งหมด (conservation of energy law) กรณีสายนำสัญญาณไม่มีการสูญเสีย 
  • แหล่งจ่ายจะจ่ายกำลังได้มากแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า Zin ที่มองเข้าไปที่สายนำสัญญาณแมทช์ หรือ conjugate match กับแหล่งจ่ายไหม ถ้าแมทช์กัน กำลังทั้งหมดก็จะถูกส่งออกออกไป  ซึ่ง Zin ขึ้นกับ ZLZ0, และความยาวของสายนำสัญญาณเอง 
  • แม้จะมี Standing wave บนสายนำสัญญาณ แต่ในที่สุดแล้วคลื่นที่สะท้อนไปมาในสายนำสัญญาณก็จะหาทางออกไปยังโหลดจนได้ ไม่อย่างนั้นพลังงานจะต้องสูญเสียเป็นความร้อนในสายนำสัญญาณเอง ซึ่งผิดจากกฏอนุรักษ์พลังงานและเงื่อนไขที่เราบอกว่าสายนำสัญญาณเป็นแบบ lossless 



©Jitrayut Chunnabhata, 2026.
This article is based on well-established engineering principles. The content reflects the author's own explanation and presentation. You are welcome to reference or use this material for educational purposes, provided that proper credit is given. Direct reproduction or republication of the content is not permitted without prior permission. 

© 2026 จิตรยุทธ จุณณะภาต สงวนลิขสิทธิ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทางวิศวกรรมที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ผู้เขียนได้เรียบเรียงและอธิบายในรูปแบบเฉพาะของตนเอง สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้เพื่อการศึกษาได้โดยกรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม และไม่อนุญาตให้คัดลอกหรอกเผยแพร่ซ้ำโดยตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต

วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

กิจกรรมและประชุมประจำเดือน มีนาคม 2569

 

เหมือนเช่นเคยครับ คลับสเตชั่น The DXER (ได้รับอนุญาตจาก กสทช. ให้ใช้สัญญาณเรียกขาน E20AE) มีประชุมและจัดกิจกรรมให้กับเพื่อนๆ พบปะและร่วมสนุกได้ความรู้เช่นเคยเมื่อวันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา หัวข้อให้เพื่อนๆ ได้ทดลอง ศึกษากันในคราวนี้ เช่น • ไขข้อข้องใจ ทำไม VSWR ถึงเป็นค่าเริ่มต้นที่ “หยาบ” มากในการแมทช์อิมพิแดนซ์ของสายอากาศ • การส่งผ่านกำลังและ SWR สัมพันธ์กันหรือไม่อย่างไร • ความหมายที่แท้จริงของอิมพิแดนซ์ของสายนำสัญญาณ • คลีนิคการต่อเชื่อมดิจิตอล / E2HUB / Mumla และอื่นๆ • โปรแกรม Software Web based ช่วยทดลอง เยอะแยะเลยของพี่โจโจ้ เช่น ซอฟท์แวร์คำนวณสิ่งกีดขวาง พยากรณ์ความเป็นไปได้ในการสื่อสารในบริเวณที่มีอุปสรรคต่อคลื่นวิทยุ เป็นต้น • พูดคุยเรื่องหัวต่อ BNC 50 และ 75 Ω เหมือนหรือต่างกันอย่างไรและทำไม • เรื่องที่เพื่อนใหม่ๆ สนใจ เช่น: - ปรึกษาเรื่องการใช้ความถี่ ศัพท์ต่างๆ และวิธีใช้ protocol ต่างๆ - หลักการทำงานของสายอากาศ - การติดตั้งสายอากาศ • Q&A: คลินิคสายอากาศ สายนำสัญญาณ • อื่นๆ 

ระหว่างทำกิจกรรมเรา สั่งอาหารจากร้านอาหารตามสั่งในหมู่บ้านมาทานด้วยกัน เรียกว่าเล่นกันแบบไม่ยอมไปไหนเลย รูปถ่ายที่เห็นนี่ยังไม่หมดนะครับ มีเพื่อนกลุ่มใหญ่อีกส่วนนึงไปทดลองสายอากาศย่าน HF อยู่ที่สนามของหมู่บ้าน แต่ต่างคนต่างเล่นไม่มีใครถ่ายรูปมาอวดสักคน (ฮา..) จะว่าจริงๆ มีอีกหลายอย่างที่เราเตรียมไว้แล้วยังไม่ได้เล่นด้วยกันเลยเพราะเวลามีน้อยไปหน่อย ตกเย็นเพื่อนๆ ก็ต้องทยอยกลับที่พักกันโดยสวัสดิภาพแล้ว แต่ไม่เป็นไรครับของเล่นเราไม่หนีไปไหน เดี๋ยวคราวหน้าเราเล่นกันต่อ


HS0DJU (คุณจิตรยุทธ) อธิบายพื้นฐาน
เกี่ยวกับสายนำสัญญาณ, SWR,
การส่งถ่ายพลังงาน RF, ความหมาย
ที่แท้จริงของอิมพิแดนซ์ของสายนำสัญญาณ
และอื่นๆ ให้กับเพื่อนๆ 


พี่ตู่นพดล (HS1ZHY) กำลังล้วงกระป๋อง
โดราเอมอน หาอุปกรณ์ให้น้องได้เล่น


เพือนๆ มากัน เจ้าบ้านยังจัดเก้าอี้ไม่ทันจ้า
เก้าอี้ยังเสียบกันอยู่เต็มเลย อิอิ


HS0DJU (คุณจิตรยุทธ) กำลังทดลองรับคลื่น
ในย่านความถี่ HF จริงๆแล้วการเดินทางของคลื่น
 (propagation) ในวันนั้นไม่ได้แย่ เพียงแต่ว่า
เพื่อนต่างประเทศไม่ค่อยได้ออกอากาศกันเท่านั้นเอง


E22MAL (คุณเจตพล) แนะนำการใช้
โปรแกรมช่วยฝึกรับรหัสมอร์ส


อุปกรณ์และความรู้ในการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญ
สิ่งหนึ่งที่สำคัญในการทดสอบ ทดลอง วิจัยคือ
Spectrum analyzer ที่คุณโจโจ้ (E25VBE)
หิ้วมาเล่นด้วย


ของเล่นเยอะ ทำไรก่อนดี


เสวนาเรื่องเทคนิคต่างๆ ให้เพื่อนๆ เข้าใจจริง
และเล่นวิทยุสมัครเล่นกันได้สนุกมากขึ้น

แล้วพบกันใหม่ มาเล่นกันต่อ ในกิจกรรมครั้งต่อไปครับ
73 de E20AE The DXER clubstation

วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

ความเหมือนที่แตกต่างของขั้วต่อ BNC แบบ 50Ω และ 75Ω


Beyond Appearance: The Real Difference Between 50Ω and 75Ω BNC Connectors

โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)


ในงานวิทยุสมัครเล่นระดับที่เริ่มจริงจังมากขึ้น เรามักคุ้นเคยกับคำว่า 50Ω และ 75Ω จนบางครั้งเผลอคิดว่าเป็นเพียงตัวเลขกำกับสายหรือรหัสขนาดสายนำสัญญาณ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความต้านทานเฉพาะตัว (Characteristic Impedance) ของสายนำสัญญาณนั้น เกิดจากฟิสิกส์ของโครงสร้างโดยตรง ไม่ใช่สิ่งที่ตั้งชื่อขึ้นมาได้ตามใจ นอกจากสายนำสัญญาณแล้ว อะไรก็ตามที่เราให้คลื่นเดินทางไปในนั้นก็ล้วนมี ความต้านทานเฉพาะตัว ทั้งนั้น (ไม่เว้นแม้ อากาศ แก้ว กระจก) และหัวต่อต่างๆ รวมทั้งแบบ BNC ซึ่งเหมาะสมกับความถี่ตั้งแต่ DC จนถึง 4GHz ก็มีความต้านทานเฉพาะตัวของมันที่อาจจะต่างกันได้เช่นกัน


ความต้านทานเฉพาะตัว (Characteristic impedance) มาจากอะไร

ความต้านทานเฉพาะตัว ก็ต้องมีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω) ตามชื่อของมัน เป็นสัดส่วนระหว่างโวลเตจและกระแส (R = V/I, R หน่วยคือ Ω, V หน่วยเป็น volt, I หน่วยเป็น ampere, ดังนั้น Ω  จึงมีหน่วยเป็น volt/ampere ด้วย) และสัมพันธ์กับสัดส่วนของความเข้มของสนามไฟฟ้าต่อสนามแม่เหล็กในตัวกลางเช่นสายนำสัญญาณโดยตรง 

ในตัวกลางที่เป็นฉนวนสมบูรณ์ เช่น อากาศ กระจก  ความต้านทานเฉพาะตัวขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทางแม่เหล็ก (μ : magnetic permeability) และไฟฟ้า (ε : dielectric permittivity) ของตัวกลางนั้น เช่น อากาศจะมีความต้านทานจำเพาะประมาณ 120π  377Ω  ในย่านความถี่วิทยุไปถึงความถี่แสง แต่สำหรับสายโคแอกเชียลแล้ว ความต้านทานเฉพาะตัวจะขึ้นกับลักษณะสัดส่วนและฉนวนระหว่างตัวนำทั้งสองเป็นหลัก โดยสมการพื้นฐานคือ


โดยที่
D = เส้นผ่านศูนย์กลางตัวนำด้านนอก (shield)
d = เส้นผ่านศูนย์กลางตัวนำแกนกลาง
Ԑr = ตัวเลขเฉลี่ยของค่าคงที่ไดอิเล็กตริกของฉนวนระหว่างแกนและชีลด์เมื่อเทียบกับสูญญากาศ   
Ԑr Ԑฉนวน /  Ԑ0     
และ  Ԑ0  8.854 ⨯ 10-12 F/m   เป็น permittivity ของสุญญากาศ
Ԑอากาศ  1.0006 
ԐPE  2.2 - 2.3 
ในกรณีที่ฉนวนระหว่างแกนกลางและชีลด์ประกอบไปด้วยทั้งอากาศและพลาสติก PE ค่า Ԑฉนวน โดยรวมจะเป็นผลโดยรวม (มีวิธีคำนวณต่างหาก ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยเลขคณิต) ของทั้งอากาศและพลาาสติก PE 
138 และ 60 ในสมการเป็นค่าคงที่จากการคำนวณก่อนหน้า (อยู่นอกเหนือขอบเขตและวัตถุประสงค์ของบทความนี้) มีหน่วยเป็น Ω 
ดังนั้น Z0 จึงมีหน่วยเป็นโอห์ม (Ω
และอ่านถึงตรงนี้หลายคนน่าจะเพิ่งร้อง อ๋อ.. ว่า เออนะ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการจะเอาโอห์มมิเตอร์ไปวัดได้เลย

รูปที่ 1 โครงสร้างของสายนำสัญญาณ
แบบแกนร่วม (Coaxial transmission line)
ที่ความต้านทางเฉพาะตัวของมันเป็น
ผลจากสัดส่วนของ D/d และคุณสมบัติ
ทางไฟฟ้าของฉนวนระหว่างตัวนำทั้งสอง


จุดที่ควรสังเกต

เราเห็นได้ชัดเจนจากสมการที่ (1) และรูปที่ 1 ว่าถ้าเรา: 
• เพิ่ม D/d → Z0 สูงขึ้น
• เพิ่ม Ԑr → Z0 ลดลง

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเมื่อฉนวนเป็นชนิดเดียวกัน (Ԑr เท่ากัน) 
• สายนำสัญญาณ 75Ω → มักมีแกนกลางดูเล็ก (d เล็ก → D/d ใหญ่) 
 สายนำสัญญาณ 50Ω → แกนกลางดูใหญ่ 
 สายนำสัญญาณแบบ 50Ω นั้นเป็นการออกแบบเพื่อ "ประนีประนอม" ระหว่างความสามารถในการทนกำลังส่งและความสูญเสีย 
 สายนำสัญญาณ 75Ω สูญเสียต่ำกว่า 50Ω แต่ทนกำลังได้ต่ำกว่าจึงมักใช้ในระบบวิดิโอและภาครับของวิทยุ-โทรทัศน์ 
 สายนำสัญญาณ 50Ω แม้มีการสูญเสียสูงกว่า 75Ω แต่ทนกำลังได้มากกว่า ในระบบสื่อสารที่ต้องใช้กำลังส่งด้วยจึงมักเลือกระบบนี้ 


แล้วหัวต่อ (Connector) จะต้องเป็น 50Ω หรือ 75Ω ด้วยไหม

คำตอบแบบกำปั้นทุบดินคงเป็น  ถ้าเรากังวลเรื่องการสะท้อนของคลื่น → ก็จำเป็น
และการสะท้อนของคลื่น (reflection) ทำให้สัมประสิทธิการสะท้อนกลับมีขนาดมากกว่า 0 (|Г| > 0) ผลที่ตามมาคือการแปลงอิมพิแดนซ์จากค่าที่ด้านหนึ่งไปเป็นค่าอื่นที่อีกด้านหนึ่ง (พูดง่ายๆ ว่ามีผลทำให้ SWR แกว่งหรือผันผวนได้) 

แม้ความยาวของหัวต่อมักจะสั้นมาก แต่ในความถี่สูงมากๆ เช่น VHF UHF หรือย่าน Micowave แล้ว เมื่อเทียบกับความยาวคลื่นก็อาจจะ ไม่สั้นจริง ทำให้เกิด: 

•  ความไม่ต่อเนื่องของ ความต้านทานเฉพาะตัวของตัวกลาง (สายนำสัญญาณ กับ หัวต่อ)
•  เมื่อมีความไม่ต่อเนื่อง จะเกิดการไม่แมทช์กันของอิมพิแดนซ์
•  การไม่แมทช์กันของอิมพิแดนซ์ ทำให้เกิดการสะท้อนกลับ การส่งผ่านต่ำลง และอิมพิแดนซ์เปลี่ยน


ในระบบที่ต้องการความแม่นยำจริงๆ เช่น

•  การวัด
•  SDR front-end
•  การทำงานกับสัญญาณระดับต่ำมาก

การใช้หัวต่อหรือ connector ผิดประเภท ผิดขนาด แม้เพียงไม่กี่ตัว ก็สามารถค่อยๆ สะสมความผิดเพี้ยนต่างๆ ได้จริง


ความแตกต่างเชิงโครงสร้างของหัวต่อแบบ BNC 50Ω กับ 75Ω

เวลาเราไปซื้อหัวต่อตัวผู้แบบ BNC (Bayonet Neill-Concelman) ซึ่งมีข้อดีอย่างเห็นได้ชัดคือการถอดใส่ทำได้รวดเร็ว หมุนเพื่อล็อคหรือปลดออกเพียง ¼ รอบเท่านั้นก็สำเร็จแล้ว แต่บางทีผู้ขายก็ไม่ถาม (หรืออาจจะไม่รู้ด้วย) ว่าผู้ใช้ต้องการสำหรับระบบที่มีความต้านทานเท่าไร 

ภายนอกแทบแยกไม่ออก แต่ภายในต่างกันแบบมีนัยสำคัญ ดูรูปที่ 2 

รูปที่ 2 หัวต่อแบบ male BNC ของระบบ
50Ω และ 75Ω มีลักษณะใกล้เคียงกันมาก
จุดแตกต่างกันคือแบบ 50Ω จะมีพลาสติก
ฉนวนแทรกอยู่ด้วย ทำให้ความต้านทาน
เฉพาะตัวต่ำลง 



BNC 50Ω

•  มีฉนวน (dielectric) ที่มักเป็น PE (Polyethylene) เติมอยู่รอบโลหะแกนกลาง
•  แต่ก็ยังมีอากาศอยู่บางส่วน 
•  ทำให้โดยรวมๆ แล้วฉนวนระหว่างแกนกลางกับชีลด์มี Ԑr >1
•  จากสมการ (1) → Z0 ลดลง 
•  เหมาะกับการ “กด impedance Z0 ลงมา” ให้ได้ ~50Ω  

BNC 75Ω

•  พยายามทำให้ฉนวน (dielectric) น้อยทำให้มี Ԑr ≈ 1  (Ԑ ใกล้อากาศ)
•  หรือทำให้โลหะแกนกลางเล็กลง (ลด d) แต่อาจไม่ทำแนวนี้เพราะมาตรฐานปัจจุบัน 50Ω และ 75Ω จะเสียบกันได้หมด
•  หรือทำให้ปลอกรอบนอกใหญ่ขึ้น (เพิ่ม D) อันนี้ทำได้ เพราะเป็นปลอกประคองอิมพิแดนซ์เฉยๆ
•  ทำให้ D/d สูงขึ้น และ εᵣ ต่ำลง
•  ความต้านทานเฉพาะตัวสูงขึ้นเป็น 75Ω

ถ้าเราลองคำนวณเล่นๆ ใส่ตัวเลขของ  ของ PE (Polyethylene) ลงไป จะได้ตามรูปที่ 3 
รูปที่ 3 ทดลองใส่ตัวเลขคำนวณให้เห็น
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยสมมติ
ว่าสามารถใส่ฉนวน PE ลงไปได้เต็มพื้นที่


และแน่นอนว่าไม่เฉพาะหัวต่อแบบตัวผู้ (male, plug) เท่านั้น แต่ด้านตัวเมีย (female, jack) ก็ต้องถูกออกแบบให้มีความต้านทานเฉพาะตัวตรงตามต้องการเช่นกัน จะเห็นได้จากรูปที่ 4 ว่าในระบบ 50Ω จะมีพลาสติก PE เป็นส่วนประกอบ ในขณะที่ระบบ 75Ω จะไม่มีพลาสติกนั้น 

รูปที่ 4 ในด้าน BNC ตัวเมีย (female, jack)
ก็ต้องถูกออกแบบด้วยการใส่/ไม่ใส่ PE
เพื่อควบคุมความต้านทานเฉพาะตัวด้วย 



ภาพเชิงฟิสิกส์ที่หลายคนมองข้าม

ถ้ามองให้ลึกขึ้นอีกระดับจะเห็นว่า

•   ฉนวนไม่ได้แค่ “คั่นหรือกันลัดวงจร” แต่มีผลกับการกระจายของสนามไฟฟ้า (E-field distribution)
•   การใส่ฉนวนที่เป็น PE เข้าไปจะเพิ่มความจุไฟฟ้าต่อความยาว (แม้จะช่วงสั้นๆ ก็ตาม)
•   ความจุไฟฟ้าต่อความยาว (C) เพิ่ม ในขณะที่ความเหนี่ยวนำไฟฟ้าต่อความยาว (L) คงที่ → ความต้านทานเฉพาะตัว (Z0) ลด
•   เพราะ Z0 ≈ √(L/C) ; เมื่ออนุมานว่าเป็น Lossless transmission line: R = G = 0

ในทางกลับกัน

•   เอาฉนวน PE ออก → capacitance/length ลด → impedance Z0 สูงขึ้น

ดังนั้น BNC 50Ω กับ 75Ω ไม่ใช่แค่ขนาดต่างกันนิดหน่อย แต่เป็นผลจากการออกแบบขนาดและคุณสมบัติเพื่อให้มีลักษณะของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าคนละแบบ


ประเด็นที่มักเข้าใจไม่ถูกต้อง

❌  แค่หัวต่อสั้นๆ ใช้อะไรก็เหมือนกัน
→ จริงเฉพาะ HF หรือความถี่ต่ำ หรือระบบที่ไม่เคร่งครัดนัก

❌ เสียบกันได้ก็ใช้แทนกันได้
→ กลไก lock เหมือนกัน แต่คุณสมบัติทาง RF (สัญญาณไฟฟ้าความถี่สูงย่านความถี่วิทยุ) ไม่เหมือนกัน  ถึงจะเสียบใช้ได้จริงแต่ผู้ใช้ต้องรู้ว่ามันต่างกัน รู้ว่าต่างกันอย่างไร และรู้ว่าจะมีผลอะไรตามมา

❌ ต่างกันแค่ pin ใหญ่/เล็ก
→ ไม่ใช่แค่นั้น จริงๆ แล้วต่างกันทั้งฉนวน (dielectric)  ขนาดรูปร่าง และการกระจายของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมดเลย 


สรุป

•  BNC 50Ω และ 75Ω หน้าตาคล้ายกันแต่รายละเอียดต่างกัน
•  ความต่างหลักมาจาก
    อัตราส่วน D/d
    การมี/ไม่มีฉนวนแทรกอยู่ (เช่น PE)
•  ทำให้ความต้านทานเฉพาะตัว (characteristic impedance) ต่างกัน 
•  ถ้าใช้ปะปนกัน ความต้านทานเฉพาะตัวไม่เท่ากับสายนำสัญญาณที่ใช้ อาจจะเกิดการสะท้อนได้
•  ผลเสียจะชัดเจนขึ้นเมื้อความถี่สูงขึ้น
•  แต่... ไม่ได้หมายความว่า ในกรณีฉุกเฉินจะใช้แทนกันไม่ได้เลย เพียงแต่เราต้องรู้ข้อจำกัดของมัน รู้ว่าเมื่อไรใช้แบบไหนจะเกิดอะไรขึ้นนั่นเองครับ  


©Jitrayut Chunnabhata, 2026.
This article is based on well-established engineering principles. The content reflects the author's own explanation and presentation. You are welcome to reference or use this material for educational purposes, provided that proper credit is given. Direct reproduction or republication of the content is not permitted without prior permission. 

© 2026 จิตรยุทธ จุณณะภาต สงวนลิขสิทธิ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทางวิศวกรรมที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ผู้เขียนได้เรียบเรียงและอธิบายในรูปแบบเฉพาะของตนเอง สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้เพื่อการศึกษาได้โดยกรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม และไม่อนุญาตให้คัดลอกหรอกเผยแพร่ซ้ำโดยตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต