Surface Current Mechanism and Field Confinement in Coaxial Transimission Lines: Why Currents Must Be Equal and Opposite
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
สายนำสัญญาณแบบแกนร่วมหรือที่เราเรียกว่าสายนำสัญญาณแบบโคแอกเชียล (coaxial transmission line) เป็นสายนำสัญญาณที่เป็นที่นิยมเนื่องจากติดตั้งง่าย มีความสามารถโดดเด่นคือป้องกันสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าออกจากสายนำสัญญาณได้ และเป็นที่ยอมรับ (และเป็นจริง) กันว่าที่หน้าตัดหนึ่งๆ กระแสที่แกนกลางมีขนาดเท่ากับกระแสที่ผิวด้านในของชีลด์ของมันแต่มีทิศทางตรงกันข้ามกันเสมอ ซึ่งเรื่องหลังสุดนี้มีคำอธิบายหลากหลาย แต่คำอธิบายส่วนใหญ่รวบรัดและข้ามขั้นตอนของกลไกทางแม่เหล็กไฟฟ้าจริงๆ ที่เกิดขึ้นในสายนำสัญญาณแบบนี้ไปซึ่งอาจจะเป็นสาระสำคัญได้ ในบทความนี้เราจะดูอย่างละเอียด เป็นลำดับขั้นตอนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น จนอธิบายได้ว่าสิ่งที่เราเห็นได้ มีที่มาจริงๆ อย่างไร
สายนำสัญญาณแบบแกนร่วม
ก่อนอื่นเราทำความรู้จักกับคลื่นในสายนำสัญญาณแบบแกนร่วมหรือ coaxial transmission line กันก่อน ในสายนำสัญญาณนี้ คลื่นจะเคลื่อนที่ในฉนวนระหว่างตัวนำแกนกลางและชีลด์ของมันโดยมีตัวนำไฟฟ้าให้คลื่น "เกาะ" โดยมีโวลเตจและกระแสไฟฟ้าความถี่สูงปรากฏอยู่บนตัวนำทั้งสอง ด้วยลักษณะโครงสร้างทางกายภาพ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีตัวนำไฟฟ้าสองชิ้น) คลื่นในสายนำสัญญาณแบบแกนร่วมจะเป็นคลื่นที่สนามแม่เหล็กและไฟฟ้าขวางกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น เรียกว่า Transverse Electromagnetic Wave (TEM wave) ดูรูปที่ 1
แกนร่วมเป็นแบบ TEM สนามไฟฟ้า
ตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กและตั้งฉาก
กับทิศทางเคลื่นที่ของคลื่น และสนาม
แม่เหล็กวนเป็นวงรอบแกนกลาง (Hφ)
(b) กระแสที่แกนกลางและทิศทางที่
คลื่นเดินทางพุ่งออกจากหน้ากระดาษ
จากรูปที่ 1 จะเห็นว่าเส้นแรงแม่เหล็กอยู่แนวเส้นรอบวงของแกนกลาง (ตามกฏมือขวา) สนามไฟฟ้าอยู่ทิศรัศมี และกระแสไฟฟ้าความถี่สูง (Ic) ไหลตาม(ผิว)ของแกนกลางและผิวด้านในของชีลด์ (Is)
ประเด็นสำคัญที่บทความนี้พิจารณาคือทำไมกระแสไฟฟ้าความถี่สูง Ic และ Is จึงมีค่าเท่ากัน
คำอธิบายทั่วไปเกี่ยวกับสายนำสัญญาณ Coaxial
เนื่องจากโครงสร้างของสายนำสัญญาณมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเดินทางอยู่ และมีรอยต่อระหว่างฉนวน (ระหว่างตัวนำแกนกลางและชีลด์ของสายนำสัญญาณ) กับโลหะ คำอธิบายทั่วไปคือถือว่าโลหะที่ใช้ทำสายนำสัญญาณเป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ (Perfect Electric Conductor: PEC) ซึ่งมีเงื่อนไขขอบเขตแสดงดังในตารางที่ 1
condition) ระหว่างฉนวนและตัวนำ
ไฟฟ้าสมบูรณ์ (PEC)
ในลักษณะคลื่นแบบ TEM ในสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม ที่ถือว่าโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์
- สนามแม่เหล็กอยุ่ในแนว Hφ เท่านั้น
- จึงไม่มีแนวของสนามแม่เหล็กในทิศตั้งฉากกับผิวตัวนำด้านในของชีลด์ (นั่นคือ Hn = 0)
- มีแต่สนามไฟฟ้าในแนวสัมผัสกับผิวของตัวนำด้านในของชีลด์ (Ht)
- เพราะโลหะเป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์สนามไฟฟ้าและแม่เหล็กไม่สามารถแทรกเข้าในเนื้อโลหะได้
- สนามแม่เหล็กจึงไม่สามารถหลุดรอดออกมานอกสายนำสัญญาณได้
- ส่วนต่างของขนาดของสนามแม่เหล็กในแนวสัมผัสกับผิวของตัวนำด้านในของชีลด์ (Ht) กับลึกลงไปในตัวนำชีลด์ (ซึ่งเป็น 0 เพราะสนามแม่เหล็กแทรกเข้าไปไม่ได้เลย) คือ Js
- Js เป็นความหนาแน่นกระแสไฟฟ้า RF ที่ผิวด้านในของชีลด์
ดูรูปที่ 2
นำสัญญาณเป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์
สนามแม่เหล็กจะแทรกลงในโลหะ
ชีลด์ไม่ได้เลย นั่นคือไม่สามารถมี
สนามแม่เหล็กอยู่ด้านนอกของ
สายนำสัญญาณได้
ดังนั้นสนามแม่เหล็กภายนอกสายนำสัญญาณ
Houtside = 0
จากกฎของแอมแปร์
I enclosed = ∮c H • dℓ ---------(1)
เมื่อ H = 0 ทำให้ I enclosed = 0
ซึ่งเป็นไปได้กรณีเดียวคือ Iinner = Iouter แต่กลับทิศทางกัน หรือ
Ic = -Is -----------(2)
Ic คือกระแสที่ไหลที่ (ผิวของ) แกนกลางของสายนำสัญญาณ
Is คือกระแสที่ไหลที่ (ผิวด้านในของ) ชีลด์ของสายนำสัญญาณ
สมการ (2) คือสิ่งที่เราสนใจและพิสูจน์ว่าจริง คำอธิบายด้านบนถือว่าถูกต้องถ้าตัวนำที่ใช้ทำสายนำสัญญาณเป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ (Perfect Electrical Conductor) ความนำไฟฟ้าจำเพาะของตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ σ = ∞, ความลึกจากผิวโลหะที่กระแสไฟฟ้าเดินทาง skin depth δ = 0 สิ่งที่ตามมาจึงง่ายมากคือไม่มีสนามแม่เหล็ก H ในตัวนำชีลด์เลย นั่นคือชีลด์จะกันสนามแม่เหล็กไม่ให้ทะลุได้สมบูรณ์ทั้งกรณี static field (f=0Hz) และ time-varying field ตามเงื่อนไขขอบเขตในตารางที่ 1 ทำให้สนามแม่เหล็กภายนอกเป็น 0 เสมอ
ข้อดีของการอธิบายแบบนี้คือง่าย พอใช้งานได้ในสภาพทั่วไป แต่ไม่สมบูรณ์และข้ามขั้นตอนสำคัญหลายขั้น โดยเฉพาะไม่อธิบายกลไกที่แท้จริงที่เกิดขึ้น
เมื่อตัวนำไฟฟ้าที่เราใช้จริงในสายนำสัญญาณไม่ว่าจะเป็น ทองแดง อลูมิเนียม ไม่ได้เป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ เหตุผลที่บอกว่าสนามแม่เหล็กภายนอกสาย coaxial ถึง = 0 นั่นจึงฟังขัดแย้งกันหรือเหมือนเป็นผลของอะไรหลายอย่างที่ถูกข้ามไปและเราไม่ได้พิจารณามันเลย
กลไกที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในสายนำสัญญาณ Coaxial
ในความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีตัวนำไฟฟ้าใดที่เป็นตัวนำสมบูรณ์ (Perfect Electrical Conductor) นั่นคือความนำไฟฟ้าจำเพราะของโลหะก็ไม่ใช่ค่าอนันต์ (σ ≠ ∞) ทำให้
ความลึกผิว (δ) ซึ่งเป็นระยะที่กระแสไฟฟ้าใช้เนื้อของตัวนำในการนำกระแส:
δ = √ (1 / π f μ σ) ----------------(3)
δ > 0 เมื่อ σ ≠ ∞
และสนามแม่เหล็กและไฟฟ้าสามารถแทรกลงไปในเนื้อโลหะได้ นั่นคือสามารถมี H และ E ในเนื้อโลหะได้ที่ความลึกหนึ่งและค่อยๆ ลดลงไปเมื่อความลึกเพิ่มขึ้น เงื่อนไขขอบเขต (Boundary condition) ระหว่างฉนวนและโลหะตัวนำจริง (Read Electric Conductor) เมื่อมีคลื่นเดินทางในบริเวณรอยต่อ (Time-Varying condition) แสดงดังในตารางที่ 2
ฉนวนและโลหะตัวนำจริง จะเห็นว่า
ในเนื้อของโลหะมีสนามไฟฟ้าและ
แม่เหล็กได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บริเวณใกล้ขอบเขตรอยต่อ
เมื่อมีคลื่น TEM เดินทางในสายนำสัญญาณที่โลหะไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์:
- Ic ที่แกนกลางไม่เป็น 0 (และเป็น time-varying คือเปลี่ยนตามเวลาและมีความถี่)
- ความเข้มสนามแม่เหล็กทิศตั้งฉากกับโลหะ Hn ที่รอยต่อระหว่างฉนวนกับผิวชีลด์ด้านในของสายนำสัญญาณ = 0 เพราะตามกฏมือขวาแล้วกระแส Ic สามารถสร้างสนามแม่เหล็กในทิศ Hφ ได้เท่านั้นและตั้งฉากกับ Hn
- ความเข้มสนามแม่เหล็กทิศสัมผัสกับโลหะ Ht อยู่ในทิศสนามแม่เหล็ก Hφ และ ≠ 0
- จากเงื่อนไขขอบเขตระหว่างฉนวนกับโลหะจริง (REC) สนามแม่เหล็ก Ht สามรถแทรกลงไปในโลหะชีลด์ที่ใกล้กับ interface ≠ 0 ได้
- ที่ระยะตื้นๆ ของผิวโลหะด้านในของชีลด์ มีการเปลี่ยนแปลงของ Ht ตามเวลา
Bt = μHt ------------(4)
∂Bt/∂t ≠ 0 เนื่องจากสนามแม่เหล็กและความเข้มสนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงตามเวลา
- นั่นคือมีสนามไฟฟ้า E ถูกสร้างขึ้นตามกฏของฟาราเดย์ (Faraday's Law)
- สนามไฟฟ้า E นี้สร้างกระแสในทิศสัมผัส Jt = σE
- กระแส Jt สร้างสนามแม่เหล็กของตัวเองในทิศทางต้านสนามแม่เหล็ก Ht เดิมที่พยายามแพร่เข้ามาในตัวนำชีลด์ (นี่คือหลักการจริงๆ ของ skin effect / diffusion)
- ในสภาวะสมดุล จะเกิดกระแสบนผิวด้านในของชีลด์ที่เป็นผลการรวมกระแส Jt ที่กระจายอยู่ให้กลายเป็นแผ่นกระแส Js (นั่นคือ Js เป็นผลจากขั้นตอนทั้งหลายที่เกิดขึ้น) และทิศทาง Js จะตรงกันข้ามกับกระแส Ic บนตัวนำแกนกลาง
- กระแสรวมที่เกิดขึ้นที่ผิวด้านในของชีลด์ (รวมถึงลึกลงไปเล็กน้อย) Js มีขนาดรวมเป็น Is
- ความลึกที่สนามแม่เหล็กแทรกเข้าไปในเนื้อโลหะชีลด์ได้คือ
|H(x)| = |H(0)| e-x/δ --------------(6)
- หากโลหะชีลด์มีความหนากว่าความลึกผิว (δ) มากพอควร (เช่น 5 เท่า) ความเข้มสนามแม่เหล็กจะลดลงจนไม่เหลือสนามแม่เหล็กที่จะทะลุชีลด์ออกมาด้านนอก
และเช่นเดียวกับ (1) ทำให้
Ic = -Is -----------(7)
เช่นกัน
นั่นคือ กระแสบนผิวด้านในของชีลด์ (Is) ไม่ใช่สิ่งที่ถูกบังคับให้เท่ากัน แต่เป็นผลลัพธ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการที่สนามแม่เหล็กหลุดไปข้างนอกสายนำสัญญาณไม่ได้ กลไกที่เกิดขึ้นทั้งหมดแสดงได้ใน รูปที่ 3
ตัวนำสมบูรณ์ สนามแม่เหล็ก Ht จะแทรก
สร้างกระแส Jt ที่ไปสร้างสนามแม่เหล็ก Hi
เพื่อต้านการเปลี่ยนแปลงของ Ht จนสมดุล
เราพลาดอะไรไปบ้าง
ถ้าเราเปรียบเทียบการอธิบายสองวิธีในหัวข้อ คำอธิบายทั่วไปเกี่ยวกับสายนำสัญญาณ Coaxial กับ กลไกที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในสายนำสัญญาณ Coaxial ที่ผ่านมา จะเห็นว่าวิธีแรก (อนุมานว่าโลหะในสายนำสัญญาณเป็น PEC) นั้นเรียบง่ายแต่เพราะ PEC มีความนำไฟฟ้าจำเพาะ (σ) เป็นอนันต์ ทำให้ความลึกผิว (skin depth) เป็น 0 และความต้านทานจำเพาะเป็นเข้าใกล้ 0 คำนวณได้จาก:
ความลึกผิว
δ = √ (1 / π f μ σ) ----------(7)
เมื่อ σ → ∞ , δ → 0
ความต้านทานจำเพาะ
Rs = √ (ω μ / 2 σ) ----------(8)
ดังนั้นแม้ δ → 0 แต่เพราะ σ → ∞ ทำให้ Rs → 0
(คือ σ มีอิทธิพลโดยรวมมากกว่า)
นั่นคือในตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ (PEC) ไม่ว่าชีลด์จะบางแค่ไหน ความถี่จะต่ำเพียงใด สนามแม่เหล็กไฟฟ้าจะไม่หลุดออกมาภายนอกสายนำสัญญาณได้ ดูตารางที่ 3
สายนำสัญญาณเป็นตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์
สาย coaxial จะป้องกันสนามแม่เหล็ก
ไม่ให้รั่วไหลออกไปได้เสมอ
แต่ในความเป็นจริง ตัวนำไฟฟ้าที่ใช้ทำสายนำสัญญาณไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ (PEC) แต่เป็น ตัวนำไฟฟ้าจริง (Real Electric Conductor, REC)
σ ≠ ∞
δ ≠ 0
และ
|H(x)| = |H(0)| e-x/δ ----------(6)
นั่นคือ |H(0+)| ≠ 0 สนามแม่เหล็กสามารถแพร่เข้าไปในโลหะชีลด์ได้ แล้วค่อยๆ ลดลงแบบ exponentially decay จึงเกิดคำถามว่า ถ้าความถี่ และ/หรือ ความนำไฟฟ้าจำเพาะ (σ) เปลี่ยนไป โดยที่ ความหนาของชีลด์ของสายนำสัญญาณเปลี่ยนไป จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ดูตารางที่ 4
ที่โลหะที่ใช้ทำไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์
ความสามารถในการป้องกันสนามแม่เหล็ก
และการสูญเสียจากตัวนำ ขึ้นอยู่กับปัจจัย
หลายอย่างเช่น σ, δ, f, และความหนาชีลด์
ซึ่งทั้งหมดสามารถคำนวณได้จากสมการ (7) และ (8) จะเห็นชัดเจนว่าความสามารถในการป้องกันสนามรั่วไหล โดยเฉพาะสนามแม่เหล็กนั้นขึ้นกับตัวแปรหลายอย่างของสายนำสัญญาณเองรวมทั้งความถี่ที่ใช้ด้วย โดยความสามารถในการป้องกันสนามแม่เหล็กจะวิกฤตเมื่อ ความหนาของชีลด์ ≤ δ คือขนาดของสนามแม่เหล็กที่ด้านนอกของชีลด์ยังเหลืออยู่ 37% ของขนาดด้านใน
จุดพบกันระหว่างตัวนำ PEC กับ REC อยู่ตรงไหน
สมมติว่าวัสดุโลหะจริง (REC) ที่ใช้ทำชีลด์ของสายนำสัญญาณมีความนำไฟฟ้าสูงขึ้น จะเกิดอะไรขึ้น
σ สูงขึ้น
δ บางลง
∂B/∂t , สนามไฟฟ้า E, Jt = σE
เกิด Ht แพร่ลงไปในเนื้อโลหะ
ทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่บริเวณใกล้ผิวด้านในของตัวนำชีลด์มากขึ้น (ตื้นขึ้น)
จนกระทั่ง
σ → ∞
δ → 0
Jt ถูกบีบให้อยู่ที่ผิวเท่านั้น (กลายเป็น Js)
กิจกรรมทุกอย่างจะอยู่ที่ผิวด้านในของตัวนำที่เป็นชีลด์ของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม จนสนามแม่เหล็ก H ไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปในตัวนำได้เลย และกลายเป็นสภาพของตัวนำแบบ PEC นั่นเอง
นั่นคือ:
ในโลกความจริง โลหะไม่ใช่ตัวนำไฟฟ้าสมบูรณ์ (REC):
- สนามแม่เหล็กมีการแทรกซึมลงในเนื้อโลหะ
- เกิดสนามไฟฟ้าในทิศทางต่อต้าน
- เกิด Jt ในทิศทางต้านสนามแม่เหล็กสัมผัส
- ค่อยหักล้างกับสนามแม่เหล็กสัมผัส
- เกิด Js ที่ผิวด้านในของชีลด์ในทิศทางตรงกันข้ามกับกระแสที่แกนกลาง
- สนามแม่เหล็กแทรกซึมลงในเนื้อโลหะไม่ได้เลย
- กิจกรรมสนามไฟฟ้า กระแสต่อต้าน เกิดที่ผิวด้านในของชีลด์ทั้งหมด
- ไม่มี exponentially decay ของสนามแม่เหล็กในเนื้อโลหะชีลด์
- เกิด Js อันเป็นผลจากความต่างของสนามแม่เหล็กที่ผิวสัมผัส (finite) กับด้านในของโลหะ (0)
- มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม (coaxial transmission line) หลายประการเช่น สาย coaxial กันสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้เสมอ หรือ สาย coaxial กันสนามแม่เหล็กไฟฟ้าได้เพราะมีโลหะล้อมรอบ ซึ่งไม่ถูกทั้งหมด จริงๆ แล้วมีกลไกทางแม่เหล็กไฟฟ้าหลายขั้นตอนที่ทำให้สายนำสัญญาณนี้ป้องกันสนามแม่เหล็กได้
- การที่กระแสที่แกนกลางและผิวในของชีลด์เท่ากันแต่ทิศตรงกันข้ามเสมอนั้น ไม่ใช่กฏ แต่เป็นผลที่ถูกบังคับด้วยคุณสมบัติของ geometry ของสายนำสัญญาณ, เงื่อนไขที่รอยต่อระหว่างฉนวนและตัวนำที่ใช้ทำ และพฤติกรรมตามธรรมชาติของสนามแม่เหล็กไฟฟ้าภายในสายนำสัญญาณแบบ coaxial
- คำอธิบายทั่วไปของสายนำสัญญาณชนิดนี้คือ โลหะเป็นตัวนำสมบูรณ์ (PEC) ซึ่งสนามแม่เหล็กไม่สามารถซึมเข้าเนื้อโลหะชีลด์ได้เลย จึงหลุดออกมาภายนอกไม่ได้ จากนั้นตามกฏของแอมแปร์ทำให้กระแสที่ไหลในแกนกับผิวด้านในของชีลด์จะต้องเท่ากันแต่ทิศทางหักล้างกัน (ตรงกันข้ามกัน)
- แต่คำอธิบายง่ายๆ (PEC) นี้ไม่ตรงกับความจริงและข้ามรายละเอียดไปมาก ในสายนำสัญญาณจริงๆ ตัวนำไม่ใช่ตัวนำสมบูรณ์แต่เป็นตัวนำจริง (REC) สนามแม่เหล็กสามารถแทรกลึกลงไปใต้ผิวชีลด์ด้านในของสายนำสัญญาณได้ สนามแม่เหล็กนี้เปลี่ยนแปลงตามเวลาจึงสร้างสนามไฟฟ้าและกระแสเล็กๆ ขึ้น กระแสไฟฟ้านี้จะสร้างสนามแม่เหล็กในทิศต่อต้านสนามแม่เหล็กต้นทาง และค่อยๆ มีความเข้มลดลงเมื่อลึกลงไปในผิวตัวนำ และจะเกิดสมดุลที่กระแสและความลึกค่าหนึ่ง โดยหลักแล้วความลึกในการแทรกลงไปขึ้นกับความนำไฟฟ้าจำเพาะของโลหะและความถี่ (เมื่อ permeability คงที่ประมาณ μ0) ซึ่งในสภาพสมดุลแล้วจะทำให้เกิดกระแสที่ผิวด้านในของสายนำสัญญาณขนาดรวมเท่ากับกระแสที่แกนกลาง แต่ทิศทางตรงกันข้ามกัน
- การเข้าใจในกลไกที่เกิดขึ้นจริง ทำให้เราเข้าใจว่า ถ้าความถี่ต่ำ และ/หรือ สายนำสัญญาณทำจากโลหะที่ความนำไฟฟ้าไม่สูงพอ และ/หรือ ความหนาของชีลด์น้อยเกินไป จะทำให้มีสนามแม่เหล็กหลุดออกมาด้านนอกได้ และนั่นคือกระแสที่ผิวด้านในของสายนำสัญญาณมีขนาดโดยรวมไม่เท่ากับกระแสที่แกนกลางของสายได้ และเนื่องจากการลดลงของสนามแม่เหล็กที่แทรกเข้าในโลหะชีลด์เป็นแบบ exponential decay นั่นคือถ้าชีลด์บางกว่าระยะความลึกผิว (δ) ก็อาจจะมีสนามแม่เหล็กไฟฟ้าหลุดรอดออกมาได้




















