วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ถอดรหัสรูปแบบและโหมดสัญญาณ Balanced-Unbalanced และ Differential-Common Mode

Demystifying Signal Types and Modes: Balanced, Unbalanced, Differential, and Common Mode

โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)


สายไฟฟ้าที่ใช้กับงานความถี่สูงที่เราคุ้นเคยกันจะมีลักษณะพิเศษและชื่อเฉพาะของมัน และแทนที่จะเรียกว่า "สายไฟ" เราจะเรียกว่า "สายนำสัญญาณ" (Transmission Line Cable) แทน  ซึ่งกับความถี่สูงแล้ว สายนำสัญญาณเหล่านี้จะมีเรื่องตามมาอีกมาก (เช่น 145MHz, อิมพีแดนซ์เฉพาะตัว Z0 = 50 Ω, VF=0.66, λ ≈ 1.365 m) เพราะความยาวของสายนำสัญญาณเพียง 0.3-0.5 เมตร ที่เราใช้กลายเป็นหลายส่วนของความยาวคลื่น เช่น  ¼λ, ½λ, ¾λ หรือมากกว่านั้นเช่น หลาย λ    สิ่งที่ตามมาคือการแปลงอิมพีแดนซ์ที่ต่อกับปลายด้านหนึ่งของสายนำสัญญาณไปปรากฏเป็นอีกค่าหนึ่งที่ปลายอีกด้านที่อาจจะมีค่าเปลี่ยนไปจากเดิมได้    นอกจากนั้นยังมีเรื่องของการสะท้อนของคลื่นเมื่อิมพีแดนซ์ของโหลดที่นำมาต่อกับสายนำสัญญาณ (ZL) มีค่าไม่เท่ากัน (Z0 ≠ ZL)  รวมถึงการสูญเสียสัญญาณอีกด้วย   แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นที่เราจะพูดถึงกันในบทความนี้ เพราะเรากำลังสนใจเรื่อง รูปแบบของสัญญาณ (Signal Type) และ โหมดของสัญญาณ (Signal Mode) บนสายนำสัญญาณที่มีตัวนำสองตัว เป็นหลัก ซึ่งเราจะต้องเข้าใจให้ชัดเจนก่อนจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ เมื่อเรานำสายนำสัญญาณเหล่านี้ไปใช้งาน 

เพราะโดยส่วนมากแล้ว ผู้ใช้อาจจะรู้จักเพียงชนิดของสายนำสัญญาณโดยไม่รู้จักรูปแบบของสัญญาณ (Signal Type) หรือเคยได้ยินคำว่า กระแสโหมดร่วม แต่ไม่รู้จักโหมดของสัญญาณ (Signal Mode) ที่เกี่ยวกับชีวิตเราจริงๆ  เราจะดูเรื่องนี้กันให้ละเอียดในบทความนี้ 


ชนิดทางกายภาพของสายนำสัญญาณ  

ส่วนใหญ่แล้วเราจะคุ้นเคยสายนำสัญญาณที่ใช้กับความถี่สูงที่มีสองตัวนำ (ยังมีอุปกรณ์ที่นำคลื่นความถี่สูงได้ แต่มีเพียงตัวนำเดียวและส่วนมากมีลักษณะเป็นท่อกลวง ภายในอาจจะเป็นอากาศหรือฉนวนอย่างอื่น เรียกว่า "ท่อนำคลื่น" หรือ Waveguide ซึ่งอยู่นอกเหนือจากบทความนี้)  ซึ่งมีสองชนิดหลักคือ

  • สายนำสัญญาณ Twin-lead Cable: ลักษณะเป็นสายแบน มีตัวนำวิ่งขนานกันอยู่ริมทั้งสองข้าง
  • สายนำสัญญาณแกนร่วมหรือ Coaxial Cable: เป็นสายที่เราคุ้นเคยกันมาก 
ดูรูปที่ 1 

รูปที่ 1 (a) สายนำสัญญาณ Twin-lead Cable
(b) สายนำสัญญาณแกนร่วม (Coaxial Cable)

เนื่องจากสายนำสัญญาณทั้งสองชนิดมีโลหะสองชิ้น ทำให้คลื่นที่เดินทางในสายนำสัญญาณนี้สามารถอยู่ในโหมด TEM (Transverse Electromagnetic) ได้ 


คุณสมบัติของสายนำสัญญาณ Twin-lead และ Coaxial  

นอกจากลักษณะทางกายภาพที่ต่างกันมากแล้ว สิ่งสำคัญที่เราต้องรู้เกี่ยวกับความแตกต่างของสายนำสัญญาณสองชนิดนี้คือมันมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าและแม่เหล็กไฟฟ้าต่างกันมาก

รูปที่ 2 แสดงสายนำสัญญาณ Twin-lead  ที่โครงสร้างของมัน ไม่มีฟิสิกส์บังคับว่ากระแสบนตัวนำทั้งสอง (I1  และ I2) ต้องมีขนาดเท่ากัน และ มีทิศทางตรงกันข้ามกัน   โดยกระแสไฟฟ้าความถี่สูงนี้จะไหลที่บริเวณผิวของตัวนำ  และเมื่อใดก็ตามที่  I1 ≠ I2  สายนำสัญญาณนี้จะแพร่กระจายคลื่นได้เพราะขาดควาสมดุล


รูปที่ 2 โดยปกติกระแสบนตัวนำทั้งสองของ
สายนำสัญญาณ Twin-lead (I1 และ I2) จะมี
ขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้ามกันเพื่อให้
สายนำสัญญาณไม่แพร่กระจายคลื่น  แต่ก็ไม่มี
ฟิสิกส์อะไรบังคับไว้ว่าจะต้องเป็นแบบนั้น


คราวนี้เรามาดูสายนำสัญญาณแกนร่วมหรือ Coaxial บ้าง สายชนิดนี้มีโครงสร้างทางกายภาพต่างไปมาก โลหะตัวนำแกนกลางถูกหุ้มด้วยโลหะอีกตัวหนึ่งทั้งหมด ทำให้คุณสมบัติทางแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic) และ ทางไฟฟ้า (Electrical) ต่างไปมาก ดูรูปที่ 3 ซึ่งเป็นภาพหน้าตัดของสายนำสัญญาณ Coaxial Transmission Line


รูปที่ 3 โครงสร้างของสายนำสัญญาณ
แกนร่วม (Coaxial Cable) และกระแสที่
บริเวณต่างๆ

  • ① เป็นพื้นที่หน้าตัดของชีลด์และแกนกลาง  กระแสไฟฟ้า RF ส่วนใหญ่จะไม่ไหลในบริเวณนี้เนื่องจาก skin effect คือ RF current จะไหลที่ผิวของตัวนำ ลึกลงไปเป็นระยะ δ หรือ skin depth แค่ไม่กี่ไมครอน ยิ่งโลหะเป็นตัวนำที่ดีเท่าไร และ/หรือ ความถี่สูงขึ้นเท่าไร → δ ยิ่งตื้นเท่านั้น เช่น ที่ 145MHz โลหะทองแดง δ ≈ 5.48μm (1μm=1/1,000,000 เมตร) กระแสไฟฟ้า RF ไหลลึกกว่านั้นไม่ได้  (ไม่ใช่มันเลือกเองว่าจะไม่ไหลนะ แต่ “ไหลไม่ได้” ฟิสิกส์บังคับว่าไหลไม่ได้) 
  • หมายเลข ② ต่างๆ คือ ผิวของแกนกลาง, ผิวด้านในของชีลด์, ผิวด้านนอกของชีลด์ (ลึกลงไป δ)  เป็นบริเวณที่กระแสไฟฟ้าความถี่สูง ⵊrf ไหลอยู่ 
  • โดยผิวด้านในของชีลด์กับผิวด้านนอกของชีลด์แยกกันเพราะ Skin Effect กระแสไฟฟ้าความถี่สูง (ⵊrf) ไหลเฉพาะที่ผิว ลึกลงไปแค่ไม่กี่ไมครอน (5.48) แต่ชีลด์หนากว่านั้นมาก เช่น ชีลด์ของสายนำสัญญาณ RG58 หนาประมาณ 120μm ดังนั้นกระแสที่ผิวด้านในกับด้านนอกจึงเป็นอิสระจากกัน  เหมือนมีตัวนำคนละตัว
  • เมื่อมองเฉพาะด้านในของสาย Coaxial จึงเห็นว่ากระแสไฟฟ้าความถี่สูง ไหลที่ผิวของแกนกลาง(③)  กับที่ผิวด้านในของชีลด์(④) ได้  และผิวด้านในคือ ④ ก็เป็นคนละตัวนำกับ ผิวนอกของชีลด์ ⑤ → นั่นคือเราต้องมองว่า ที่ความถี่สูง สายนำสัญญาณ Coaxial มีตัวนำ 3 ตัว
  • ด้วยคุณสมบัติทางฟิสิกส์ของสายนำสัญญาณ Coaxial  โหมดฐาน (Fundamental Mode) ของคลื่นที่เดินทางในมันเป็น TEM (Transverse ElectroMagnetic) และ กระแสที่ไหลที่ผิวของแกน ③ ต้องเท่ากับกระแสที่ไหลที่ผิวในของชีลด์ ④ จะผิดจากนี้ไปไม่ได้!!  ดูรูปที่ 4
  • เช่น ในรูป  ที่หน้าตัดเดียวกัน ในเวลาหนึ่ง ถ้ากระแสที่ ③ พุ่งออกจากหน้ากระดาษ (สัญลักษณ์คือ จุดสีแดงมีวงกลมล้อมรอบ คือเรามองเห็น “หัวลูกศร” เป็นจุดสีแดงพุ่งออกจากหน้ากระดาษมาหาเรา)   กระแส ④ จะต้องพุ่งเข้าหาหน้ากระดาษ (สัญลักษณ์คือ กากบาทสีเขียวมีวงกลมล้อมรอบ คือเรามองเห็น “หางลูกศร” สีเขียวพุ่งเข้าหาหน้ากระดาษ) และกระแส ③ และ ④ ต้องมีขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้ามกันเสมอ 
  • กระแส ③ และ ④ จึงถูกเรียกว่า กระแส Differential-Mode 
  • ถ้าจะมีกระแสอะไรส่วนเกินโผล่เข้ามาอีก มันจะไป “ยุ่ง” กับ กระแส ③ และ ④ ไม่ได้ แต่ต้องไปไหลที่ ⑤ คือผิวด้านนอกของชีลด์เท่านั้น
  • ไม่มีฟิสิกส์อะไรบังคับกระแสที่ ⑤ เลยว่า ต้องไหลเหมือนหรือต่างจาก และ/หรือ ขนาดของ ⑤ ต้องสัมพันธ์กับกระแส ③ และ ④  (ในความเป็นจริง อยู่กระแสที่ไหลบนผิว ⑤ จะไหลทางไหน ขนาดเท่าไร ต้องมีเหตุเฉพาะของมันเอง  แต่ประเด็นคือไม่เกี่ยวกับกระแส ③ และ ④) 
  • กระแสที่ผิวด้านนอก ⑤ เรียกว่า กระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current, Icm)  ซึ่งมันแพร่กระจายคลื่นได้ 

ที่ขึดเส้นใต้ไว้ด้านบนนั้น สำคัญมาก ลองกลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่ง

รูปที่ 4 กระแสที่ผิวของแกน (I1) และผิวในของชีลด์ (I2)
ของสายนำสัญญาณ Coaxial จะต้องมีขนาดเท่ากัน
แต่ทิศทางตรงกันข้ามกัน (I1 = -I2) เสมอ เพราะถูกบังคับ
ด้วยฟิสิกส์ของโครงสร้างของสาย ถ้ามีกระแสแปลกปลอม
จะต้องไหลทที่ผิวนอกของสายเท่านั้น และเรียกว่ากระแส
โหมดร่วม (Common-Mode Current, Icm) 



รูปแบบของสัญญาณ (Signal Type)   

หลังจากเรารู้คุณสมบัติของสายนำสัญญาณสองชนิดแล้ว  เรื่องต่อไปที่ต้องรู้คือ รูปแบบของสัญญาณ (Signal Type) คือแบบสมดุล (Balanced) และแบบไม่สมดุล (Unbalanced)   ซึ่งคือ "โครงสร้างทางกายภาพและระบบอ้างอิง (Physical Architecture & Reference System)" ของสายไฟและวงจร  ดูรูปที่ 5 

รูปที่ 5 แสดงรูปแบบของสัญญาณที่ต่างกัน
(a) สัญญาณแบบสมดุล (Balanced) 
(b) สัญญาณแบบไม่สมดุล (Unbalanced)
โดย a, b เป็นขั้วของสัญญาณแบบสมดุล
และ c, g เป็นขั้วของสัญญาณแบบไม่สมดุล


สัญญาณแบบสมดุล (Balanced)  

สัญญาณแบบ balanced  จะไม่มีสายใดของสายนำสัญญาณนี้มีศักย์เป็น 0V จริงของระบบ  ศักย์บนตัวนำทั้งสองที่ระยะหน้าตัดเดียวกันบนตัวนำจะตรงกันข้ามกันเมื่อเทียบกับ virtual ground (จุดกราวด์สมมติที่มีศักย์เป็น 0V หรือจุด x ในรูปที่ 5(a))  จากรูปแบบของสัญญาณ สายนำสัญญาณที่เหมาะกับสัญญาณแบบสมดุล (balanced) ก็คือสาย Twin-lead


สัญญาณแบบไม่สมดุล (Unbalanced)  

ในขณะที่สัญญาณรูปแบบ unbalanced นั้น ขั้วหนึ่งของมันซึ่งปกติคือชีลด์ของสายนำสัญญาณ Coaxial จะถูกต่อลงกราวด์ของระบบจริงๆ  (system ground = 0V หรือจุด g ในรูปที่ 5(b))  และศักย์ที่แกนกลางจะสลับกันสูงกว่า (positive) และต่ำกว่า (negative) ศักย์ที่ชีลด์ของสาย  สายนำสัญญาณที่เหมาะกับสัญญาณรูปแบบนี้ (unbalanced) ก็คือสาย Coaxial 


โหมดของสัญญาณ (Signal Mode)  

ไม่ว่ารูปแบบสัญญาณ (Signal Type) จะเป็นสมดุลหรือไม่สมดุล  ทั้งสองรูปแบบจะมีโหมดของสัญญาณ (Signal Mode) ที่ประกอบร่างเป็นสัญญาณจริงๆ บนสายนำสัญญาณสองโหมด คือ โหมดต่าง (Differential-Mode) และ โหมดร่วม (Common-Mode)  ซึ่งเป็น "รูปแบบการไหลของกระแสหรือความต่างศักย์ (Mathematical / Behavior Concept)" ที่เกิดขึ้นบนโครงสร้างนั้นๆ 


โหมดต่าง (Differential-Mode)   

โดยปกติแล้วโหมดของสัญญาณหรือคลื่นในสายนำสัญญาณไม่ว่าจะเป็นสัญญาณแบบสมดุลหรือไม่สมดุล บนสายนำสัญญาณชนิดสายคู่ (Twin lead) หรือแกนร่วม (Coaxial) ที่เราต้องการให้วิ่งในนั้นคือ “โหมดต่าง เท่านั้น” (อะไรที่เกินเลยมา คือการรบกวน และยังอาจทำให้สายนำสัญญาณแพร่กระจายคลื่น RF ได้ด้วย) หรือเรียกว่า Differential-Mode signal/current (Idm)  ลักษณะของโหมดนี้ก็คือ  ณ ตำแหน่งหน้าตัดหนึ่งในเวลาหนึ่งๆ โวลเตจหรือกระแสที่วิ่งอยู่บตัวนำทั้งสองจะมีขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงข้ามกัน โดยไม่มีสัญญาณหรือกระแสอื่นมาเกี่ยวข้อง  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากกระแสทั้งสองจะหักล้างกันไป และสายนำสัญญาณจะไม่แพร่กระจายคลื่นออกมา  ดูรูปที่ 6 

เงื่อนไขสำหรับการมีแต่กระแสโหมดต่าง (Differential-Mode Current, Idm) บนสายนำสัญญาณเท่านั้น คือ: 

  • I1 = - I2  
  • เมื่อ I1 ,  I2  เป็นกระแสบนผิวของตัวนำ 1 และ 2 ของสายนำสัญญาณ Twin-lead ตามลำดับ 
  • หรือ I1 ,  I2  เป็นกระแสบนผิวของตัวนำ 1 ซึ่งคือแกน (core หรือเรียกว่า Icore ก็ได้) และ กระแสบนผิวของตัวนำ 2 คือด้านในของชีลด์ (shield_inner หรือเรียกว่า Ishield_inner ก็ได้) ของสายนำสัญญาณ Coaxial ตามลำดับ  และ ไม่มีกระแสใดๆ ไหลที่ผิวด้านนอกของชีลด์ของสายนำสัญญาณนี้
  • ในกรณีนี้ เราจะเรียก I1 และ I2 ว่าคู่กระแสโหมดต่าง Idm ได้เลย

รูปที่ 6 โหมดปกติของสัญญาณบนสายนำ
สัญญาณคือโหมดต่าง (Differential-Mode)
คือกระแส I1 และ I2 บนตัวนำทั้ง
สองที่มีขนาดเท่ากันแต่ทิศตรงกันข้าม
หรือ I1 = - I2 


โหมดร่วม (Common-Mode)  

ถ้าสัญญาณ คลื่น กระแส โวลเตจ ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ถูกต้องสำหรับการมีเพียงกระแสโหมดต่าง (Differential-Mode Current, Idm) เท่านั้นตาในหัวข้อที่ผ่านมา สายนำสัญญาณนั้นจะมีกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current, Icm) ไหลร่วมอยู่ด้วย   


รูปที่ 7 สายนำสัญญาณที่มีสัญญาณทั้งโหมดต่าง
และโหมดร่วมอยู่ด้วยกัน (a) สายนำสัญญาณ
Twin-lead (b) สายนำสัญญาณ Coaxial


รูปที่ 7 ในสายนำสัญญาณสามารถมีสัญญาณทั้งสองโหมดในเวลาเดียวกันได้  

ในรูป 7(a) สายนำสัญญาณ Twin-lead 

  • Icm1 และ Icm2  เป็นกระแสโหมดร่วมที่อาจอาศัยอยู่บนตัวนำ 1 และ 2 ของสายนำสัญญาณ
  • Idm1 และ Idm2  เป็นกระแสโหมดต่างที่เป็นโหมดหลักที่เราต้องการให้สายนำสัญญาณพาไป
  • กระแสบนตัวนำ 1:   I1  =  Idm1  +  Icm1   
  • กระแสบนตัวนำ 2:   I2  =  Idm2  +  Icm2   
  • เมื่อ  I1 = - I2  →  I1 + I2  =  0  →  Icm1 =  Icm2  = 0  ← ไม่มี Common-Mode Current , มีแต่ Differential-Mode Current  Idm1  =  - Idm2   
  • เมื่อ I1 ≠ - I2  →   I1 + I2  ≠  0  →  Differential-Mode Current  Idm1  ยังคง =  - Idm2  แต่ส่วนต่างระหว่าง I1 และ I2 นั่นเองที่เป็น Common-Mode Current  Icm1  และ/หรือ  Icm2  แล้วแต่ว่า  I1  หรือ I2  มีขนาดใหญ่หรือเล็กกว่ากัน 
  • สรุปง่าย: เมื่อ I1 ≠ - I2  →   I1 + I2  ≠  0  แสดงว่ามีกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current) อยู่บนสายนำสัญญาณ และส่วนเกินที่ไม่หักล้างกันนี้จะแพร่กระจายคลื่นด้วย 

รูป 7(b) สายนำสัญญาณ Coaxial 

  • Icore = - Ishield_inner → Icore + Ishield_inner = 0  อยู่แล้วเพราะเป็นข้อบังคับทางฟิสิกส์ของสายนำสัญญาณ Coaxial  กระแส   และ   คู่นี้เป็นกระแสโหมดต่าง (Idm) 
  • ถ้ามีกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current, Icm) จะไหลที่ผิวนอกของชีลด์ของสายนำสัญญาณเท่านั้น 
  • สรุปง่าย: เมื่อมีกระแสไหลที่ผิวด้านนอกของชีลด์ กระแสนี้คือกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current) และกระแสส่วนเกินนี้จะแพร่กระจายคลื่นด้วย 

จะสังเกตได้ว่า 

  • บนสายนำสัญญาณ Twin-lead  ไม่มีอะไรบังคับว่ากระแสบนโลหะสองเส้นต้องเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นโหมดต่าง (Differential-Mode Current) หรือกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current) ดังนั้นกระแสโหมดร่วม Icm1 และ Icm2 อาจจะอยู่บนตัวนำเส้นเดียวหรือสองเส้นก็ได้  โดย Icm1 ไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่ากับ Icm2 ด้วย 
  • แต่บนสายนำสัญญาณ Coaxial กระแส Icore = - Ishield_inner เสมอ ดังนั้นกระแสโหมดร่วมบนสายนำสัญญาณ Coaxial  (Icm) ต้องอยู่ที่ผิวด้านนอกของชีลด์เท่านั้น 

โดยปกติแล้ว กระแสโหมดร่วม เป็นสิ่งที่เราไม่ต้องการ เนื่องจากมันมักสร้างปัญหาให้เรา เช่น สร้าง eddy current ในโลหะรอบข้าง (เนื่องจากไม่มีกระแสมาหักล้างมัน) หรือแม้แต่ทำให้สายนำสัญญาณแพร่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้ (กลายเป็นสายอากาศไปเสีย ซึ่งเราไม่ต้องการ) 


การป้องกันการเกิดกระแสโหมดร่วม  

เรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานที่เรามักทำกันอยู่แล้ว คือเริ่มที่การต่อชนิดของสายนำสัญญาณให้ถูกกับชนิดของสัญญาณ (Signal Type)  แต่มักไม่ค่อยพบการอธิบายว่าทำไมต้องทำเช่นนั้น หัวข้อนี้และหัวข้อถัดไปจะอธิบายเรื่องนี้ให้สามารถเข้าใจและนำไปใช้ได้   รูปที่ 8 เป็นการต่อที่ถูกต้อง 


รูปที่ 8 การต่อสายนำสัญญาณถูกชนิด
กับแบบของสัญญาณ (Signal Type)
เป็นจุดเริ่มต้นในการหลีกเลี่ยงปัญหา
สัญญาณโหมดร่วม


รูปที่ 8(a) เราต่อสายนำสัญญาณ Twin-lead เข้ากับแหล่งสัญญาณแบบสมดุล (balanced)  โลหะทั้งสองของสายนำสัญญาณจะถูกกระตุ้นด้วยโวลเตจซึ่งทำให้เกิดกระแสขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้าม นั่นคือกระแสโหมดร่วม Icm = 0 และเกิดคลื่นเดินทางไปในสายนำสัญญาณ   สายนำสัญญาณ Twin-lead ไม่มีฟิสิกส์ของโครงสร้างบังคับให้กระแสที่โลหะสองด้านมีค่าเท่ากัน (แต่ทิศตรงกันข้าม) ได้ด้วยตัวเอง เราต้องป้อนโวลเตจกระตุ้นมันให้ถูกต้องด้วยตัวเอง

รูปที่ 8(b) เราต่อสายนำสัญญาณ Coaxial เข้ากับแหล่งสัญญาณแบบไม่สมดุล (unbalanced) ชีลด์ของสายนำสัญญาณด้านหนึ่งจะถูกตรึงโวลเตจไว้ที่ 0V เมื่อแกนของสายนำสัญญาณจะถูกป้อนด้วยศักย์บวกและลบ (เมื่อเทียบกับ 0V) กระแสที่เกิดขึ้นที่แกนกลาง (Icore) จะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้ามที่ผิวด้านในของชีลด์ (Ishield_inner = - Icore) ทันทีเสมอด้วยข้อบังคับตามธรรมชาติของฟิสิกส์ของสายนำสัญญาณชนิด Coaxial   โดยไม่มีกระแสโหมดร่วม Icm เกิดขึ้น (Icm = 0) 



ปัญหาการต่อเชื่อมอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดกระแสโหมดร่วม  

จากหัวข้อที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าโหมดของสัญญาณที่เราต้องการใช้งานคือโหมดต่าง (Differential-Mode) ที่จะพากำลังคลื่นจากจุดหนึ่งไปอีกจุดได้  และที่ไม่ต้องการให้มีคือโหมดร่วม (Common-Mode) เพราะนอกจากจะสร้างปัญหาเรื่องการแพร่กระจายคลื่นออกรบกวนการทำงานของสายอากาศหรืออุปกรณ์รอบข้างแล้ว ยังดึงพลังงานออกไปจากการใช้งานของเราอีก  เราจึงต้องหาวิธีกำจัดกระแสโหมดร่วมให้มีประสิทธิผลที่สุด

แต่ก่อนที่จะไปถึงการกำจัดกระแสโหมดร่วม เรามาดูต้นเหตุของกระแสโหมดร่วมกันก่อนว่าเกิดจากอะไรบ้าง เพราะถ้าเราสามารถกำจัดหรือลดกระแสโหมดร่วมตั้งแต่ต้นเหตุได้ น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี 


1. ป้อนสายอากาศด้วยสายนำสัญญาณ Coaxial 

ตัวอย่างง่ายที่สุดคือการป้อนสายอากาศด้วยสายนำสัญญาณ Coaxial   ซึ่งต้องไมลืมว่าสายนำสัญญาณนี้มีจำนวนตัวนำที่กระแสไฟฟ้าความถี่สูง (Radio Frequency current, RF current)  มองเห็นจำนวน 3 ตัวนำ ไม่ใช่ 2 ตัวนำอย่างที่สายตาของเราเห็น ดูรูปที่ 9 

รูปที่ 9 เมื่อต่อสายอากาศที่เป็นชนิด balanced
เข้ากับสายนำสัญญาณ Coaxial ซึ่งเป็น
 ชนิด unbalanced และมีตัวนำที่กระแส RF ไหล
ได้จำนวน 3 ตัว ทำให้เกิดกระแสโหมดร่วม I3 
ไหลที่ผิวด้านนอกของชีลด์ของสายนำสัญญาณ

เนื่องจากกระแสไฟฟ้าความถี่สูง (RF - Radio Frequency) มองเห็นผิวด้านในและด้านนอกของชีลด์เป็นคนละตัวนำกัน  ถ้าเราป้อนสายกาศด้วยสายนำสัญญาณ Coaxial แล้ว

  • ก้านของสายอากาศทั้งสอง ดึงกระแสไม่เท่ากัน  เช่นในรูปที่ 9 ก้านสีแดงดึง I1  ในขณะที่ก้านสีเขียวดึง  I2 - I3  = I1 - I3  (เพราะ | I1 | = | I2 | )  จึงมีกระแสส่วนต่าง I3 ไหลที่เปลือกนอกของชีลด์เป็นกระแสโหมดร่วม (Icm)  และ/หรือ   
  • ส่วนชีลด์ของสายนำสัญญาณถูกคัปปลิ้ง (เช่น capacitive coupling) ไปยังกราวด์หรืออิมพิแดนซ์อื่น ทำให้ I3 ถูกดึงจากจุดร่วม (สีเหลืองในรูปที่ 9) ระหว่างผิวในและนอกของชีลด์กับก้านสายอากาศ  ด้วยหลักการของ KCL (Kirchhoff's current law) เป็นกระแสโหมดร่วม (Icm) และทำให้กระแสบนก้านทั้งสองของสายอากาศไม่สมดุล 
  • I3 ในรูปหรือ Icm  จะดึงกำลังจากจุดป้อน แทนที่จะส่งไปก้านโลหะของสายนอากาศทั้งหมด ก็จะมาแพร่กระจายคลื่นด้วยผิวด้านนอกของส่วนชีลด์ของสายนำสัญญาณด้วย 


2. ต่อ Output ของสัญญาณแบบ unbalanced เข้ากับสายนำสัญญาณ Twin-lead  

สัญญาณ (Signal Type) แบบ unbalanced จะมีศักย์ไฟฟ้าด้านหนึ่งตรึงไว้ที่กราวด์ (0V) เมื่อเรานำสายนำสัญญาณ Twin-lead มาต่อโดยให้เส้นหนึ่ง (เส้นหมายเลข 2) ต่อลงกราวด์ แล้วป้อนโวลเตจสัญญาณ +/- (ศักย์สูงกว่าและต่ำกว่ากราวด์) เข้าอีกเส้นหนึ่ง (เส้นหมายเลข 1)  จะไม่สามารถเกิดสัญญาณแบบ balanced (Differential-Mode) บนสายนำสัญญาณได้  

เนื่องจากโครงสร้างของสาย Twin-lead ไม่มีตัวนำที่โอบล้อมเก็บสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างในสาย Coaxial  (ซึ่งสาย Coaxial เมื่อมีแรงดันสวิงที่แกนกลาง จะเหนี่ยวนำให้เกิดกระแสขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้ามบนผิวด้านในของ shield ได้เอง)  

รูปที่ 10 การป้อนสัญญาณแบบ Unbalanced 
เข้าสายนำสัญญาณ Twin-lead จะทำให้
การสมมาตรเสียไป เกิดความไม่สมดุลของ
กระแสในตัวนำทั้งสองอย่างรุนแรง และทำให้
เกิดกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current)
ขนาดใหญ่แผ่สัญญาณรบกวนออกมา


3. ต่อ Output ของสัญญาณแบบ balanced (หรือปลายสาย Twin-lead ที่มีสัญญาณแบบ balanced เดินทางอยู่) เข้ากับสายนำสัญญาณ Coaxial 

ในทางย่านความถี่สูง (RF) สายนำสัญญาณ Coaxial จะมีพฤติกรรมเสมือนมีตัวนำไฟฟ้า 3 ตัว คือ แกนกลาง, ผิวด้านในของชีลด์ และผิวด้านนอกของชีลด์ 

เมื่อนำสัญญาณแบบ Balanced มาต่อเข้ากับสาย Coaxial โดยตรง หากเกิดการคัปปลิ้ง (Coupling) ระหว่างชีลด์ด้านนอกไปยังกราวด์ภายนอกหรือเส้นทางไหลอื่น ตามกฎกระแสของเคอร์ชฮอฟฟ์ (KCL) กระแสย้อนกลับ (I2​) ที่ควรจะไหลเข้าผิวด้านในของชีลด์ทั้งหมดจะถูกแบ่งส่วนหนึ่ง (เป็น Icm) ออกมาไหลบนผิวด้านนอกของชีลด์แทน ส่งผลให้กระแสภายในสายผิดไปจากสมดุลตามปกติ และเกิดกระแสโหมดร่วม (Common-Mode Current) ไหลที่ผิวภายนอกของชีลด์


รูปที่ 11 การนำสัญญาณแบบ Balanced ต่อเข้ากับสาย
Coaxial จะทำให้กระแสป้อนกลับ I2 ถูกแบ่งไหล
ออกมาบนผิวด้านนอกของชีลด์เป็นกระแส
โหมดร่วม (Icm​) ผ่านทาง Stray Capacitance
ลงกราวด์ และ/หรือ ผ่าน impedance ที่จุดป้อนที่
 reflect มาจากอิมพิแดนซ์อื่นที่ผิวนอกของชีลด์
มองเห็น (ตามทฤษฎีการควบคุมอิมพีแดนซ์รอยต่อ
และการต่อเนื่องของกระแสในระบบสายอากาศ*)
ส่งผลให้ระบบเสียสมดุล

*อ่านเพิ่ม: ทฤษฎีการควบคุมอิมพีแดนซ์รอยต่อและการต่อเนื่องของกระแสในระบบสายอากาศ (จิตรยุทธ จุณณะภาต) 


การต่อเชื่อมสัญญาณต่างรูปแบบเข้าด้วยกัน    

ในหัวข้อที่ผ่านมาเรารู้ว่า: 

  • สายนำสัญญาณที่เหมาะกับสัญญาณแบบสมดุล (balanced) คือ สาย twin-lead
  • สายนำสัญญาณที่เหมาะกับสัญญาณแบบไม่สมุดล (unbalanced) คือสาย coaxial 
  • การต่อสัญญาณผิดแบบ ไม่เหมาะกับสายนำสัญญาณสร้างปัญหาทั้งกระแสโหมดร่วม และ/หรือ ความไม่ปกติของสัญญาณบนสายนำสัญญาณนั้นๆ 
ดังนั้นถ้าเราต้องการต่อสัญญาณรูปแบบ (balanced/unbalanced) จากแหล่งสัญญาณ (source) เข้ากับสายนำสัญญาณ (twin-lead/coaxial) หรือปลายทาง (load) ที่ต้องการสัญญาณอีกรูปแบบหนึ่ง เราจะต้องปรับรูปแบบของสัญญาณด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า โวลเตจบาลัน (voltage balun)  ซึ่งชื่อของมันบ่งบอกชัดเจนว่า ปรับรูปแบบของโวลเตจ ของสัญญาณนั่นเอง  (ดูรูปที่ 5 a และ b ที่แสดงรูปแบบของสัญญาณที่ต่างกัน) 

ตัวอย่างของโวลเตจบาลันบางแบบแสดงในรูปที่ 12-15

รูปที่ 12 โวลเตจบาลันที่สร้างจากสาย
นำสัญญาณ coaxial อัตราการแปลง
อิมพิแดนซ์ด้าน balanced:unbalanced
เป็น 1:1 แต่ต้องเลือก Z0 ของสายนำสัญญาณ
coaxial ให้ถูกต้องด้วย (อ่าน:


รูปที่ 13 โวลเตจบาลันที่สร้างจากสาย
นำสัญญาณ coaxial อัตราการแปลง
อิมพิแดนซ์ด้าน balanced:unbalanced
เป็น 4:1 



รูป 14 โวลเตจบาลันแบบหม้อแปลง
(magnetic flux mode) โดยอิมพิแดนซ์
ด้าน balanced:unbalanced เป็น 1:1 


รูปที่ 15 โวลเตจบาลันแบบหม้อแปลง
(magnetic flux mode) โดยอิมพิแดนซ์
ด้าน balanced:unbalanced เป็น 4:1


โวลเตจบาลันเหล่านี้ทำหน้าที่ปรับศักย์ไฟฟ้าจากระบบ balanced ไปเป็น unbalanced หรือกลับกัน  แต่ไม่สามารถทำหน้าที่ลด Common-Mode Current (Icm) ได้เพราะนั่นเป็นห้าที่ของบาลันแบบกระแส (current balun) 


การป้องกันและแก้ไขกระแสโหมดร่วม    

กรณีที่เราต่อเชื่อมอุปกรณ์จำพวก สายอากาศ สายนำสัญญาณ เข้าด้วยกันและมีความเสี่ยงที่จะเกิดกระแสโหมดร่วมไหลอยู่บนผิวนอกของสายนำสัญญาณแกนร่วม (coaxial) หรือไหลบนสายนำสัญญาณ twin-lead และทำให้กระแสบนตัวนำทั้งสองไม่เท่ากัน 

อุปกรณ์ที่เราต้องใช้ ลด ขัดขวาง หรือกั้น กระแสโหมดร่วม จะเป็นบาลันชนิด บาลันกระแส (current balun)  ซึ่งชื่อก็บอกชัดเจนว่าทำงานกับกระแส (ลดกระแสโหมดร่วม) 

ตัวอย่างของบาลันกระแส (current balun) บางแบบแสดงในรูปที่ 16-19  ให้สังเกตว่าบางแบบก็เหมาะกับสัญญาณแบบ balanced  และบางแบบก็เหมาะกับสัญญาณแบบ unbalanced 

รูปที่ 16 Ugly Balun เป็นบาลันแบบกระแส
ที่สามารถลดกระแสโหมดร่วมได้ดี แต่ต้อง
ถูกสร้างให้เหมาะสมกับความถี่ที่ใช้  เนื่องจาก
สร้างจากสายนำสัญญาณ coaxial จึงเหมาะ
กับสัญญาณ unbalanced



รูปที่ 17 Common Mode Choke (CMC)
ที่ลดกระแสโหมดร่วมได้ดี แต่ต้องเลือก
ชนิดของแกนเฟอร์ไร้ท์ให้ถูกความถี่ที่
ใช้งาน และพันด้วยจำนวนรอบที่เหมาะสม
เนื่องจากสร้างจากสายนำสัญญาณ coaxial 
จึงเหมาะกับสัญญาณ unbalanced



รูปที่ 18 Guanella Balun เป็นบาลันกระแสที่
ดูคล้ายหม้อแปลงแต่ไม่ใช่ ลวดสองเส้นที่
พันคู่กันนั้นจริงๆ ทำหน้าที่เป็นสายนำสัญญาณ
ชนิด twin-lead และถ้าด้านหนึ่งไม่ลงกราวด์
ก็จะเป็นบาลันกระแสสำหรับสัญญาณแบบ
balanced ได้ด้วย




รูปที่ 19 Sleeve Balun หรือ Bazooka Balun
เป็นบาลันกระแสที่สามารถกั้น (block, 
suppress) กระแสโหมดร่วมที่อาจจะไหล
ที่ผิวนอกของชีลด์ของสายนำสัญญาณ
coaxial ของสัญญาณ unbalanced ที่ป้อน
ให้กับสายอากาศหรือโหลดได้


อย่างไรก็ตาม บาลันกระแสเหล่านี้ไม่ช่วยปรับศักย์ไฟฟ้าจากรูปแบบ balanced ไปเป็น unbalanced หรือกลับกันได้   นั่นคือ ชื่อว่า balun เหมือนกัน แต่มีสองชนิดใหญ่ๆ (voltage และ current balun) และมีหน้าที่ต่างกัน ทดแทนกันไม่ได้


สรุป 

  • สายนำสัญญาณที่เราใช้กันบ่อยในงานความถี่ย่าน HF, VHF, UHF เป็นแบบสองตัวนำคือ Twin-lead และ Coaxial Cable 
  • รูปแบบสัญญาณในสายนำสัญญาณ (Signal Type) มีสองชนิดหลักคือ balanced คือศักย์ไฟฟ้าบนตัวนำทั้งสองมีขนาดเท่ากันแต่เฟสตรงกันข้ามเมื่อเทียบกับกราวด์และสมดุลกัน และ unbalanced คือศักย์บนตัวนำหนึ่งจะมีค่าสูงและต่ำกว่าศักย์บนอีกตัวนำที่ถูกต่อลงกราวด์ 0 V 
  • สายนำสัญญาณแบบ Twin-lead ควรใช้กับสัญญาณแบบ balanced และสายนำสัญญาณแบบ Coaxial มักใช้กับสัญญาณแบบ unbalanced เนื่องจากมีความเหมาะสมทางกายภาพ
  • นอกจากรูปแบบของสัญญาณ (Signal Type) แล้ว สัญญาณที่วิ่งบนสายนำสัญญาณยังมีโหมด (Signal Mode) ด้วย คือ โหมดต่าง (Differential-Mode) และโหมดร่วม (Common-Mode)  โดยปกติแล้วเราจะส่งกำลังคลื่นในโหมดต่าง  โดยมีขนาดหรือกำลังในโหมดร่วมน้อยที่สุด
  • กระแสโหมดร่วม (Common-Mode current, Icm) ความถี่สูงเป็นกระแสที่ไม่ถูกหักล้าง ดังนั้นมัแพร่กระจายคลื่นได้  และทำให้แพทเทิร์นรวมของระบบสายนอากาศผิดเพี้ยนได้ 
  • ขนาดของกระแส RF ที่ผิวของแกนและที่ผิวด้านในของชีลด์ของสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม "ต้อง" มีขนาดเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้ามกันเสมอ (คือโหมดต่าง - Differential-Mode)  ทำให้กระแสโหมดร่วม Icm (ถ้ามี) จะต้องอยู่ที่ผิวด้านนอกของชีลด์เท่านั้น 
  • ขนาดของกระแส RF ที่ผิวของโลหะตัวนำทั้งสองของสายนำสัญญาณ Twin-lead เมื่อทำงานถูกต้องจะเท่ากันแต่ทิศทางตรงกันข้าม (Differential-Mode)  แต่อาจจะไม่เท่ากันก็ได้  (ไม่ได้ถูก "บังคับ" ด้วยฟิสิกส์เหมือนสาย Coaxial)   เมื่อกระแส RF ที่ผิวของโลหะตัวนำทั้งสองของสายนำสัญญาณ Twin-lead ไม่เท่ากัน ส่วนต่างนั้นเป็นผลจากกระแสโหมดร่วม  และอาจจะอยู่บนตัวนำทั้งสองหรือตัวนำตัวใดตัวหนึ่งก็ได้ (มี Icm1 และ Icm2 ได้) 
  • กระแสโหมดร่วม (Common Mode Current, Icm) มักเกิดจากการต่อสายนำสัญญาณของระบบ (Signal Type) ต่างกันเข้าด้วยกัน เช่น ต่อสายนำสัญญาณแบบ Coaxial ที่เป็นระบบ Unbalanced เข้ากับสายนำสัญญาณแบบ Twin-lead ที่เป็นระบบ Balanced 
  • การต่อสายนำสัญญาณที่ไม่เหมาะสมกับรูปแบบของสัญญาณ เช่น ใช้สายนำสัญญาณแบบ Twin-Lead ต่อกับสัญญาณแบบ Unbalanced แบบตรงๆ คือทำให้ด้านหนึ่งของมันลงกราวด์ ทำให้โลหะสองเส้นของมันไม่สมดุล (I1 ≠ -I2 ) และเกิดกระแสโหมดร่วม Icm = (I1 + I2)/2 → Icm ≠ 0 ขึ้น 
  • การต่อสายนำสัญญาณแบบแกนร่วม (Coaxial) เข้ากับสัญญาณระบบ Balanced แบบตรงๆ ก็สร้างปัญหาได้ แม้ในสาย Coaxial นั้น Icore = - Ishield_inner แต่ผิวนอกของสายนำสัญญาณ Coaxial อาจจะมี Capacitive Coupling กับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดทางเลือกให้กระแสโหมดร่วมไหลที่ผิวนอกของชีลด์ได้ และทำให้กระแสต่างๆ ของระบบผิดเพี้ยนไป 
  • ไม่ว่าจะอยู่บนสายนำสัญญาณแบบ Twin-lead หรือ Coaxial ก็ตาม กระแสโหมดร่วมเป็นกระแสที่ไม่มีอะไรมาหักล้าง มันจึงสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าและแพร่กระจายคลื่นได้ 
  • บาลันแบบโวลเตจ (Voltage Balun) มีหน้าที่เปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณ (Signal Type) แต่ไม่สามารถกำจัดกระแสโหมดร่วมได้ 
  • การลดหรือกำจัดกระแสโหมดร่วมทำได้โดยใช้บาลันกระแส (Current Balun) ที่เหมาะสม แต่บาลันกระแสก็ไม่สามารถเปลี่ยนรูปแบบของสัญญาณได้ 



©Jitrayut Chunnabhata, 2026.
This article is based on well-established engineering principles. The content reflects the author's own explanation and presentation. You are welcome to reference or use this material for educational purposes, provided that proper credit is given. Direct reproduction or republication of the content is not permitted without prior permission. 

© 2026 จิตรยุทธ จุณณะภาต สงวนลิขสิทธิ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทางวิศวกรรมที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ผู้เขียนได้เรียบเรียงและอธิบายในรูปแบบเฉพาะของตนเอง สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้เพื่อการศึกษาได้โดยกรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม และไม่อนุญาตให้คัดลอกหรือเผยแพร่ซ้ำโดยตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต