Understanding Antenna Tuning and Its Effects
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
ในสารพัดอุปกรณ์เครื่องมือที่นักวิทยุสมัครเล่นมีใช้ทั่วไปคงประกอบไปด้วย ตัวเครื่องวิทยุสื่อสาร สายนำสัญญาณ สายอากาศ แหล่งจ่ายไฟ เครื่องวัด VSWR และสำหรับนักวิทยุที่ก้าวหน้าขึ้นไปกว่านั้นก็อาจจะมีเครื่องปรับจูนสายอากาศ (Antenna Tuner) ไว้ใช้งานเพิ่มเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางซึ่งคงจะมีเครื่องที่ว่านี้กันอยู่หลายท่าน (ความจริง เรื่องจูนสายอากาศนี้มีทุกย่านความถี่นะครับ ไม่จำกัดเฉพาะ HF) ด้วยความจำเป็นเพราะต้องใช้หลายย่านความถี่กับสายกาศไม่กี่ต้น หลายครั้งการใช้เครื่องปรับจูนสายอากาศมักจะมาพร้อมกับคำถามว่า การจูนสายอากาศนั้นเป็นเรื่องจริงหรือแค่หลอกลวงกันแน่ หลอกลวงที่ว่าก็คือหลอกลวงเครื่องวิทยุสื่อสารของเราทำงานดีมีความสุข (เช่น จ่ายกำลังได้มาก และไม่เสียหาย) เพียงเท่านั้นโดยไม่มีผลดีอื่น จะว่าไปก็นับว่ามีประเด็นที่ทำให้น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน
นิยามคำศัพท์กันก่อน
ปกติแล้วคำว่า "หลอกลวง" หมายถึง ไม่เป็นความจริง ทำให้เข้าใจผิด คือบอกอย่างหนึ่งแล้วแต่ไม่ได้ทำตามนั้น หรือทำให้ดูเหมือนว่าทำได้แต่จริงๆ แล้วได้ ดังนั้นถ้าจะบอกว่าการจูนสายอากาศด้วยเครื่องต่างๆ หลอกลวง ก็คงหมายถึงประมาณว่า หลังจากจูนแล้วทำให้แค่เครื่องส่งวิทยุไม่เสียหายเฉยๆ และ/หรือ ส่งกำลังออกจากเครื่องได้ดี (และอาจจะไม่ไปถึงสายอากาศก็ได้) นอกนั้นทุกอย่างเหมือนเดิม เดี๋ยวเราค่อยมาดูกันว่าอะไรจริงและอะไรไม่จริงกัน
ดูพื้นฐานกันสักนิด
ก่อนจะไปถึงเรื่องอื่น เรามาดูว่าสภาพการการออกแบบเครื่องวิทยุให้ทำงานและสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราต่อเครื่องวิทยุเข้ากับสายนำสัญญาณ และนำปลายสายนำสัญญาณต่อเข้ากับสายอากาศ เสียก่อน แล้วค่อยว่าเรื่องการจูนสายอากาศต่อทีหลัง
1. การออกแบบภาคขาออกของเครื่องส่งวิทยุ
เครื่องส่งวิทยุถูกออกแบบให้ส่งกำลังได้ดีเมื่อต่อเข้ากับโหลดแบบความต้านทาน (R: resistance) ที่มีค่า 50 Ω จะทำให้วงจรขยายทำงานเต็มที่ ส่งถ่ายพลังงานสูงสุด (คือไม่มีรีแอคแตนซ์ซึ่งคือส่วนที่เป็นความต้านทานเชิงซ้อนอันเกิดจากความเหนี่ยวนำและ/หรือความจุไฟฟ้า หรือก็คือ reactance = j0 Ω)
รูปที่ 1 เมื่ออิมพิแดนซ์ของโหลด (Zin) เป็น 50 Ω
เครื่องส่งจะทำงานดีที่สุดและเมื่อมีค่าเท่ากับ Zout
2. เมื่ออิมพิแดนซ์ที่รอยต่อแมทช์กัน จะไม่มีการสะท้อนกลับของกำลังของคลื่น
ถ้ามีจุดต่อเชื่อม (เราเรียกว่า "รอยต่อ") ของสองอย่าง จะมีความเสี่ยงที่จะมีการสะท้อนของพลังงานคลื่นทันที เชน รอยต่อระหว่างสายนำสัญญาณอิมพิแดนซ์เฉพาะตัว (Z0) กับโหลดหรือสิ่งที่มาต่อเชื่อม (Zin) ถ้า Zin = Z0 จะไม่มีการสะท้อนของคลื่นที่รอยต่อและสัมประสิทธิการสะท้อนกลับ (Г) เป็นศูนย์และไม่มีคลื่นสะท้อนกลับที่จะไปรวมกับคลื่นที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้า ทำให้ไม่เกิดคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ แต่ถ้า Z0 ≠ Zin จะทำให้ Г ≠ 0 นั่นคือ |Г| > 0 และเกิดการสะท้อนของคลื่น คลื่นสะท้อนกลับจะไปรวมกับคลื่นที่เคลื่อนที่ไปข้างหน้าและเกิดคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ ดูรูปที่ 2
3. การต่อสายนำสัญญาณเข้ากับโหลด
ถ้าอิมพิแดนซ์ของโหลด (ZL) แมทช์กับอิมพิแดนซ์จำเพาะของสายนำสัญญาณ (Z0) จะไม่มีคลื่นสะท้อนกลับที่จุดต่อเชื่อม (Г = 0) ทำให้ไม่มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ (VSWR เป็น 1.0:1) จึงทำให้ไม่มีการสูญเสียในสายนำสัญญาณ "อันเนื่องมาจากคลื่นนิ่ง" ** อีกด้วย ดูรูปที่ 3
ต่อเชื่อม เมื่อไม่มีคลื่นเดินทางย้อนไปผสมกับคลื่น
ที่เดินทางไปข้างหน้า จึงไม่มีคลื่นนิ่งเกิดขึ้น และ
** ปกติสายนำสัญญาณในชีวิตจริงที่เราใช้กันไม่ใช่สายนำสัญญาณในอุดมคติ (ซึ่งถือว่าไม่มีการสูญเสียกำลัง) เมื่อเราต่อระบบที่แมทช์อย่างสมบูรณ์ทุกอย่างซึ่งแม้จะไม่มีคลื่นนิ่ง (Standing Wave) ในสายนำสัญญาณ (VSWR = 1.0:1) แต่มีการสูญเสียตามปกติขึ้นกับชนิดและความยาวของสายนำสัญญาณนั้น แต่ถ้ามีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณเส้นนั้น (คือ VSWR > 1.0:1) จะทำให้การสูญเสียเพิ่มขึ้นกว่าปกติ เรียกว่าการสูญเสียเพิ่มเนื่องจากคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ (additional loss from high SWR) ยิ่งคลื่นนิ่งมีขนาดมากการสูญเสียส่วนเพิ่มนี้ก็มากขึ้นไปด้วย ดูรูปที่ 4
(Reflected wave) จะผสมกับคลื่นที่วิ่งไปข้างหน้า
วงจรแมทชิ่งในจูนเนอร์
ก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า "จูน" (tune) ในกรณีนี้ก่อน คือเราไม่ได้ไปปรับแต่งตัวสายอากาศ (ไม่ทำให้สั้นลง ยาวขึ้น หรือขยับเข้าออกห่างจากเสาโลหะที่จับสายอากาศ เป็นต้น) สายอากาศนั้นยังมีอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนค่าเดิม การจูนที่เรากำลังพูดถึงคือ "การปรับ/แปลง" ทำให้อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนเปลี่ยนไปเป็นค่าอื่นที่เราต้องการเมื่อมองผ่านวงจรจูน ส่วนมากคือเปลี่ยนไปเป็นค่ามาตรฐานของระบบเช่น 50 Ω
ปกติแล้ววงจรภายในเครื่องจูนเนอร์จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สูญเสียกำลังงานทางไฟฟ้าไปเป็นรูปอื่น (มักคือความร้อน) อุปกรณ์ดังกล่าวก็คือตัวเก็บประจุ (C; capacitor), ตัวเหนี่ยวนำ (L; inductor), หม้อแปลง (T; transformer), ส่วนของสายนำสัญญาณ (stub) เป็นต้น โดยไม่มีตัวความต้านทานมาเกี่ยวข้อง เพราะเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านความต้านทานไฟฟ้าที่ไม่ใช่ 0 Ω จะเกิดการสูญเสียพลังงานเป็นความร้อนทันที ซึ่งเราไม่ต้องการ การจัดขนาดและรูปแบบของอุปกรณ์ทำให้สามารถเปลี่ยนอิมพิแดนซ์จากค่าหนึ่งไปเป็นอิมพีแดนซ์ที่แมตช์กับระบบเช่น 50 Ω โดยไม่มีการสูญเสียพลังงาน
จูนเนอร์ที่อยู่แต่ละตำแหน่งให้ผลต่างกัน
เมื่อเราเพิ่ม "จูนเนอร์" เข้าในระบบที่ประกอบด้วยเครื่องวิทยุและสายอากาศ เราทำได้หลายวิธี หลายตำแหน่ง และผลที่เกิดขึ้นต่างกัน
1. แบบต่อตรง
คือต่ออุปกรณ์ทุกอย่างถึงกันโดยตรงโดยไม่มีสายนำสัญญาณมาเกี่ยวข้อง ออกจะดูแปลกสักหน่อยแต่จำเป็นต้องยกตัวอย่างนี้ด้วย เราเอาเครื่องวิทยุต่อกับจูนเนอร์แล้วต่อกับสายอากาศเลยตรงๆ โดยไม่มีสายนำสัญญาณมาเกี่ยวข้อง แต่ตัวอย่างในชีวิตจริงก็คือสายอากาศที่มีวงจรแมทช์ (ก็ถือว่าเป็นจูนเนอร์อย่างหนึ่งนะ เพียงแต่มันปรับอะไรไปมาไม่ได้และสร้างไว้สำหรับสายอากาศนั้นๆ ความถี่นั้นๆ โดยเฉพาะ) ในตัว เช่น สายอากาศชัก (telescopic antenna) ที่แมทช์อย่างดี ต่อเข้ากับวิทยุเลยตรงๆ กรณีเช่นนี้ ทุกอย่างจะแมทช์กันหมด สายอากาศเองอาจจะมีอิมพิแดนซ์ 350 - j20 Ω แต่วงจรแมทชิ่งที่โคนของสายอากาศปรับอิมพิแดนซ์นี้ลงมาเป็น 50+j0 Ω แล้วจึงต่อเข้าเครื่องวิทยุไปตรงๆ การจูนแบบนี้ดู เป็นจริง ได้ผลจริง คงไม่มีใครสงสัยในการหลอกลวง ดูรูปที่ 5
ต่อตรงกับวิทยุเลย มันจะแปลงอิมพิแดนซ์ของ
ของสายอากาศ ZA ให้เป็น Zin ที่มีค่าเท่ากับ
50 Ω ซึ่งเท่ากับอิมพิแดนซ์ขาออกของเครื่อง
ส่งวิทยุ (ZS) จะทำให้เครื่องส่งทำงานได้ตามที่
2. เมื่อจูนเนอร์อยู่ด้านสายอากาศ
ที่จริงแล้ว หลายอาจจะเป็นผู้ใช้ในกรณีนี้โดยไม่รู้ตัว เพราะสายอากาศหลายชนิดมีวงจรแมตช์อิมพิแดนซ์อยู่ที่โคนสายอากาศเองเลยก่อนต่อสายนำสัญญาณ (เช่น สายอากาศ 5/8 λ ทั้งหลาย) หรืออาจจะเป็นจูนเนอร์จริงๆ ที่เรียกว่ารีโมทจูนเนอร์ (remote antenna tuner) ก็ได้ซึ่งจะให้ผลในลักษณะเดียวกันคือจะปรับอิมพีแดนซ์ของจุดป้อนของสายอากาศจากค่าอื่นใดไปเป็นอิมพีแดนซ์มาตรฐานคือ 50+j0 Ω เพื่อให้ต่อเข้าสายนำสัญญาณที่มีความต้านทานเฉพาะตัว Z0 ขนาด 50 Ω ซึ่งจะแมทช์กันและทำให้ไม่มีการสะท้อนกลับที่จุดเชื่อมต่อระหว่างจูนเนอร์และสายนำสัญญาณ ไม่มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณนั้นทั้งเส้น ที่ปลายสายนำสัญญาณอีกด้านหนึ่งซึ่งจะไปต่อเข้ากับเครื่องวิทยุก็จะเป็น 50 Ω จึงไม่มีการสะท้อนกลับที่จุดต่อระหว่างปลายสายนำสัญญาณกับเครื่องวิทยุด้วย การส่งถ่ายกำลังงานจะส่งได้สมบูรณ์ทั้งด้านวิทยุ ด้านจูนเนอร์ กำลังที่ส่งถ่ายออกไปคือ P1 → P2 → P3 ทำได้สมบูรณ์ไม่ตกหล่น (จะมีก็เพียงการสูญเสียในสายนำสัญญาณและในวงจรจูนเองนิดหน่อย แต่ไม่ใช่จากการสะท้อน) การจูนแบบนี้ก็ต้องถือว่า เป็นจริง ได้ผลจริง ไม่หลอกลวง เช่นกัน ดูรูปที่ 6
คือที่โคนสายอากาศเลย มันจะแปลงอิมพิแดนซ์
ZA ของสายอากาศไปเป็น 50 Ω ก่อนต่อกับสาย
นำสัญญาณเพื่อต่อลงมาถึงเครื่องวิทยุ เนื่องจาก
อิมพิแดนซ์ขาออกจากจูนเนอร์ Zin มีค่า 50 Ω
ต้านทานเฉพาะตัว Z0 เป็น 50 Ω ได้โดยไม่มีการ
มี VSWR เป็น 1.0:1 และปลายสายนำสัญญาณ
ด้านวิทยุก็เป็น 50 Ω จึงแมทช์กับตัววิทยุด้วย
3. เมื่อจูนเนอร์อยู่ด้านเครื่องส่งวิทยุ
แบบนี้เป็นอีกแบบที่เรามักใช้กันบ่อยเพราะง่ายต่อการใช้งาน ไม่ต้องเอาจูนเนอร์แบบรีโมท (ราคาแพง) ไปตากแดดตากฝนไว้โคนสายอากาศ และไม่ต้องมีสายไฟควบคุมการทำงานของจูนเนอร์เพิ่มอีกหนึ่งชุด การต่อแบบนี้อิมพิแดนซ์ที่จุดเชื่อมต่อระหว่างจุดป้อนของสายอากาศกับสายนำสัญญาณจะไม่แมทช์และมีคลื่นนิ่งอยู่ในสายนำสัญญาณทั้งเส้นที่ลากมาถึงจูนเนอร์ เมื่อมาถึงด้านขาเข้าของจูนเนอร์ (ซึ่งจะถูกสายนำสัญญาณแปลงอิมพิแดนซ์ไปเป็นค่าอื่นแล้ว เช่น ZB) อิมพิแดนซ์ ZB นี้จะถูกจูนไปเป็น Zin = 50 + j0 Ω และต่อเข้าเครื่องวิทยุ ภาคส่ง-รับของวิทยุจะทำงานได้เต็มที่ แต่ยังมีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณที่ต่อจากสายอากาศลงมายังจูนเนอร์ ทำให้มีผลเสียเรื่องการสูญเสียส่วนที่เพิ่มจากปกติในสายนำสัญญาณเนื่องจากมีคลื่นนิ่ง ยิ่ง VSWR ในสายนำสัญญาณยิ่งสูง ยิ่งสูญเสียเพิ่มกว่าปกติขึ้นไป (ดังนั้นการพยายามทำให้ มีค่าใกล้เคียง 50 Ω เอาไว้ก่อนด้วยจึงเป็นสิ่งที่ดี)
แม้มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ มีการสะท้อนเกิดขึ้น แต่สุดท้ายแล้วคลื่นที่สะท้อนจะถูกส่งออกไปยังโหลดได้ (เพราะเมื่อมีการสะท้อน มี VSWR > 1.0:1 ไม่ได้หมายความว่าคลื่นที่สะท้อนกลับหลังแล้วจะหายไปเลย มันจะสะท้อนกลับจากต้นทางอีกครั้งแทบทั้งหมดกลับไปหาโหลด และวนซ้ำไปมาจนพลังงานทั้งหมดออกไปที่โหลด อ่านเรื่อง SWR ไม่ได้บอกว่ากำลังส่งดีหรือไม่: ความจริงของคลื่นสะท้อนในสายนำสัญญาณ ประกอบ) ทำให้การส่งกำลัง P1 → P2 → P3 ไปยังโหลดได้ทั้งหมด เพียงแต่ถ้า VSWR > 1.0:1 จะมีการสูญเสียเพิ่มเนื่องจากคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณมาร่วมด้วยเท่านั้นเอง
จะเห็นว่าการจูนแบบนี้ก็มีข้อดีอยู่เกือบครบ เพียงแต่มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณที่ต่อจากสายอากาศลงมายังจูนเนอร์อยู่ ดังนั้นถ้าจะพูดว่าหลอกลวงก็คงไม่ใช่ เพียงแต่ได้ข้อดีไม่ครบ เท่านั้นเอง ดูรูปที่ 7
ZA กับสายนำสัญญาณ (อิมพิแดนซ์ Z0) จะไม่แมทช์
ทำให้ (Г ≠ 0) มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณที่ต่อจาก
สายอากาศลงมาที่ช่องขาเข้าของจูนเนอร์ จูนเนอร์
จะแปลงอิมพิแดนซ์ที่ปลายสายนำสัญญาณ ( ZB )
ให้เป็น Zin = 50 Ω และต่อเข้ากับขั้วของวิทยุซึ่ง
ต้องการอิมพิแดนซ์ 50 Ω ทำให้วิทยุทำงานได้ดี
ส่งกำลังออกไปได้เต็มที่ตามที่ออกแบบไว้
วงจรภายในจูนเนอร์
จูนเนอร์มีวงจรหลากหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียต่างกัน มีความสามารถในการจูนอิมพิแดนซ์ค่าต่างๆ กัน แต่ที่นิยมทำกันคือวงจรแบบ T-network และ π-network ดูรูปที่ 8

รูปที่ 8 วงจรจูนเนอร์สายอากาศแบบ
T-network และ π-network ที่นิยมใช้กัน
(แต่จริงๆ มีอีกมากมายหลายแบบมาก)
คุณสมบัติย้อนทิศทาง (Reciprocal Property)
สิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งก็คือ ในวงจรจูนเนอร์เหล่านี้ประกอบไปด้วยตัวเหนี่ยวนำ (L) และตัวเก็บประจุ (C) เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียกำลังไฟฟ้า จึงไม่มีอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติแบบทางเดียว คุณสมบัติหนึ่งที่มันมีคือ Reciprocal หรือคุณสมบัติการย้อนทิศทาง นั่นคือ ถ้าเราต่อจูนเนอร์ที่ถูกปรับแต่งให้แมทช์อย่างดีคั่นระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการอิมพิแดนซ์ไม่เท่ากัน อุปกรณ์ทั้งสองจะมองเห็นอิมพิแดนซ์ที่แมทช์กับตัวเองด้วยเสมอ ดูรูปที่ 9
แมทช์อิมพิแดนซ์ทั่วไปคือ การย้อนกลับ
(reciprocal) ดังแสดงในรูป
ในรูปที่ 9 เราแมทช์โหลด ZL (ที่ ZL ≠ Zs) ให้เหมาะกับแหล่งจ่าย Zs หลังจากใส่วงจรแมทช์แล้ว แหล่งจ่ายจะเห็นอิมพิแดนซ์ Zs (ลูกศรสีน้ำเงิน) แต่อีกสิ่งหนึ่งที่มักไม่มีใครพูดถึงก็คือ โหลด ZL เองก็จะเห็นว่าตัวเองต่อกับแหล่งจ่าย ZL ด้วย (ลูกศรสีแดง) สภาพแบบนี้เป็นสิ่งที่เรียกว่า Reciprocal หรือย้อนทิศทางได้ ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆ วงจรแมทชิ่งก็คือ ทำให้ทุกอย่างรอบตัวมันแมทช์กันนั่นเอง (อ่านเพิ่มเติมในเรื่อง มุมที่มักถูกมองข้ามของการแมทช์อิมพิแดนซ์: มุมมองผ่านทฤษฏีอนุรักษ์พลังงาน)
สรุป
1. อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศขึ้นกับลักษณะ รูปร่าง ขนาด ของสายอากาศ และความถี่ที่ใช้ รวมถึงการติดตั้งที่อาจถูกรบกวนจากสภาพแวดล้อม ถ้าเราจะเปลี่ยนอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของตัวสายอากาศเราจะต้องเปลี่ยนสภาพทางกายภาพของมัน (เพิ่ม-ลดความยาว ดัด ปรับมุมโลหะ หรืออื่นๆ) จนอาจจะทำให้สายอากาศนั้นทำงานผิดไปจากที่ออกแบบไว้
2. การจูนสายอากาศด้วยจูนเนอร์ (antenna tuner) เป็นการปรับอิมพิแดนซ์จากค่าอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศไปเป็นค่าอื่นด้วยวงจรพาสซีฟที่ประกอบไปด้วย ตัวเหนี่ยวนำ และ/หรือ ตัวเก็บประจุ และ/หรือ หม้อแปลง และ/หรือ ส่วนของสายนำสัญญาณ (stub) โดยไม่เปลี่ยนอิมพิแดนซ์ของสายอากาศเอง
3. เราเปลี่ยน/แปลงอิมพิแดนซ์ด้วยจูนเนอร์ให้เหมาะสมเพื่อการนำไปใช้งานต่อไป เช่น เพื่อต่อกับสายนำสัญญาณที่มีค่าอิมพิแดนซ์เฉพาะตัวอื่นและมีการสะท้อนกลับน้อย (หรือเป็นศูนย์) หรือเพื่อต่อกับภาคขยายของเครื่องส่งและให้เครื่องส่งทำงานได้เต็มที่
4. ผลโดยรวมของการจูนอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศไปเป็นค่าอื่นที่เหมาะสมในการใช้งาน "เกิดผลดีจริง" แม้บางกรณีอาจจะไม่สมบูรณ์ตามอุดมคติคือมีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณบางเส้นบ้าง แต่ก็ทำให้วงจรรับ-ส่งทำงานได้เต็มที่ ส่งกำลังออกได้ตามที่ออกแบบไว้ คงบอกว่า "หลอกลวง" ไม่ได้
5. ตำแหน่งที่ดีที่สุดในการใส่วงจรจูนเนอร์คือที่จุดป้อนของสายอากาศเอง (ที่จริงแล้ว วงจร built-in impedance matching ที่โคนสายอากาศก็จัดว่าเป็น antenna tuner ในตำแหน่งนี้ด้วย) รองลงมาคือที่ใกล้เครื่องวิทยุ โดยทั้งสองกรณีนี้ได้ผลที่เป็นจริง เพียงแต่การใส่จูนเนอร์ไว้ที่ด้านวิทยุอาจจะให้ผลได้ไม่สมบูรณ์ (มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ ตามข้อ 4 ด้านบน)
6. การใช้งานสายอากาศที่แย่ที่สุดคือการใช้สายอากาศ/สายนำสัญญาณที่ไม่แมทช์กับสายป้อน (coaxial transmission line feeder) โดยไม่ใช้จูนเนอร์เลย








