วันพุธที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569

FM Narrow กับ Wide Band: เลือกใช้ให้ถูกเพื่อประสิทธิผลการสื่อสารที่ดีที่สุด


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)


ในโลกของวิทยุสมัครเล่น ระบบ FM (Frequency Modulation) คือหนึ่งในโหมดหลักที่เราใช้สื่อสารกันผ่านเครื่องวิทยุสื่อสาร และในเมนูตั้งค่า เรามักจะเจอกับตัวเลือกที่ชื่อว่า "Wide" และ "Narrow" ซึ่งทั้งสองแบบมีความแตกต่างกันที่ "ความกว้าง" ของสัญญาณที่เราส่งออกไป การส่ง-รับด้วยระบบที่ใช้แบนด์วิธ (bandwidth - ความกว้างของแถบความถี่ต่อช่องสัญญาณ) กว้างมาพร้อมกับการ "กินทรัพยากร" ที่เรามีอยู่นั่นคือจำนวนช่องจะน้อยลงแต่ก็ได้คุณภาพเสียงที่ดี ในขณะที่การส่ง-รับในระบบแบนด์วิธแคบ (narrow band) อาจจะทำให้คุณภาพต่ำลงบ้างแต่ก็เพียงพอกับการสื่อสารด้วยเสียง และข้อดีคือเราได้จำนวนช่องสื่อสารมากขึ้นในแถบความถี่รวมเท่าเดิม นอกจากนั้นการเลือกใช้ระบบการส่งให้ถูกต้องยังลดการรบกวนช่องสื่อสารข้างเคียงด้วย 


ความแตกต่างในเชิงเทคนิค (ฉบับเข้าใจง่าย)

ในโหมดสื่อสารด้วยเสียงของคลื่น FM แล้ว Wide Band (25 kHz): เป็นมาตรฐานดั้งเดิม สัญญาณจะมีความกว้าง (Bandwidth) มากกว่า การเบี่ยงเบนทางความถี่ (Frequency Deviation) สูงกว่า  

ส่วน Narrow Band (12.5 kHz): เป็นการบีบสัญญาณให้แคบลงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ในหนึ่งช่วงความถี่สามารถจุช่องสัญญาณได้มากขึ้น

ดูรูปที่ 1 


รูปที่ 1 แสดงแถบความถี่ที่การส่งสัญญาณ
แบบ Wide และ Narrow Band ต้อใช้ เห็น
ได้ชัดเจนว่าการส่งแบบ Narrow Band
"ประหยัด" แถบความถี่มากกว่า


ข้อดีและข้อเสีย  

ในทางวิศวกรรมแล้วมักจะไม่มีอะไรได้เปล่า (หรือเสียไปเปล่าๆ) ในกรณีนี้ก็เช่นกัน การส่งสัญญาณแบบแถบความถี่แคบ (Narrow Band) ทำให้เราได้ช่องการสื่อสารมากขึ้น แต่ "พื้นที่" ที่จะบรรจุข้อมูลคุณภาพเสียงลงไปก็น้อยลง แคบลง ทำให้คุณภาพเสียงต่ำกว่าการผสมเสียงและส่งสัญญาณแบบ Wide Band  ตารางที่ 1 แสดงข้อดีและข้อด้อยของสองระบบนี้ 



ตารางที่ 1 ข้อดีและเสียของการผสม
ข้อมูลเสียงและออกอากาศแบบ
Wide และ Narrow Band


เกี่ยวกับการประหยัดพลังงานหรือเปล่า

คำตอบคือ "ไม่เกี่ยวโดยตรง" ครับ การปรับเป็น Narrow Band ไม่ได้ช่วยให้เครื่องวิทยุประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น เพราะกำลังส่ง (Watt) ที่ส่งออกไปยังคงเท่าเดิมตามที่เราตั้งค่าไว้ สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ "ความกว้างของแถบคลื่น" เท่านั้นเอง ดังนั้นไม่ได้กินไฟน้อยลง นั่นคือเครื่องส่งของเรายังส่งกำลังออกไปเต็มที่ตามที่ออกแบบไว้   หรือพูดเล่นๆ อีกทีก็คือ "ถึงจะส่งแบบ Narrow Band ก็ยังแรงอยู่" นั่นเอง 


แล้วควรเลือกใช้แบบไหนตอนไหน  

ถ้าตัดเรื่องหลักปฏิบัติและระเบียบออกไป พิจารณาในแง่วิศวกรรมเพียงอย่างเดียว

เลือก Wide Band เมื่อ: 

  • ใช้งานในย่านวิทยุสมัครเล่นทั่วไป (VHF/UHF) ที่สมาชิกส่วนใหญ่ยังใช้มาตรฐานเดิม
  • ต้องการคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดในการสนทนา
  • ใช้งานผ่าน Repeater ที่ตั้งค่าการรับสัญญาณแบบ Wide ไว้ (ถ้าเราส่ง Narrow ไปหาเครื่อง Wide เสียงเราจะเบามากสำหรับผู้รับ)

เลือก Narrow Band เมื่อ:

  • ใช้งานในพื้นที่ที่มีการจราจรทางวิทยุหนาแน่น เพื่อลดการกวนกันของช่องติดกัน (Adjacent Channel Interference) 
  • เป็นการตกลงกันในกลุ่มเฉพาะที่ต้องการประหยัดช่องความถี่
  • หรือในระบบวิทยุสื่อสารที่จัดสรรช่องความถี่ไว้ใกล้ชิดกัน (เช่น ระยะห่างระหว่างช่องเป็น 12.5KHz แทน 25KHz) 
  • ใช้งานในย่านความถี่ที่กฎหมายบังคับ (เช่น ย่านธุรกิจบางประเภท หรือมาตรฐานใหม่ในบางประเทศ)

สิ่งสำคัญในการใช้งานคือ "ต้องตั้งค่าให้ตรงกันทั้งผู้รับและผู้ส่ง" หากคนหนึ่งส่ง Wide แต่อีกคนเปิดรับแบบ Narrow เสียงจะแตกพร่า (Distorted) เพราะสัญญาณใหญ่เกินช่องรับ แต่ถ้าคนหนึ่งส่ง Narrow แต่อีกคนเปิดรับแบบ Wide เสียงก็จะเบาหวิวเหมือนพูดอยู่ในลำคอ


กรณีของสถานีทวนสัญญาณกรุงเทพมหานคร (E24CY)   

สถานีทวนสัญญาณกรุงเทพมหานคร (และอาจจะรวมถึงสถานีทวนสัญญาณรุ่นใหม่ๆ ต่อไปในประเทศไทยในอนาคต) มีแนวทางที่ต้องการจัดสรรทรัพยากรความถี่ให้คุ้มค่าที่สุด (Spectrum Efficiency) และลดการรบกวนต่อกันให้มากที่สุดโดยการบีบช่องสัญญาณจาก 25 kHz ให้เหลือ 12.5 kHz เพื่อเพิ่มจำนวนช่องใช้งานใน

เหตุผลที่เครื่องรับ (Receiver) ของสถานีเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้ "ตัด" หรือ "ปฏิเสธ" สัญญาณ Wide Band มีประเด็นสำคัญดังนี้: 

  • Strict Bandpass Filter: ภาครับของ Repeater ยุคใหม่มีตัวกรองสัญญาณที่คมมาก หากเราส่งแบบ Wide Band เข้าไป ส่วนที่เกิน (Deviation) จะล้นขอบตัวกรอง ทำให้ภาครับตรวจพบความผิดเพี้ยนสูง หรือมองว่าเป็นสัญญาณรบกวน (Splatter) ระบบจึงสั่งตัดการทำงานเพื่อป้องกันเสียงบี้แบนหรือเสียงแตกพร่าออกอากาศ
  • ป้องกันการกวนข้ามช่อง (Adjacent Channel Rejection): เนื่องจากในกรุงเทพฯ มีการใช้งานความถี่หนาแน่นมาก หาก Repeater รับสัญญาณที่กว้างเกินไป มันจะไปดึงเอาสัญญาณจากช่องข้างเคียง (เช่น ช่องห่างไปแค่ 12.5 kHz) เข้ามารบกวนด้วย การบังคับใช้ Narrow จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการรักษาความสะอาดของสัญญาณ

คำแนะนำสำหรับเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่น  

หากท่านจะใช้งาน E24CY (หรืออาจจะรวมถึงรีพีทเตอร์ในเมืองใหญ่ต่อไปในอนาคต) "ต้อง" เข้าไปในเมนูตั้งค่า (มักเป็นเมนูชื่อ W/N) แล้วปรับให้เป็น "Narrow" เท่านั้นครับ ไม่อย่างนั้นสัญญาณของท่านอาจจะ "ถูกเมิน" โดยระบบอัตโนมัติของสถานีได้


เกิดอะไรขึ้นถ้าภาคส่งและภาครับตั้งความกว้างของแถบความถี่ไม่เหมือนกัน  

พูดรวมๆ คือเกิดความผิดเพี้ยนขึ้น ไม่ว่าจะเสียงพร่าหรือเบา เหตุผลที่เสียงเพี้ยนเมื่อตั้งค่า Wide/Narrow ไม่ตรงกัน เกิดจากค่า Frequency Deviation (การเบี่ยงเบนความถี่) ที่ไม่สัมพันธ์กับ Bandwidth (ความกว้างช่องรับ) ของเครื่องรับนั่นเอง 

อธิบายให้เห็นภาพทางเทคนิคได้ดังนี้:

1. กรณี: ส่ง Narrow (แคบ) — รับ Wide (กว้าง)

อาการ: เสียงเบามาก เหมือนพูดอยู่ในลำคอ
ทางเทคนิค: เครื่องส่งแบบ Narrow จะส่งสัญญาณที่มีความดังสูงสุด (Peak Deviation) อยู่ที่ประมาณ ±2.5 kHz แต่เครื่องรับแบบ Wide ออกแบบมาให้รอรับสัญญาณที่กว้างถึง ±5.0 kHz
ผลลัพธ์: เมื่อสัญญาณที่ส่งมา "แคบ" กว่าที่เครื่องรับคาดหวังไว้มาก วงจรภาคถอดรหัสสัญญาณเสียง (Discriminator) จะมองว่านี่คือสัญญาณที่เบามาก (Low Level) ผลที่ได้คือเสียงที่ออกมาจากลำโพงจึงเบาหวิวและขาดมิติเสียง

2. กรณี: ส่ง Wide (กว้าง) — รับ Narrow (แคบ)

อาการ: เสียงบี้ แตกพร่า หรือคุณภาพเสียงโดนตัดหายไป
ทางเทคนิค: เครื่องส่งแบบ Wide ส่งสัญญาณที่แกว่งกว้างถึง ±5.0 kHz แต่เครื่องรับแบบ Narrow มี "หน้าต่าง" ที่ยอมให้ความถี่ผ่านได้แค่ ±2.5 kHz เท่านั้น
ผลลัพธ์: ส่วนของคลื่นที่เกิน 2.5 kHz ออกไปจะถูกตัดออกไป ข้อมูลเสียงส่วนที่ดังที่สุดจะหายไป กลายเป็นความเพี้ยน (Distortion) ที่เราได้ยินเป็นเสียงบี้ๆ แตกๆ เหมือนลำโพงแตก หรือถ้าเป็นรีพีทเตอร์สมัยใหม่ ระบบจะมองว่านี่คือสัญญาณรบกวนและสั่งตัด (Squelch ตัด) ไปเลยครับ

3. "เสียงแบน" เกิดจากอะไร 

ช่วงการตอบสนองความถี่: ในระบบ Wide Band จะมีช่วงการตอบสนองความถี่เสียงที่กว้างกว่า (Fidelity สูงกว่าหรือฟังชัดกว่าเพราะกว่า) เมื่อบีบมาเป็น Narrow Band นอกจากความดังจะลดลงแล้ว ย่านความถี่เสียงทุ้มและแหลมมักจะถูกบีบอัด (Compressed) เพื่อให้ลงตัวกับช่องสัญญาณที่แคบลง เสียงจึงฟังดู "แบน" (Flat) ไม่มีน้ำหนัก แต่ก็พอเพียงกับเสียงพูดของคนเรา


สรุปสั้นๆ 

ส่งแคบ-รับกว้าง = เสียงหาย (เบา)
ส่งกว้าง-รับแคบ = เสียงล้น (แตก/บี้)

ถ้าอยากให้เสียงหล่อและเข้าได้ทุกระบบ ให้ตั้งเครื่องใช้งานแบบ Narrow Band ไว้ตามมาตรฐานใหม่จะปลอดภัยที่สุดสำหรับรีพีทเตอร์ยุคนี้ 


การส่ง-รับด้วยโหมดอื่นล่ะมี wide-narrow band หรือไม่

มีครับ แต่จะเรียกชื่อหรือมีรูปแบบการจัดการที่ต่างกันไปตาม โหมดการผสมคลื่น (Modulation) นั้นๆ เพราะคำว่า "Wide" และ "Narrow" ในทางเทคนิคคือการระบุ Bandwidth (ความกว้างของช่องสัญญาณ)นั่นเองครับ

สรุปให้เห็นภาพในโหมดอื่นๆ ดังนี้:

1. ระบบ AM (Amplitude Modulation)

ในระบบ AM ก็มี Wide และ Narrow แต่อาจจะไม่ได้เรียกสลับไปมาบ่อยเท่า FM 

Wide Band AM: ใช้ในวิทยุกระจายเสียง (เช่น สถานี AM ทั่วไป) เพื่อให้เสียงเพลงมีความไพเราะ (Bandwidth ประมาณ 10-20 kHz)

Narrow Band AM: ใช้ในการสื่อสารการบิน (Aviation) หรือวิทยุ CB บางประเภท เพื่อประหยัดความถี่และเน้นแค่เสียงพูด (Bandwidth ประมาณ 6 kHz)


2. ระบบ SSB (Single Sideband)

SSB จริงๆ แล้วคือ "Super Narrow AM" เลย เพราะมันคือการตัดเอาคลื่นพาหะ (Carrier) และ Sideband อีกข้างออก เหลือเพียงข้างเดียว:

Bandwidth: ปกติจะแคบมากอยู่แล้ว (ประมาณ 2.4 - 3 kHz)

การปรับ Wide/Narrow: ในเครื่องวิทยุสมัครเล่นระดับสูง (HF) เราสามารถปรับ "Filter" ได้ เช่น ถ้าสัญญาณกวนเยอะ เราอาจจะบีบ Filter ให้เหลือ 1.8 kHz (Narrow) เพื่อตัดเสียงรบกวนรอบๆ ออก หรือขยายเป็น 3.0 kHz (Wide) เพื่อให้เสียงนุ่มนวลขึ้น


3. ระบบ Digital (DMR, C4FM, D-STAR)

ระบบดิจิทัลถูกออกแบบมาให้เป็น Narrow Band โดยธรรมชาติ อยู่แล้ว:

DMR: ใช้เทคโนโลยี TDMA แบ่งเวลาส่ง ทำให้ใช้ Bandwidth แค่ 12.5 kHz แต่คุยได้พร้อมกัน 2 ช่อง (Slot)
D-STAR / NXDN: บางระบบบีบลงไปได้ถึง 6.25 kHz ซึ่งถือเป็น Ultra Narrow เลยทีเดียวครับ


4. ระบบ CW (Morse Code)

นี่คือราชาแห่ง Narrow Band ที่แท้จริง นั่นคือในแถบความถี่กว้างเท่ากัน เราสามารถจัดช่องสื่อสารได้จำนวนมาก

Bandwidth: ใช้พื้นที่น้อยมหาศาล (ประมาณ 0.1 - 0.5 kHz หรือ 100-500 Hz เท่านั้น)

นักวิทยุสาย CW มักจะปรับ Filter ในเครื่องรับให้แคบที่สุด (Narrow) เพื่อให้ได้ยินแต่เสียง "ตื้ดๆ" ของคู่สถานี โดยไม่มีเสียงซ่าหรือสถานีข้างเคียงมาปน

ไม่ว่าจะผสมคลื่นแบบไหน "Wide" คือเน้นคุณภาพเสียง/ข้อมูล ส่วน "Narrow" คือเน้นการประหยัดความถี่และลดการรบกวน 

สรุป

  • Wide และ Narrow Band คือความกว้างของแถบความถี่ที่สัญญาณวิทยุของเรา "กิน" พื้นที่ในแถบความถี่ (ที่มีจำกัด) 
  • และก็ตามชื่อของมัน Wide คือกินเยอะเบียดเบียนคนอื่นมากในขณะที่ Narrow จะกินแถบความถี่แคบลงมา เปรียบเหมือนพออยู่พอกิน 
  • การจะได้คุณภาพเสียงที่ "ดี" จะต้องปรับทั้งเครื่องรับและส่งให้เป็นระบบเดียวกัน 
  • ไม่มีอะไรได้ฟรี แม้ Narrow Band จะทำให้ได้ช่องความถี่มากขึ้น แต่คุณภาพเสียงจะต่ำลงบ้าง
  • ในหลายแถบความถี่และกิจการมีการบังคับอยู่แล้วว่าต้องใช้ระบบ Wide หรือ Narrow Band จึงควรปรับเครื่องของเราให้เหมาะสม 
  • สถานีทวนสัญญาณบางสถานีรับสัญญาณเฉพาะ Narrow Band เท่านั้น บางครั้งหากสถานีเหล่านี้เห็นว่ามีแถบความถีที่กว้างเกินไปเข้ามาด้วย มันจะแปลว่าเป็นการรบกวน และตัดการทำงานชั่วคราว


© Jitrayut Chunnabhata, 2026.
This article is based on well-established engineering principles. The content reflects the author's own explanation and presentation. You are welcome to reference or use this material for educational purposes, provided that proper credit is given. Direct reproduction or republication of the content is discouraged. 

© 2026 จิตรยุทธ จุณณะภาต สงวนลิขสิทธิ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทางวิศวกรรมที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ผู้เขียนได้เรียบเรียงและอธิบายในรูปแบบเฉพาะของตนเอง สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้เพื่อการศึกษาได้โดยกรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการคัดบอกเนื้อหาไปเผยแพร่ซ้ำโดยตรง