โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน
เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นหลายคนคงเคยได้ยินหรือแม้แต่เคยใช้สายอากาศแบบสลิมจิมหรือบางทีก็ถูกดัดแปลงไปบ้างเป็นลักษณะคล้ายตัว J ที่มักเรียกว่า J-pole ก็ได้ และคงเห็นว่าส่วนล่างของสายอากาศเป็นรูปตัวยูความยาวประมาณ ¼λ (เรียกว่า shorted quarter wave stub) ซึ่งทำหน้าที่แปลง/แมทช์อิมพิแดนซ์ของสายอากาศ ดูรูปที่ 1

รูปที่ 1 สายอากาศสลิมจิม (a) หรือ
เจโพล (b) เป็นสองแบบทที่เราเห็นบ่อย
ทั้งสองแบบมีหลักการแมทช์เหมือนกัน
ในบทความนี้ผมจะเล่าหลักการทำงานของมันในส่วนการแมทช์อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนให้มีค่าเป็น 50Ω เพื่อให้ต่อเข้ากับสายนำสัญญาณแบบโคแอกเชียลที่นักวิทยุสมัครเล่นใช้กันโดยมีการสะท้อนของกำลังที่รอยต่อต่ำ มีคลื่นนิ่งหรือ VSWR ในสายนำสัญญาณต่ำหรือใกล้เคียง 1.0:1 นอกจากนั้นเราจะได้มีความรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ นอกเหนือไปจากการ "ทำตามแบบ" เพียงเท่านั้น
อ่านเรื่อง การใช้สมิทชาร์ทในการแมทช์อิมพิแดนซ์ ประกอบ
เราอาจจะเคยได้ยินว่าส่วนของรูปตัวยูความยาวประมาณ ¼λ นั้นด้านหนึ่งเปิดวงจร (∞ Ω) ส่วนอีกด้านหนึ่งลัดวงจร (0Ω) แล้วถ้าเราค่อยๆขยับจุดต่อสัญญาณไปเรื่อยๆ ประเดี๋ยวก็จะมีจุดหนึ่งที่เป็น 50Ω เอง.... แต่ความจริงมันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะอย่างที่เรารู้ว่าบางทีเราต้องไปปรับความยาวของ whip ด้วย นั่นหมายความว่าส่วนของ quarter wave stub นั้นไม่ใช่อุปกรณ์มหัศจรรย์ที่สามารถแมทช์อิมพิแดนซ์อะไรก็ได้ให้เป็น 50Ω ได้เสมอไป
รูปที่ 2 ด้านล่างของสายอากาศ Slimjim เป็น quarter
wave stub ความยาว ¼λ ที่เราต่อสายนำสัญญาณ
เข้าไป การเลื่อนตำแหน่งแท็บสายนำสัญญาณ
ทำให้เปลี่ยนอิมพิแดนซ์ให้ใกล้เคียง 50Ω ได้
wave stub ความยาว ¼λ ที่เราต่อสายนำสัญญาณ
เข้าไป การเลื่อนตำแหน่งแท็บสายนำสัญญาณ
ทำให้เปลี่ยนอิมพิแดนซ์ให้ใกล้เคียง 50Ω ได้
การทำงานของ matching แบบนี้คือการใช้ stub ซึ่งที่จริงแล้วโครงสร้างของมันคือสายนำสัญญาณแบบ parallel wires (มีความต้านทานจำเพาะ Z0 ซึ่งอาจจะไม่ใช่ 50Ω ก็ได้ แต่เพื่อความง่ายในการเข้าใจ ในบทความนี้เราสมมติว่าสตับเองมี Z0
= 50 Ω ) จึงมีความสามารถในการแปลงอิมพิแดนซ์ (impedance: Z = R + jX มีหน่วยเป็น Ω) ไปด้วยตามความยาวของมัน เมื่อต่อ whip เข้ากับด้านเปิดวงจรและส่วนของสตับยาวน้อยกว่า ¼λ นิดหน่อย จะเปลี่ยนอิมพิแดนซ์ Z1 ที่โคน whip (ค่าสูง) ไปเป็น Z2 ที่สามารถแปลงเป็นแอดมิตแตนซ์* (admittance: 1/Z = Y = G + jB มีหน่วยเป็น ℧) ที่เราพยายามให้ได้ค่า Y2 = 1/Z2 = 1/50 + jB2 (℧) แล้วเอามาขนานกับอิมพิแดนซ์ที่เกิดจากการแปลงส่วนลัดวงจรที่ปลายสตับอีกด้านหนึ่งที่เป็น Z4 ที่เป็น inductive ที่ admittance ของมันเป็น 1/Z4 = Y4 = -jB4 สิ่งที่เราต้องทำคือ
- หาความยาว whip ที่พอดีที่ทำให้ได้ Y2 ที่ถูกต้อง คือมีส่วนของ conductance เป็น 1/50 ℧
- ขยับจุดแท็ปต่อเชื่อมให้ได้ + jB2 และ -jB4 หักล้างกันพอดี
* เราแปลงอิมพิแดนซ์เป็นแอดมิตแตนซ์ (admittance) ซึ่งเป็นส่วนกลับของอิมพิแดนซ์ (impedance) ก่อนการคำนวณเพราะง่ายและเหมาะสมกับการคำนวณผลของการขนานกัน โดยแอดมิตแตนซ์รวมที่เกิดจากการต่อขนานแอดมิตแตนซ์หลายค่าคือผลบวกแอดมิตแตนซ์ค่าต่างๆ นั้น (แต่ถ้าเป็นการหาผลของการอนุกรมเราอาจะเลือกทำงานกับอิมพิแดนซ์ ถ้ามีอิมพิแดนซ์หลายค่าอนุกรมกัน เราสามารถบวกอิมพิแดนซ์เหล่านั้นเข้าด้วยกันตรงๆ เช่นกัน) ดูรูปที่ 3
รูปที่ 3 อิมพิแดนซ์ (Z) และ แอดมิตแตนซ์ (Y)
ที่จุดต่างๆ ของสายอากาศแบบ Slimjim สิ่งที่
ที่จุดต่างๆ ของสายอากาศแบบ Slimjim สิ่งที่
เราต้องการคือทำให้ Z2 (ซึ่งส่วนกลับคือ Y2)
ขนานกับ Z4 (ซึ่งส่วนกลับคือ Y4) แล้วได้
Zin เป็น 50Ω (หรือ Yin = 0.02℧) นั่นเอง
เมื่อเอา Y2 และ Y4 มาขนานกัน เราจะเอา admittance บวกกันได้ตรงๆได้ admittance เป็น
Yin = Y2 + Y4
Yin = 1/50 + jB2 + (- jB4)
Yin = 1/50 ℧
ซึ่งคือ
Zin = 50 Ω
ที่เราต้องการนั่นเอง
รูปที่ 4 แสดงการแปลงและขนานอิมพิแดนซ์
ที่เกิดขึ้นจากโคน whip ที่จุด (a) ถูกแปลง
ด้วยส่วนที่ยาวกว่าของสตับ (ℓ1 ในรูปที่ 3)
ไปเป็นอิมพิแดนซ์ที่จุด (b) ตามเส้นสีม่วง
แล้วไปขนานกับอิมพิแดนซ์ที่ถูกแปลงจาก
ส่วนที่ลัดวงจรมาตามสตับส่วนที่สั้นกว่า
(ℓ2 ในรูปที่ 3) ตามเส้นสีน้ำตาลไปเป็น (c)
จากนั้นอิมพิแดนซ์ทั้งสองถูกขนานกัน
กลายเป็นอิมพิแดนซ์ที่จุด (d)
รูปที่ 4 แสดงการแมทช์ที่เกิดขึ้นด้วยสมิทชาร์ท อิมพิแดนซ์ที่โคน whip (a) จะถูกสตับส่วนยาวแปลงอิมพิแดนซ์มาเป็นที่ (b) Y2 = 1/50 + jB2 ℧ ในขณะที่อิมพิแดนซ์ 0Ω ที่ด้านลัดวงจรของสตับถูกแปลงอิมพิแดนซ์ด้วยส่วนสั้นๆ ของสตับกลายเป็นค่า (c) Y4 = - jB4 ℧ และเมื่อทั้งคู่ต่อขนานกันจะกลายเป็นจุด (c) ที่มี Yin = 1/50 ℧ หรือ Zin = 50 Ω นั่นเอง
หมายเหตุ
สมิทชาร์ทในรูปที่ 4 เป็นเพียงแนวทางที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ตรงตามนั้นไปบ้างขึ้นกับความยาวของส่วนกระจายคลื่น ขนาดของ Z0 ของสตับ และความยาวจริงของสตับที่อาจจะไม่เท่ากับ ¼λ จริงก็ได้
สมิทชาร์ทในรูปที่ 4 เป็นเพียงแนวทางที่เกิดขึ้น ในทางปฏิบัติอาจจะไม่ตรงตามนั้นไปบ้างขึ้นกับความยาวของส่วนกระจายคลื่น ขนาดของ Z0 ของสตับ และความยาวจริงของสตับที่อาจจะไม่เท่ากับ ¼λ จริงก็ได้
สรุป
- สายอากาศสลิมจิม หรือ เจโพล มีส่วนกระจายคลื่นยาวประมาณ ½-λ ดังนั้นจะมีเกนใกล้เคียงกับไดโพล หรือ โฟลเด็ดไดโพล (ที่ลอยในอากาศ ไม่มี mast ด้านหลัง) และเป็นรอบตัว
- สตับความยาว ¼λ ด้านล่างมีหน้าที่แมทช์อิมพิแดนซ์ค่าสูงมากที่โคนของ whip ลงมาเป็น 50 Ω
- สตับความยาว ¼λ ด้านล่างนั้นที่จริงเป็นสายนำสัญญาณแบบโลหะขนาน (twin lead) และการแมทช์เกิดจากการแปลงอิมพิแดนซ์ของ whip กับส่วนที่ลัดวงจร (ปลายสุดของสตับ) มาขนานกัน
- จุด a ในรูปที่ 4 เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะทำให้การแมทช์ประสบความสำเร็จ จุด a จะไปตั้งต้นอยู่ตรงไหนในสมิทชาร์ทขึ้นกับความยาวของ whip ด้วย นั่นคือไม่ใช่ว่าควอเตอร์เวฟสตับจะแมทช์อิมพิแดนซ์อะไรก็ได้ (เช่น เปิดวงจร หรือ ลัดวงจร ที่ด้านบนของมัน) ลงมาเป็น 50 Ω ได้เสมอ ยังมีเงื่อนไขอยู่
- ขนาดโลหะ/ระยะห่างของสตับ (มีผลกับ Z0 ของสตับเองด้วย) ต้องเหมาะสม เพื่อให้ได้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนเป็น 50 Ω ตามต้องการ อาจจะต้องมีการปรับแต่งกันบ้างระหว่างการทดลองสร้าง



