วันพุธที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ขอเชิญร่วมกิจกรรมและประชุมประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2562

ขอเชิญเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นและผู้สนใจทั่วไป เข้ากิจกรรมกับชมรม The DXER (Thailand) (สัญญาณเรียกขาน E20AE) ในวันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2562 ที่บ้านของคุณนพดล เต็มกมลรัตน์ (HS1ZHY) ซ.คลองหลวง 10  ถ.พหลโยธิน อ.รังสิต จ.ปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 9.00 - 20:00 

ท่านที่สนใจสามารถติดต่อเพื่อน ชมรม The DXER (เรียกขาน E20AE) ได้ที่ความถี่ 144.9375 MHz หรือ DSTAR REF087C หรือ Facebook ( www.facebook.com/e20ae ) ครับ

กิจกรรม 
เริ่มเวลา 08:00 โดยประมาณ

- แนะนำการตั้งค่า ต่างๆของ Digital mode DSTAR & DMR 
- Work shop ประกอบ Hot spot
- วิธีการติดตั้ง จอ Nextion และการลง layout จอ Nextion
- วิธีการประกอบสายอากาศ และ เทคนิคการ matching สายอากาศ Folded Dipole 4stack 
- หลักการ และสาธิตการทำงาน Offset Attenuator (สำหรับการหาทิศทางของแหล่งสัญญาณ)

วาระการประชุม
กำหนดเริ่มประชุม เวลา 17:00 น. 

- การเข้าร่วมงาน RAST ในวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2562
- การเข้าร่วมงาน VRA ในวันเสาร์ที่ 9 มีนาคม 2562
- สรุปกิจกรรม TFDC 2019 ที่ผ่านมา
- วางแผนการเดินทางไกล (DX) นอกสถานที่ (จังหวัด ระยอง)
- การจัดทำวิดิโอต่างๆ ในการเผยแพร่ความรู้ในการสื่อสารให้กับนักวิทยุสมัครเล่น และ ผู้สนใจทั่วไป
- แผนการทำงานสำหรับ REF911 ในระบบ DSTAR และ การตั้ง TG52091 ในระบบ DMR
- งาน Ham Fair 2019 ที่ประเทศญี่ปุ่น ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2562
- เน็ตใน REF911 รวมถึง การ promote ต่างๆ เช่น การพูดคุย และตอบปัญหาและ ข้อสงสัยต่างๆ ในการใช้เครื่องวิทยุรับส่งรุ่นต่างๆ
- การจัดทำคอร์ส "English for Ham" เพื่อเป็นพื้นฐานในการติดต่อกับเพื่อนชาวต่างประเทศ
- เสนอปรับปรุง “วัตถุประสงค์” ของชมรม
- กิจกรรมบนอากาศ (on the air) ที่ชมรม The DXER  สามารถจัดได้ (FD, Sprint, NET, etc.)

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

VSWR กับนักวิทยุสมัครเล่น




VSWR สำคัญ แต่ไม่ใช่ทั้งชีวิตของนักวิทยุสมัครเล่น ส่วนใหญ่แล้วค่าที่ไม่ต่ำมากก็ไม่ได้ถึงกับทำให้ " ใช้งานไม่ได้ " การจะปรับหรือทำให้ได้ค่า VSWR ที่ต่ำนั้น ต้องทำให้ถูกวิธีด้วย เพราะการทำผิดวิธีอาจจะได้ไม่เท่าเสีย สู้ปล่อยไว้ยังอาจจะได้ประสิทธิผลที่ดีกว่าก็ได้


เพื่อนๆ ที่เพิ่งเริ่มก้าวเข้าสู่กิจการวิทยุสมัครเล่นนั้นคงมีอีกหลายอย่างที่ทำให้เราตื่นตาตื่นใจ ทั้งเครื่องวิทยุเอง สายอากาศ เครื่องจ่ายไฟ สายนำสัญญาณและขั้วต่อชนิดต่างๆ และอุปกรณ์ประกอบอีกมากมาย หลายอย่างล้วนเป็นของใหม่กับชีวิตของพวกเราหรือไม่ค่อยได้เคยเห็นในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น

นอกจากนั้นก็ยังมีศัพท์ใหม่ๆ อีกมากมายที่เราจำเป็นต้องรู้จัก ทั้งที่เป็นคำศัพท์ที่ถูกพูดและใช้งานโดยทั่วไปเรียกว่าเป็นคำระดับหรือประดิษฐ์ประดอยต่างๆ ก็ได้ คำเหล่านี้อาจจะไม่สำคัญกับความเป็นความตายในการใช้วิทยุมากนัก ในขณะเดียวกันก็มีคำศัพท์บางตัวหรือบางคำที่ในความเป็นจริงแล้วก็สำคัญแต่ถูกเน้นให้สำคัญมากเป็นพิเศษ (จนสำคัญมากเกินไป) โดยที่ในหลายกรณีผู้ที่เน้นย้ำนั้นก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรอก เพียงแต่เขาอาจจจะมีความเข้าใจที่ไม่ลึกซึ้งอย่างแท้จริง และคำหนึ่งที่เรามักเคยถูกเน้นย้ำเสมอก็คือ "ค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ" (นี่ย่อแล้วนะ คำเต็มจริงๆ ที่เข้าใจได้ ยาวกว่านี้อีก)

งงไหมล่ะครับ เพราะหลายท่านอาจจะไม่เคยได้ยินคำนี้เลยด้วยซ้ำ รวมทั้งคนที่เน้นย้ำว่าไอ้เรื่องนี้มันสำคัญจริงๆ แทบเป็นแทบตายก็อาจจะไม่รู้ที่มาที่ไปด้วยซ้ำ แต่ถ้าบอกว่า "ค่าอัตราส่วนคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณ" ก็คือค่า VSWR หรือ SWR ก็คงจะต้องร้องอ๋อกันเกือบทุกคน

ค่า VSWR คืออะไร

ก่อนที่เราจะอธิบายกันต่อก็คงต้องทำความเข้าใจความหมายของ VSWR กันเสียก่อน ซึ่งที่จริงแล้วย่อมาจากคำว่า voltage standing wave ratio หรือ อัตราส่วนของศักดาไฟฟ้าที่สูงที่สุดและที่ต่ำที่สุดที่ทำตัวเป็นคลื่นนิ่งที่เกิดขึ้นในสายนำสัญญาณ นั่นเอง คลื่นนิ่งดังกล่าวนี้เกิดขึ้นเนื่องจากความไม่เข้ากันของอิมพีแดนซ์จำเพาะของสายนำสัญญาณกับโหลดเช่นสายอากาศ ทำให้เกิดคลื่นสะท้อนที่จุดรอยต่อ คลื่นที่สะท้อนจะเดินทางย้อนกลับจากโหลด (เช่น สายอากาศ) ไปยังเครื่องส่งวิทยุ เมื่อเป็นดังนั้นแล้วเคลื่อนที่เดินทางไปข้างหน้า (จากเครื่องส่งไปสายอากาศ) ก็จะผสมกับคลื่นที่ย้อนกลับ (จากสายอากาศกลับไปยังเครื่องส่ง) เกิดการกระเพื่อมซ้ำไปมาอยู่ในสายนำสัญญาณกลายเป็นคลื่นนิ่งหรือ standing wave นั่นเอง (อ่านเพิ่มเติมใน อธิบาย VSWR ด้วยตัวอย่าง) ดูภาพที่ 1

ภาพที่ 1 คลื่นที่วิ่งไปหาโหลด (น้ำเงิน)
ผสมกับคลื่นที่สะท้อนเนื่องจากการ
ไม่แมทช์ของอิมพิแดนซ์ (แดง) ทำให้
เกิดคลื่นนิ่ง (ส้ม) ในสายนำสัญญาณ


คราวนี้ถามว่าการที่ระบบของเรามีค่า VSWR สูงนั้นมีผลเสียอะไรและแค่ไหน  เรามักจะถูกสอนหรือบอกต่อๆ กันมาว่าจะทำให้เครื่องส่งวิทยุเสียหายบ้างล่ะ หรือทำให้กำลังจากเครื่องส่งวิทยุออกไปยังสายอากาศลดน้อยถอยลงไปบ้างล่ะ ซึ่งที่จริงก็ถูกต้องทั้งสองอย่างแหละ เพียงแต่ว่ามันไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอกครับ

โดยปกติแล้วค่า VSWR ที่ว่ากันว่าแย่มากขนาด 2:1 จะทำให้เกิดการสะท้อนกลับของกำลังไฟฟ้าเพียง 11%  และในระดับกำลังส่งของพวกเราชาวนักวิทยุสมัครเล่นแล้วคงไม่ถึงกับทำให้เครื่องส่งเสียหายได้ เพราะสนมมติว่าเราส่งกัน 10 วัตต์ ก็สะท้อนกลับมาเพียง 1 วัตต์เท่านั้นเอง ดังนั้นจึงไม่ควรกังวลมากเกินไปนัก ดูภาพที่ 2

ภาพที่ 2 ค่า VSWR กับการ
สะท้อนกำลังที่เกิดขึ้น


การปรับให้ VSWR ต่ำที่สุดดีหรือไม่

ถ้าจะตอบตามคำถามอย่างตรงไปตรงมาก็คงต้องตอบว่าดี แต่ก็ต้องถามต่อไปว่าแล้วเราปรับอย่างไรล่ะ  โดยทั่วไปแล้วการปรับค่าของ VSWR ก็คือการปรับอิมพีแดนซ์ของโหลด (ซึ่งสำหรับพวกเราแล้วมักจะคือสายอากาศ แต่ในทางวิศวกรรมยังมีจุดต่างๆ อีกมากที่ต้องปรับให้เข้ากัน เช่นระหว่างภาคต่างๆ ของวงจรความถี่สูง  เป็นต้น) ให้มีค่าเท่ากับอิมพีแดนซ์จำเพาะของสายนำสัญญาณที่เราใช้ก็คือ 50 โอห์ม  ซึ่งมีคำศัพท์เฉพาะที่เรียกว่าแมตช์ชิ่ง (matching) แต่การปรับดังกล่าวนี้ทำได้หลายอย่างหลายวิธีทั้งทางกายภาพและทางไฟฟ้า

วิธีทางกายภาพก็คือการที่เราปรับขนาดรูปร่างของสายอากาศ ซึ่งก็จะทำให้อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศนั้นเปลี่ยนไปด้วย อย่างไรก็ตามสายอากาศแต่ละชนิดนั้นมีคุณสมบัติเฉพาะตัวของมัน เช่นสายอากาศแบบใดโพลครึ่งคลื่น ถ้ามีรูปร่างและความยาวถูกต้องตามทฤษฎี (ซึ่งจะยาวน้อยกว่าครึ่งคลื่นจริงๆ เล็กน้อย) แล้ว จะมีอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนอยู่ประมาณ 73 โอห์ม หรือสายอากาศแบบสี่เหลี่ยมที่เราเรียกว่าควอด (quad) ถ้ามีรูปร่างและความยาวถูกต้องตามทฤษฎีแล้วจะมีอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนอยู่ประมาณ 120 โอห์ม ถ้าเรานำสายอากาศดังกล่าวนี้ไปต่อเข้ากับสายนำสัญญาณแบบ 50 โอห์มตรงๆ ก็ย่อมได้ค่า VSWR สูงกว่า 1:1 ไปพอสมควร  (เพราะ อิมพิแดนซ์ของมันเป็น 73 และ 120 โอห์ม ซึ่งไม่เท่ากับ 50 โอห์มของสายนำสัญญาณ)

บางคนพยายามปรับรูปร่างและลักษณะรวมทั้งความยาวของสายอากาศ จนเรียกว่าทำอย่างไรก็ได้ให้ค่า VSWR ใกล้เคียง 1:1 มากที่สุด เช่นการ ตัดให้สั้น ต่อให้ยาว หรือพยายามบิดงอรูปร่างของสายอากาศ การทำอย่างนั้นอาจจะทำให้อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนมีค่าใกล้เคียง 50 โอห์มมากขึ้นและทำให้ค่า VSWR ใกล้เคียง 1:1 มากขึ้น แต่นั่นคือผลทางไฟฟ้าเท่านั้น การที่เราไปปรับเปลี่ยนรูปร่างของสายอากาศรวมทั้งขยับปรับความยาวของมันย่อมมีผลทางกายภาพตามมาด้วย ผลอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือทิศทางและรูปร่างการแพร่กระจายคลื่นที่ผิดไปจากมาตรฐาน เช่นแทนที่จะแพร่กระจายคลื่นออกไปแนวแนวระนาบขนานกับผิวโลกซึ่งเป็นทิศทางที่คู่สถานีของเราตั้งอยู่ ก็อาจจะมีทิศทางยิงขึ้นท้องฟ้าที่ก็ไม่รู้ว่าส่งคลื่นไปแล้วจะไปคุยกับใคร เป็นต้น (ดูภาพที่ 3)
ภาพที่ 3 การพยายาม ดัด งอ สายอากาศ
อาจจะทำให้อิมพิแดนซ์ใกล้เคียง 50 โอห์ม
ได้ก็จริง แต่ทิศทางการแพร่กระจายคลื่น
ผิดไปจากการออกแบบแต่แรก


แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง

การออกแบบ สร้าง และปรับค่าอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศ (เพื่อให้มีค่าใกล้เคียง 50 โอห์มมากที่สุดและทำให้ค่า VSWR ใกล้เคียง 1:1 มากที่สุด) จะต้องทำในองค์รวม คือสร้างสายอากาศให้มีลักษณะรูปร่างและความยาวที่ถูกต้องก่อน ซึ่งจุดนี้เราจะทราบคร่าวๆ อยู่แล้วว่ามันมีอิมพิแดนซ์เท่าใด แล้วนำสายอากาศนั้นมาต่อเชื่อมกันในรูปแบบที่เรียกว่าการอะเรย์ (array) โดยในการต่อเชื่อมกันนี้เราก็จะคาดล่วงหน้าได้ว่าอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนโดยรวมจะเป็นเท่าใด จากนั้นเราจึงใช้อุปกรณ์ทางไฟฟ้าสำคัญก็คือ ตัวเหนี่ยวนำ (inductor) และ/หรือ ตัวเก็บประจุ (capacitor) รวมทั้งส่วนของสายนำสัญญาณ (ที่เรียกว่า สตับ, stub) มาช่วยในการปรับอิมพีแดนซ์ให้ใกล้เคียง 50 โอห์มมากที่สุด (ดูภาพที่ 4) แนวทางดังกล่าวนี้จึงเป็นแนวทางที่ถูกต้อง  ไม่ใช่ไป ตัดๆ ต่อๆ บิดงอ เพียงเพื่อหวังให้ค่า VSWR ต่ำที่สุดเท่านั้น
ภาพที่ 4 เราสามารถปรับอิมพิแดนซ์
ของาสยอากาศไดโพงแบบครึ่งคลื่น
จาก 73 ไปเป็น 50 โอห์มได้
ด้วยวงจรไฟฟ้า โดยไม่ต้องไปดัดมัน


สรุป
1. อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศที่ใกล้เคียง 50 โอห์มนั้นดีและสำคัญแต่ไม่ได้สำคัญที่สุดไปกว่า (ดูข้อ 2)
2. ตัวสายอากาศจะต้องมีรูปร่าง ลักษณะ และความยาวที่ถูกต้องเพื่อมีทิศทางการกระจายคลื่นเป็นไปอย่างที่เราต้องการและคาดหวังได้
3. ค่า VSWR ต่ำกว่า 2:1 ถือว่าใช้งานได้สบายๆ  ถ้าต่ำกว่า 1.5:1 ถือว่าดี  ยิ่งต่ำกว่า 1.25:1 ถือว่าดีมาก  ถ้าเราทำสายอากาศให้มี VSWR ต่ำกว่านั้นได้ก็ดี แต่จะว่าไปแล้วก็ไม่ได้จำเป็นกับชีวิตเท่าไหร่หรอก
4. ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความรวมถึงค่า VSWR ที่สูงผิดปกติอันเนื่องจากความผิดปกติของระบบ เช่น ขั้วต่อสายไม่แน่น น้ำเข้าสายนำสัญญาณ เกิดการลัดวงจรที่จุดต่างๆ ซึ่งสาเหตุที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะต้องถูกแก้ไขจริงๆ

แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ
73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2562

ชมรม The DXER ร่วมกิจกรรม Thailand Field Day Contest 2019


ในระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ 2562 นี้ จะมีการแข่งขัน Thailand Field Day Contest 2019 ในย่านความถี่ 2 เมตร หรือ 144-147MHz นั่นเอง  ในความจริงแล้ว กิจกรรมที่เรียกว่า “Field Day” นั้นมีในประเทศต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมของบรรดานักวิทยุสมัครเล่นในการตั้งสถานีสื่อสารและสามารถติดต่อสื่อสารเป็นข่ายสำรองได้ในยามเกิดภัยพิบัติ  ในหลายประเทศมีการใช้งานความถี่หลายย่านรวมทั้ง HF ทำให้ติดต่อได้ในระยะทางไกลมากโดยไม่ต้องพึ่งพาระบบช่วยเหลืออื่น (เช่น ระบบทวนสัญญาณ, การเชื่อมต่อโครงข่ายอื่น เช่น อินเตอร์เน็ท) และเป็นกิจกรรมที่ ไม่ใช่การแข่งขัน (จึงจะไม่มีรางวัลให้)

อย่างไรก็ตามในไทยเรา เพื่อเป็นการเชิญชวนเพื่อนๆ ให้มาร่วมกิจกรรมกันมาก เราจึงจำกัดการใช้ความถี่อยู่ในย่าน “ขั้นต้น” (ยกเว้นระบบทวนสัญญาณและเชื่อมโยงเครือข่ายอื่น) ซึ่งจะทำให้มีเพื่อนๆ จำนวนมากเข้าร่วมสนุกได้  นอกจากนั้นยังมีการคิดคะแนนและให้รางวัลกับผู้ที่ทำการติดต่อได้มากและไกลที่สุดด้วย  ก็เรียกว่าไม่เหมือนใครเขาหรอกครับ แต่ก็ไม่ได้เสียหายหรือผิดระเบียบ จรรยาบรรณของนักวิทยุสมัครเล่นแต่อย่างใด

ในคราวนี้ ชมรม The DXER (Thailand) สัญญาณเรียกขาน E20AE เข้าร่วมกิจกรรมนี้ด้วย  โดยอยู่ใน Class G (ชมรม ผู้ออกออกอากาศหลายคน ใช้กำลังส่งสูง) เพื่อนๆ ก็คอยช่วยลุ้นด้วยนะครับ โดยสิ่งแลกเปลี่ยนที่จะต้องแจ้งให้คู่สถานีทราบคือ
1. สัญญาณเรียกขาน
2. รายงานสัญญาณ (RS หรือ RST ถ้าเป็นโหมด CW)
3. Class ของตัวเอง
4. QTH ในรูปแบบกริดโลเคชั่น (Grid Location)
เป็นต้น

กฏกติกาในการแข่งขัน
https://sites.google.com/view/thailand-field-day-contest

--- รวมภาพระหว่างการแข่งขัน ---

เพื่อนสมาชิกในทีม ทะยอย
มายังสถานี ก่อนการแข่งขัน

ไม่มีใครถ่ายภาพให้ ถ่ายเองก็ได้
น้องกิ้ก บุษบา (E24YJQ)
ว่าไว้แบบนั้นไหมก็ไม่แน่ใจ

ในทีมก็มี YL เข้าแข่งด้วยนะ

อากาศดีไหมไม่แน่ใจ แต่ติดต่อ
เพื่อนๆ ได้ 13 Grid มากกว่า
ปีที่แล้วตั้ง 1 Grid แน่ะ

ระหว่างการแข่งขัน ชมรม
The DXER (E20AE) ปล่อย
สัญญาณ APRS ระบุตำแหน่งด้วย

ขอขอบคุณเพื่อนๆ ทุกสถานี ทั้งที่ร่วมแข่งขัน และไม่ได้ร่วมแข่งขัน แต่ร่วมกิจกรรมคือ ช่วยตอบการ CQ ทั้งตอบของชมรม The DXER และตอบเพื่อนๆ นะครับ เพราะทำให้กิจกรรมครึกครื้นขึ้น (วิทยุสมัครเล่น เล่นคนเดียวไม่ได้ ต้องมีเพื่อนเยอะๆ ล่ะครับ)
แล้วมาสนุกันใหม่ในปีต่อไปนะครับ ขอบคุณมากครับ

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2562

กิจกรรม สังสรรค์ปีใหม่ และประชุมประจำเดือน มกราคม 2562


ขอเชิญเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นและผู้สนใจทั่วไป เข้าร่วมงานสังสรรค์ ต้อนรับปีใหม่กับชมรม The DXER (Thailand) (สัญญาณเรียกขาน E20AE) ในวันเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 ที่บ้านของคุณนพดล เต็มกมลรัตน์ (HS1ZHY) ซ.คลองหลวง 10  ถ.พหลโยธิน อ.รังสิต จ.ปทุมธานี ตั้งแต่เวลา 9.00 - 23.00 น

กิจกรรม
  • 9.00 - 12.00 น  สร้างสายอากาศ ประกอบ ดัดแปลง ปรับปรุง แก้ไข ตรวจวัด ตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ ทุกย่านความถี่ รวมทั้ง Digital Mode ทุกรูปแบบ
  • 13.00 - 17.00 น  พูดคุยเรื่องจิปาถะเกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่น แนะนำการใช้ Digital Mode ทุกรูปแบบ ขั้นพื่้นฐาน (ท่านใดต้องการที่เรียนรู้ เรื่องใด ให้แจ้งเข้ามาก่อนได้ เพื่อทีมงานจะได้หาข้อมูลไว้ให้ล่วงหน้า)

ประชุมชมรมประจำเดือน มกราคม 2562
  • 17.00 - 18.00 น  ประชุมประจำเดือน มกราคม 2562 และกำหนดทิศทางในการดำเนินกิจกรรมของชมรม

กิจกรรมช่วงเย็น-ค่ำ
  • 18.00 น  งานสังสรรค์ประจำปี รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน  สนุกสนานกับการร้องเพลงคาราโอเกะ
  • 19.00 - 20.00 น  ทดสอบสัญญานประจำสัปดาห์กับเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่น
  • 20.00 - 20.30 น  ร่วมกันจับฉลากของขวัญ ที่เพื่อนสมาชิกแต่ละท่าน ได้เตรียมมา มูลค่าไม่ต่ำกว่า 300 บาท
  • 21.00 น เป็นต้นไป สังสรรค์ตามอัธยาศัย
เพื่อนที่สนใจสามารถติดต่อได้ทาง Facebook (ค้นคำว่า E20AE) หรือ ความถี่ 144.9375MHz เรียกขาน E20AE หรือ เพื่อนสมาชิกชมรม The DXER ขอบคุณครับ

- - - ภาพรวมในวันกิจกรรม - - -



 เพื่อนสมาชิกเดินทางมากันแต่เช้า
นำโดยอาตุ้ม คุณศักดิ์ คุณหนุ่ม
และคุณตี๋ ก็จัดการตั้งสายอากาศ
ย่าน VHF เล็กๆ เอาไว้ทดลองกัน

ตั้งแต่สายๆ คุณอ๊อด (HS0DJU)
ก็ลองเอาท่อ PVC มาเจาะรู เอา
อลูมิเนียมใส่เข้าไปก็ได้
สายอากาศไดโพลง่ายๆ ไว้ใช้
 
ทำไป วัดไป ทดสอบจนได้ที่
สายอากาศต้นนี้ก็มอบให้คุณใหม่
นำไปทดสอบใช้ที่ระดับความสูง
กว่า 80 เมตร ในภาพมีทั้ง
คุณหนุ่ม คุณเจต มาช่วงกันลุ้น
 
ส่วนอาตุ้ม (HS1DNG) ก็นำ
สายอากาศแบบ Bazooka ทีทำ
จากสายนำสัญญาณมาทดลอง
และจับฉลากแจกเป็นของขวัญ
ให้เพื่อนนำกลับบ้านไปใช้อีก
 

พีป่ระสิทธิ (HS1BFR) ให้
เกียรติมาร่วมงานด้วย และยัง
เล่าเรื่องความรู้ต่างๆ ให้กับพวกเรา
อีกด้วย ขอบคุณมากคร๊าบ..

คุณอ๊อด (HS0DJU) กำลังสอน
การทำงานของ un-un แบบ 9:1
ให้น้องภูมิ (E24VRK) เพื่อสร้าง
เป็นสายอากาศย่าน HF ในขั้นตอน
การลงกล่อง คุณเจตพล (E22MAL)
ใช้ฝีมืดจัดการอย่างสวยงาม จากนั้นก็
ทดลองใช้จริง นับว่าหูไวทีเดียวเชียว
  
ที่ขาดไม่ได้คือการประชุมประจำเดือน
ของชมรม The DXER สมาชิก
อยู่กันครบถ้วนแม้จะค่ำมากแล้ว
 
ระหว่างรออาหารเย็น นักวิทยุ
สาวๆ ก็บริหารปอดและเส้นเสียง
ด้วยเพลงเพราะๆ ไปพลางๆ
 
 
กิจกรรมจับฉลาก แลกเปลี่ยนของขวัญ
ที่สมาชิกแต่ละท่านเตรียมมา บางท่าน
อยู่ต่างประเทศ เช่นพี่หมอ (HS0EBS)
ก็ยังฝากจับฉลากแบบไฮเทคกันทีเดียว
ในการนี้ บ. W&J จก.ได้สมทบเสื้อยืด
ผ้าเนื้อดี จำนวน 5 ตัว มาแจกให้เพื่อนๆด้วย
ขอขอบคุณด้วยนะครับ

---- สรุปการประชุมชมรมโดยสังเขป ---
1) สรุปภาพรวมของกิจกรรม วันวิทยุสมัครเล่นไทย ที่ชมรมเข้าร่วมออกบูธ ที่ กสทช. ในวันที่ 15 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา
2) ชมรมจะร่วมงานฉลองครบรอบ 55 ปี สมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
3) ชมรมจะร่วมรายการ Thailand Field Day 2019
4) วางแผนการเดินทาง (DXing) ในปีนี้ จำนวน 3 รายการ

แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมคราวหน้าครับ
QRU 73 DE E20AE

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

กิจกรรมวันวิทยุสมัครเล่นไทย และประชุมประจำเดือน ธันวาคม 2561


มื่อวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันวิทยุสมัครเล่นไทย 2018 เพื่อนๆ สมาชิกของชมรม The DXER Thailand ได้นำอุปกรณ์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมาจัดแสดง ซึ่งมีเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความเห็นกันอย่างสนุกสนาน ขอขอบคุณ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่จัดงานนี้ขึ้น และสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่ชักชวนและจัดเตรียมพื้นที่ไว้ให้ด้วยครับ

- - - ภาพรวมในกิจกรรม วันวิทยุสมัครเล่นไทย 2018 - - -





 
 






น้องสองคนนี้ เป็นนักวิทยุ
สมัครเล่นขั้นกลาง มาออกอากาศ
ย่านความถี่ HF ในงานด้วย

อธิบายการประกอบสายอากาศ
สำหรับวิทยุย่าน HF เสียหน่อย

รับประทานอาหารร่วมกัน
ต้องขอบคุณเจ้าภาพ (กสทช.)
ด้วยครับ
 
น้องภูมิ สุธีพุฒิ สถิรวุฒิพงศ์
(E24VRK) ได้รับรางวัล
การฟังรหัสมอร์สในครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ ในช่วงเวลาก่อนการรับประทานอาหารเย็นร่วมกัน ชมรมจึงถือโอกาสประชุมชมรมด้วยเลย ก็อาศัยโรงอาหารของ สนง. กสทช. นั่นเองครับ

- - - สรุปหัวข้อการประชุม ประจำเดือนธันวาคม 2561 โดยสังเขป - - -

- สรุปเรื่องการทำกิจกรรม จิตอาสา ที่ จ.ตาก
- วางแผนเกี่ยวกับกิจกรรมวันเด็ก
- พูดคุยเรื่องการวางแผนกิจกรรมในปีหน้า
- โครงงาน สายอากาศ และอิเล็กทรอนิกส์ทางการสื่อสารสำหรับปีหน้า

แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมปีหน้า 2562 นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2561

เฉลยความลับการทำให้สายอากาศมีเกน


จากบทความของเราคราวที่แล้ว (เกนของสายอากาศคืออะไร) เราได้อธิบายถึงคำว่า “การมีทิศทาง (directivity) ของสายอากาศ” ไป ซึ่งการมีทิศทางของสายอากาศนี้เป็นจุดสำคัญมากที่ทำให้สายอากาศมีอัตราขยายได้  ทีนี้ก็มาถึงคำถามสำคัญที่เพื่อนๆ นักวิทยุสมัครเล่นคงอยากจะทราบ หรือเป็นสิ่งที่เราติดค้างกันไว้ตั้งแต่คราวที่แล้วว่าทำอย่างไรสายอากาศจึงมีทิศทางที่ดี และสุดท้ายจะทำให้มีอัตราขยายหรือเกน (gain) ที่ดีนั่นเอง

การที่สายอากาศจะมีอัตราขยายหรือเกน (gain) ดีจะต้องประกอบไปด้วยของสองอย่าง ข้อแรกคือมี "การมีทิศทาง" หรือ directivity ดี อีกข้อหนึ่งคือการมีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานจากพลังงานไฟฟ้าไปเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ดีซึ่งทำได้โดยพยายามให้มีการสูญเสียในจุดต่อต่างๆ ต่ำที่สุดและใช้โลหะที่ดีมีคุณภาพสูงมีความต้านทาน (ohmic resistance) ต่ำ มาทำสายอากาศ ซึ่งทั้งหมดนี้เราได้คุยกันไปแล้วในเรื่อง เกนของสายอากาศคืออะไร

เราพักเรื่องของประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไว้ก่อน เพราะมักจะทำอะไรไม่ได้มากนัก รวมทั้งโดยทั่วไปประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานของสายอากาศก็ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว (ยกเว้นเมื่อเราทำให้สายอากาศมีขนาดสั้นเกินไป จนความต้านทานการกระจายคลื่นหรือ radiation resistance Rrad มีค่าต่ำ จะทำให้การสูญเสียในความต้านทานของโลหะที่ใช้ทำสายอากาศเริ่มมีสัดส่วนมาก) เราจึงหันมามองอีกหนึ่งส่วนประกอบที่เหลือคือ "การมีทิศทางที่ดี" ซึ่งเราจะค่อยๆ ดูไปด้วยกันนะครับ

Directivity ของสายอากาศไดโพล

อย่าเพิ่งเบื่อเจ้าสายอากาศไดโพลเสียก่อนนะครับ ที่พูดถึงบ่อยเพราะว่ามันเป็นพื้นฐานของสายอากาศทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าเมื่อมันอยู่ในหน้าตาของสายอากาศแบบไดโพลจริงๆ (ที่ยาวครึ่งความยาวคลื่น) หรือเมื่อมันสั้นกว่าไดโพลปกติ ซึ่งก็จะได้รูปร่างการแพร่กระจายคลื่น "คล้าย" (คือไม่เหมือน) กับไดโพลครึ่งคลื่น แต่จะป้อมๆ กว่า บีบพลังงานไปด้านข้างๆ ได้น้อยกว่าแค่นั้นเอง  ไดโพลครึ่งคลื่นทั่วไปจะมีรูปร่างการแพร่กระจายคลื่นตามภาพที่ 1

ภาพที่ 1 แพทเทิร์นการแพร่กระจายคลื่น
ของสายอากาศไดโพลแบบครึ่งคลื่น
ซึ่งไม่ได้เท่ากันทุกทิศทาง ก็เรียกได้ว่า
มีทิศทาง (Directivity) กับเขานะ

จะเห็นว่า สายอากาศไดโพลง่ายๆ 1 อัน ก็มีทิศทางกับเขา (คือมี Directivity) เหมือนกันนะครับ (ก็มีทิศทางไปข้างๆ มากกว่าบนกับล่างไงครับ ในทางวิศวกรรมเราจะมอง 3 มิติเสมอ) เพราะสายอากาศที่ไม่มีทิศทางเลยจริงๆ (ในสามมิติ คือขึ้นบน ลงล่าง ซ้าย ขวา หน้า หลัง เท่ากัน) คือสายอากาศแบบไอโซทรอปิคที่ Directivity = 1 แต่มันไม่มีจริงในโลก (สร้างขึ้นก็ไม่ได้)  ถ้าเราคำนวณ Directivity หรือ "การมีทิศทาง" ของสายอากาศไดโพลจะได้ประมาณ 1.63 ซึ่ง 10log(1.64)=2.15 dBi (i = isotropic คือเทียบกับสายอากาศไอโซทรอปิค) ที่เราคุ้นเคยเหลือเกินนั่นเอง


ภาพที่ 2 การแพร่กระจายคลื่นของ
สายอากาศไดโพลในพิกัดทรงกลม (r,θ,φ)
จะสะดวกกว่าในพิกัดฉาก (xyz)

ตามภาพที่ 2 สายอากาศไดโพลมีทิศทางดีที่สุดในมุม elevation θ = 90  โดยมี D(r,90,ϕ)=1.63 นั่นคือไม่ขึ้นกับมุม azimuth ϕ และระยะ r การอ้างอิงด้วยพิกัดทรงกลม (spherical coordinates) แบบนี้จึงสะดวกกว่าพิกัดฉาก (cartesian coordinates - xyz)

หลังจากที่ผมแอบเล่าใฟ้เพื่อนๆ ฟังเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับ "การมีทิศทาง" หรือ Directivity โดยเริ่มจากของสายอากาศ Dipole เราก็มาว่ากันต่อว่า แล้วเราจะทำอย่างไรให้สายอากาศ (หรือ ระบบของสายอากาศ) มีทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อสุดท้าย เราจะได้ระบบสายอากาศที่มี "เกน" ที่ดี

การทำให้มี Directivity ดีขึ้น

การที่สายอากาศจะมีทิศทางดีได้นั้นสิ่งที่สำคัญและมันต้องทำก็คือการบีบเอาพลังงานจากบางทิศทางที่ไม่ต้องการมาอยู่ในทิศทางที่ต้องการ หลักการที่สำคัญก็คือการ ทำให้เฟสของสัญญาณเกิดการหักล้างกันในบางทิศทางและเสริมกันในบางทิศทาง คำถามต่อไปก็คือแล้วทำอย่างไรล่ะที่จะทำให้เฟสของสัญญาณเป็นแบบที่เราต้องการได้

วิธีที่ทำให้เฟสของสัญญาณเสริมหรือหักล้างกันในทิศทางที่ต้องการมีได้สองวิธีวิธีแรกคือ การป้อนสัญญาณที่ขับสายอากาศย่อยแต่ละต้นไม่พร้อมกัน (ให้เกิดการเหลื่อมล้ำ ก่อนหรือหลังกัน)  วิธีที่สองคือ การวางตำแหน่งของสายอากาศย่อย (element)  ให้มีระยะห่างจากกันการทำเช่นนี้จะทำให้คลื่นที่เดินทางในอากาศจากสายอากาศย่อยแต่ละต้นไปถึงจุดใดจุดหนึ่งรอบรอบสายอากาศนั้นมีเฟสไม่เท่ากัน

วิธีแรกนั้นดูเหมือนจะทำได้แต่ก็ไม่มีประสิทธิผลมากเท่ากับเมื่อใช้วิธีที่สองร่วมด้วย เนื่องจากการเสริมกันทางเฟสของสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ได้ผลจริงๆ นั้น "ต้องใช้ระยะทางเป็นตัวช่วย"  เพื่อนๆ เคยได้ยินหลักการที่ว่า สิ่งที่จำกัดเกนของสายอากาศยากิก็คือความยาวบูมของมัน (คือ เราไม่สามารถทำให้มีเกนสูงในขณะที่บูมสั้นๆ ได้เลย) ไหมล่ะครับ นี่ก็คือผลของ "ระยะทาง" ที่ว่า

เมื่อรวมวิธีการทั้งสองนี้เข้าด้วยกันแล้วจึงเกิดวิธีสร้างสายอากาศให้มีการมีทิศทางที่ดีและมีอัตราขยายที่ต้องการที่เรียกว่าการนำสายอากาศมาอาเรย์กัน

การอาเรย์สายอากาศ

การอาเรย์สายอากาศ หรือเรียกง่ายๆ ตามความหมายก็คือการนำสายอากาศ มาต่อร่วมกันเป็นแผงนั่นเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต่ออย่างไรก็ได้แล้วจะได้ผลดีนะครับ (ที่จริง คือ จะต่ออย่างไรก็ได้แหละ แต่จะได้ผลเป็นอย่างไรนี่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

การ “อาเรย์” ที่ว่านั้นมีชื่อเรียกได้หลายชื่อ ส่วนมากมักจะเรียกตามรูปร่างของระบบสายอากาศทั้งหมดที่ปรากฏหลังจากการต่อร่วมกันนั้น (เช่น คอลลิเนียร์, collinear) หรือเรียกตามทิศทางการแพร่กระจายขึ้นหลังจากการต่อร่วมกัน (เช่น บรอดไซด์อาเรย์ หรือ เอนด์ไฟร์อาเรย์) แต่คำที่เป็นมาตรฐานและ ใช้ได้ทั่วไปก็คือคำว่า “การอาเรย์สายอากาศ” นั่นแหละครับ

อาเรย์อย่างไรให้ Directivity ดี

การนำสายอากาศย่อยๆ มาต่อเข้าด้วยกันโดยหวังว่าจะให้มีการมีทิศทางที่ดีในทิศใดทิศหนึ่งโดยเฉพาะนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญสองประการคือ

(1) ลักษณะการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศย่อยๆ แต่ละอัน เราเรียกว่า Element Factor (ย่อว่า EF) คือผลของสายอากาศย่อย  ตัวสายอากาศย่อยเองก็แพร่กระจายคลื่นไม่เท่ากันไปในทิศทางต่างๆ อยู่แล้ว (ถ้ามันแพร่กระจายคลื่นไปในทุกทิศทางเท่ากัน มันก็จะเป็นสายอากาศแบบ isotropic ซึ่งเราทุกคนรู้กันอยู่แล้วว่าในโลกนี้ไม่มีสายอากาศแบบ isotropic หรอก)
และในเมื่อความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แพร่กระจายไปในที่ต่างๆรอบรอบตัวของสายอากาศย่อยไม่เท่ากัน เราจึงเขียนความเข้มสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากฟ้าอากาศย่อยนั้นเป็น

EF(θ,φ)
EF = Element Factor คือผลการกระจายคลื่นของ element 1 ตัว
ซึ่งมีความหมายว่าความเข้มในทิศทางต่างๆ ใน 3 มิติรอบๆ สายอากาศ คือในมุม θ และ φ อาจจะมีค่าใดๆ ไม่เท่ากันได้


ภาพที่ 3 Element Factor EF(θ,φ)
ของสายอากาศไดโพลในสามมิติ จะเห็นว่าเป็น
เหมือนรูปโดนัทไม่มีรูที่คุ้นเคย

(2) ผลของการอาเรย์กัน หรือ Array Factor (AF) การนำสายอากาศย่อยมาต่อร่วมกันทำได้ในหลายลักษณะปกติแล้วก็คือการนำมาไว้ใกล้ๆ หรือไว้ข้างๆ กันนั่นเอง แต่ก็มีรายละเอียดอีก เช่น วางเอาไว้บน-ล่าง หรือ ซ้าย-ขวา, ระยะห่างของสายอากาศย่อยต่างๆนั้นเป็นอย่างไร และรวมถึงว่า เราป้อนสัญญาณให้กับสายอากาศย่อยย่อยอย่างไร (ป้อนสัญญาณเหมือนกันคือเฟสเดียวกัน หรือช้า-เร็วต่างกันกี่องศา) ผลหรืออิทธิพลที่มาจากการอาเรย์กันนี้เราเรียกว่า Array Factor ย่อว่า AF และเขียนแทนเป็น

AF(θ,φ)
AF = Array Factor คือผลจากการนำ element มาต่อร่วมกัน


ภาพที่ 4 ตัวอย่าง Array Factor AF(θ,φ)
จากการนำ element สองตัวมาต่อกัน
ในแบบหนึ่ง (ไม่ได้บอกว่า ระยะห่างกัน
เท่าไรแน่ชัด และ ป้อนเฟสสัญญาณอย่างไร)

ค่าของ Array Factor เองจะเป็น 3 มิติรอบๆ ระบบสายอากาศ (ตอนนี้เรียกว่า ระบบแล้ว เพราะเราเอาสายอากาศย่อยมาต่อกัน) นั้นไม่เท่ากัน  ผลของการอาเรย์อาจจะทำให้ความเข้มในบางทิศทางสูงขึ้นและความเข้มในบางทิศทางลดลง  ค่าของ AF(θ,φ) จะเป็นอย่างไรขึ้นกับ

1) จำนวน element ที่มาต่อกัน
2) ระยะห่างระหว่าง element ที่มาต่อกันนั้น
3) การป้อนสัญญาณให้กับแต่ละ element ว่าเหลื่อมล้ำกันอย่างไร

การจะได้ AF(θ,φ) ที่ดี ตามที่ต้องการ จะค่อนข้างซับซ้อน เพราะมีองค์ประกอบมาก แต่หลักการโดยทั่วไปคือ ถ้าจำนวน element มาก และวางได้ดี ป้อนเฟสได้ถูกต้อง จะทำให้ได้ค่าสูงสุดของ Array Factor สูงมากได้ (แต่ อาจจะยอมแลกด้วยการมี minor lobes ของ Array Factor ด้วย)

การแพร่กระจายคลื่นหลังการอาเรย์

ถ้าเราเข้าใจส่วนประกอบต่างๆที่ได้อธิบายมาด้านบนมาถึงขั้นนี้นับว่าเป็นเรื่องง่ายมากเนื่องจากการแพร่กระจายคลื่นของระบบเสาอากาศหลังจากการอะไรเข้าด้วยกันนั้นก็คือผลคูณของ Element Factor (EF) กับ Array Factor (AF) นั่นเอง คือ

D(θ,φ) = AF(θ,φ)  ×  EF(θ,φ)
D = Directivity จากการ array สายอากาศ

ดังนั้น ถ้าเราเอาสายอากาศไดโพลสองตัวในภาพที่ 3 มาต่อกันแบบอาเรย์กันแบบในภาพที่ 4 แล้วเอาขนาด (คือ ระยะจากจุดศูนย์กลางของแกนพิกัดทรงกลม ไปยังผวของแพทเทิร์นในภาพ) "คูณกัน" (คือ เอารูปขวามือของภาพที่ 3 คูณกับรูปขวามือของภาพที่ 4) เราก็จะได้ Directivity รวม (หรือ pattern รวม) ของสายอากาศอาเรย์แบบง่ายๆ ของเราที่มีรูปคล้ายๆ กับรูปขวามือของภาพที่ 4 แต่ปูดโปนมากขึ้น (มีทิศทางมากขึ้น)

ในการออกแบบสายอากาศแล้ว element factor ไม่ค่อยสร้างความวุ่นวายเท่าไร เพราะทั่วไปแล้วก็มีพื้นฐานและการแพร่กระจายคลื่นแบบสายอากาศไดโพล เหลือความวุ่นวายอย่างเดียวคือ array factor ที่ขึ้นกับทั้งระยะห่างระหว่าง element ต่างๆ และเฟสของสัญญาณที่ป้อนเข้าไปให้กับแต่ละ element ซึ่งที่จริงแล้วสามารถคำนวณได้ทั้งหมด แต่ก็โชคดีที่มีคนใจดีสรุปความไว้ให้เราดูอย่างง่ายๆ เอาไว้บ้าง ดูภาพที่ 5


ภาพที่ 5 ตัวอย่างของ Array Factor ที่ได้จากการ
array สายอากาศที่ระยะ d ในหน่วย (λ) และป้อน
สัญญาณให้แต่ละ element ด้วยเฟสต่างๆ กัน จะเห็น
ว่าได้รูปร่างของ Array Factor ต่างกัน และมีค่า
สูงสุดต่างกัน

จากหลักการการคูณกันทางคณิตศาสตร์ D(θ,φ) = AF(θ,φ)  ×  EF(θ,φ) จะมีค่าสูงก็ต่อเมื่อตัวประกอบในการคูณมีค่ามาก (มากกว่า 1) ทั้งคู่  นั่นคือระบบสายอากาศจะมีการมีทิศทางหรือ directivity ที่ดีได้ก็ต่อเมื่อสายอากาศย่อยมีความเข้มของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสูงในทิศทางที่ตรงกันกับทิศที่ array factor มีค่าสูงพอดี


ภาพที่ 6 ถ้า EF และ AF มีค่าสูงทั้งคู่
ในทิศทางเดียวกันพอดี (ทิศ 1 และ 2)
ผลคูณ (3) จะสูง ทำให้ระบบสายอากาศ
มี Directivity สูงมากในทิศทางนั้น

ในกรณีของสายอากาศแบบใดโพล ที่แทบจะไม่มีการแพร่กระจายขึ้นไปในทิศทางเดียวกันกับแนวของตัวสายอากาศทั้งด้านบนและด้านล่างเลย นั่นคือ Element Factor EF(θ,φ) ในทิศทางที่เป็นแนวเดียวกับสายอากาศแทบจะเป็นศูนย์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ระบบของสายอากาศที่สร้างจากสายอากาศแบบไดโพลมี “การมีทิศทาง” หรืออัตราขยาย (เกน) สูงในทิศเดียวกันกับแนวของตัวสายอากาศไดโพลนั้น นั่นคือ การพยายามทำให้ AF(θ,φ) ในทิศแนวเดียวกันกับโลหะที่ให้ทำสายอากาศมีค่าสูงก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะไปคูณกับค่าที่แทบจะเป็นศูนย์ในทิศนั้น


ภาพที่ 7 สายอากาศไดโพล มี EF แย่มาก
ในทิศตามความยาวของโลหะ (รูปบน ความแรง
คลื่นในทิศลูกศรสีส้มเป็นศูนย์) ดังนั้น เราไม่
สามารถนำมาจัดเรียงแล้วได้ Directivity (D)
ที่ดีในทิศตามยาวของโลหะได้ (รูปล่างสุด ลูกศร
สีส้ม ความแรงในทิศทางตามแนวโลหะ หลังจาก
การ array เป็นศูนย์ด้วย - เพราะเป็นผลคูณ
อะไรคูณกับศุนย์ก็ได้ศูนย์)

สายอากาศยาวๆ

เราเริ่มอธิบายเรื่องนี้ด้วยการใช้สายอากาศแบบไดโพลมาต่อเข้าด้วยกัน ซึ่งสายอากาศไดโพลมาตรฐานหนึ่งต้น (1 element) ยาวเท่ากับ ½λ  แล้วถ้าสายอากาศไดโพลยาวกว่านั้นล่ะ?  คำตอบคือ ถ้ายาวกว่าก็จะเริ่มเกิดการซ้ำกันของสัญญาณในระยะที่ใกล้ๆ กัน และมีการรวม/หักล้างสัญญาณเกิดขึ้นในบางทิศทาง ดูภาพที่ 8 ซึ่งเป็นไดโพลที่ยาวกว่าปกติ ทำให้ directivity ด้านข้างดีขึ้น แต่มุม lobe ก็แคบลง และเริ่มมี minor lobe เกิดขึ้น

ภาพที่ 8 สายอากาศไดโพลที่ยาวกว่า ½λ 
จะมีการกระจายกระแสบนตัวนำเริ่มซ้ำกัน
เหมือนกับเป็นอาเรย์เล็กๆ อันหนึ่ง อาจจะ
ทำให้ directivity ดีขึ้นบ้างแต่ก็เสีย
ความกว้างของ main lobe ไป และ
เริ่มมี minor lobe เกิดขึ้น


อย่างไรก็ตาม ขึ้นหัวข้อว่า "สายอากาศยาวๆ" นี้ เพื่อนๆ ต้องไปดูโครงสร้างของมันด้วยนะครับว่ามันยาวเพราะอะไร ยาวเพราะตัวมันเองเดี่ยวๆ หรือว่ามียาวเพราะมันเป็นสายอกาศหลายตัวต่ออยู่ด้วยกัน ซึ่งมักมีผลกับ drectivity และ gain ในที่สุดนั่นเอง

สรุป

1. Gain(θ,φ) = Directivity(θ,φ) × ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานไฟฟ้าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของสายอากาศ (Eff.)
โดย Directivity(θ,φ) = Element Factor(θ,φ) × Array Factor(θ,φ)

2. คำว่า Gain ของสายอากาศ สำหรับคนทั่วไปคือค่าของ Gain ที่สูงที่สุดของ (ระบบ) สายอากาศนั้น โดยไม่สนใจว่ามันจะไปทางใด หรือเกิดที่ θ หรือ ϕ มีค่าเท่าใด ซึ่ง ถ้าเกิดที่มุมยิงขึ้นท้องฟ้า แต่คู่สถานีเราอยู่บนพื้นดินในแนวระนาบก็คงไม่เป็นประโยชน์

3. Eff = 100  การสูญเสียกำลังไฟฟ้าเนื่องจากความต้านทานของโลหะที่ใช้ทำสายอากาศ Rohmic (หน่วยเป็น %)  โดยทั่วไป Eff มีค่าเกือบ 100% อยู่แล้ว เพราะ Rrad มีค่าสูงกว่า Rohmic มาก ทำให้สัดส่วนการเสียกำลังใน Rohmic ต่ำมากเมื่อเทียบกับกำลังที่ถูกส่งออกไปผ่าน Rrad

4. เฟสจากแต่ละ element ต้องเสริมกัน ซึ่งเป็นผลจากเฟสที่ป้อนให้แต่ละ element และ การจัดระยะระหว่าง element  เมื่อมีองค์ประกอบที่พอดีสองอย่างนี้พร้อมกัน จะทำให้ได้ AF ในบางทิศทางที่ดี

5. ระบบสายอากาศที่มีเกนในบางทิศทางดี จะต้องมีบางมุมที่ส่ง/รับได้แย่ลง เสมอ (ต้องมีเฟสที่หักล้างกันในบางมุม) จึงจะมีบางทิศทางทีทำให้มีกำลังมากว่าได้ (ไม่มีอะไรได้ฟรี)

6. ดังนั้นการดูว่ามี element ที่เสริมเฟสกันนั้นไม่พอ การเอาสายอากาศหลายๆ element มาออกอากาศที่จุดเดียวกัน (หรือเกือบจะเป็นจุดเดียวกัน คือห่างกัน ×λ  เมื่อ ×  0) ด้วยเฟสเดียวกัน ไม่ทำให้ gain สูงขึ้น ทั้งๆ ที่เฟสมันเสริมกัน (แต่จริงๆ แล้วมันแบ่งกำลังกันไป) ก็เพราะไม่มีระยะระหว่าง element ทีทำให้เกิดการหักล้างกันในบางทิศทาง  การเอาสายอากาศหลายๆ element มาออกอากาศที่จุดเดียวกัน จะทำให้ AF(θ,φ) =1 เสมอในทุกทิศทาง) สายอากาศที่มีเกน (มากไปกว่า element เดียวของมัน) จึงต้องการระยะหรือพื้นที่ และมักมีขนาดใหญ่เสมอ

ค่อนข้างเป็นเรื่องสับสน และซับซ้อน กับเพื่อนๆ นักวิทยุจำนวนมากเสมอมา เมื่อเราพูดถึงเรื่องเกน (ก็วุ่นวายพออยู่แล้ว ไหนจะ dBi dBd และ dB เฉยๆ ที่ชอบเขียนข้างถุงข้างซองสายอากาศ ซึ่งถ้าเป็น dB เฉยๆ นั้นจะไม่มีความหมายเลยเพราะไม่รู้ว่าเทียบกับอะไร) คราวนี้เราได้รู้กันแล้วว่า "การทำให้ให้สายอากาศมีเกน" ทำอย่างไร ในคราวต่อไป ถ้ามีเวลา จะมาเล่าต่อว่า ทำอย่างไรให้สายอากาศมีเกนสูงๆ (คราวนี้ สูงด้วย) แล้วพบกันใหม่นะครับ

73 de HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)