วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2562

Cake-box Hotspot


การเป็นนักวิทยุสมัครเล่นนั้น นอกจากเราจะได้ศึกษาหาความรู้พัฒนาตัวเองเกี่ยวกับ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ทางการสื่อสาร การพูดคุยปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ การประดิษฐ์ต่างๆ บางทีเรายังมีโอกาสได้ทำของน่ารักๆจุกจิกเอาไว้ใช้เองอีกด้วย

ที่หยิบยกมาให้ดูกันในคราวนี้ก็เป็นอุปกรณ์ ที่ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อสัญญาณจากเครื่องรับส่งวิทยุออกไปยังอินเตอร์เน็ท  ของวิทยุระบบดิจิตอล DSTAR ที่ประดิษฐ์โดยคุณเจณณ์ ปานกลาง (E22UOJ) ที่เห็นกล่องขนมเค้กเล็กๆ เหลืออยู่ที่บ้าน ใหญ่พอจะใส่ทั้งวงจรและจอลงไปได้ ก็เอามาใส่ไว้

มีอะไรในกล่องเค้ก


วงจรในกล่องเป็น hotspot สำหรับวิทยุดิจิตอลระบบ DSTAR ทำงานบนคอมพิวเตอร์จิ๋ว Pi Zero และบอร์ดเครื่องวิทยุแบบ MMDVM ติดตั้งจอ Nextion ทำให้ทราบรายละเอียดของการติดต่อมากขึ้น

การระบายความร้อน



เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะคุณเจณณ์ จัดการติดตั้งพัดลมระบายอากาศขนาดเล็กเอาไว้ ทำงานกันได้ทั้งวัน ไม่ขาดตอนแน่นอน
ปกติคุณเจณณ์จะใช้งาน hotspot กล่องขนมเค้กนี้ที่ออฟฟิศ ใช้อแดปเตอร์โทรศัพท์ขนาดที่จ่ายไฟฟ้าได้ 1.5แอมป์ก็ทำงารได้เสถียร  (เคยหาซื้อแบบ 2.5แอมป์มาแต่คุณภาพคงไม่ดีนัก จึงไม่เสถียร เครื่องดับเองได้)

เพื่อนที่มีสิ่งประดิษฐ์ ก็ลองเอาจับใส่กล่องสวยๆ น่ารักๆ แล้วส่งภาพมาอวดกันบ้างก็ได้นะครับ
73 de
เจณณ์ ปานกลาง (E22UOJ)
เรียบเรียงโดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

กิจกรรมและประชุมประจำเดือน เมษายน 2562


กิจกรรม และประชุมประจำเดือน เมษายน 2562 ของชมรม The DXER (Thailand) (สัญญาณเรียกขาน E20AE) จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 20 เมษายน2562 ที่บ้านของคุณนพดล เต็มกมลรัตน์ (HS1ZHY) ซ.คลองหลวง 10  ถ.พหลโยธิน อ.รังสิต จ.ปทุมธานี เหมือนเช่นเคย

กิจกรรม
เริ่มเวลา 08:00 โดยประมาณ
- Digital Workshop วันนี้เพื่อนๆ มาทำกันต่อ ทั้งสำหรับ DSTAR และ DMR ส่วนมากเป็นการ Configuration หรือปรับแต่งให้ทำงานได้ดีกับระบบของแต่ละคน
- กิจกรรม สร้าง ซ่อม ดัดแปลง สายอากาศ ยังคงเข้มข้น อาตุ้ม พลายณรงค์  (HS1DNG) ยังมีสายอากาศแปลกๆ มาให้เพื่อนได้เล่นกัน
- Portatble Station HF/VHF นั่งเล่นกันกลางสนาม คุณเจตพล (E22MAL) นำสายอากาศแบบ End-fed มาทดสอบกัน

เพื่อนมากันแต่เช้า หลายท่าน
มาถึงก็จับกลุ่มทำกิจกรรมกันเลย
 

นี่เขาทำ hotspot กันอยู่
จับมาปรับแต่ง กลัวจะไม่แรง

 
มีทั้งจอ มีทั้งแบตเตอรี่ สรุปคือ
hotspot ตัวนี้ไปไหนก็ได้
 
 

คุณตี๋ สิปปภาส นิพนธ์กิจ (E24MTA)
เอาเครื่องรับแบบ SDR มาทดสอบ
 
เครื่องมือทดสอบง่ายๆ ที่ทำกันเอง
ก็ใช้งานได้ดี สามารถบอกอะไรได้มาก
 




เพือนๆ ที่ทำสายอากาศก็ทำเล่นกันไป
ตั้งแต่เช้าจนมืด โชคดีที่วันนี้ร้อนมาก
ยุงทั้งหลายเลยไม่รบกวนมากนัก
 
อ้าว เป็นไงมาไงล่ะ พัดลมไม่หมุน
ไม่พูดมาก เจ็บคอ "รื้อ" เลยจ้า
ปรากฎว่าพัดลมดี แต่ไฟไม่มา
ทางทางแก้ไขกันไป
 
 
 
กลุ่มนี้เขามาตั้งโต๊ะกันกลางสนาม
ตั้งไป ยกโต๊ะหลบแดดกันไป
ออกอากาศย่าน HF ด้วยรหัสมอร์ส
คุยไปได้หลายประเทศเหมือนกันนะ
ใช้สัญญาณเรียกขาน ตามด้วย /P
เพื่อบอกว่า สัญญาณอ่อนๆ นี้เป็น
สถานี portable นะ ช่วยรับหน่อยนะ
 
การประชุมชมรม
ในเดือนนี้เนื่องจากกิจกรรมยุติลงเร็ว เพื่อนๆ ติดธุรกิจส่วนตัวกันหลายท่าน จึงยกวาระการประชุมไปในเดือนถัดไป
 
แล้วพบกันใหม่ในกิจกรรมและประชุมประจำเดือน พฤษภาคม 2562 นะครับ
73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุถณณะภาต)
 


วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

VSWR ของสายอากาศต้องเป็น 1.0:1 ถึงจะดี จริงหรือ



เรื่องนี้มาจากคำถามเล่นๆ ของเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นด้วยกัน ว่า ค่า VSWR ต้องเป็นเท่าไรจึงดีที่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับสายอากาศนั้น ที่จริง คำถามง่าย แต่ตอบยากนะครับ เพราะก่อนจะตอบได้ ต้องมาดูพื้นฐานทางวิศวกรรม ในนิยามของคำว่า “ประสิทธิภาพ” ก่อน

(1) ประสิทธิภาพ

ในทางวิศวกรรมทั่วไป หมายถึง “ความสามารถในการแปลงรูปพลังงาน”  อุปกรณ์ที่มีการสูญเสียน้อยจะมีความสามารถในการแปลงรูปพลังงานสูง อุปกรณ์ที่มีการสูญเสียน้อยจะมีความสามารถในการแปลงรูปพลังงานสูง  ถ้าไม่มีการสูญเสียเลยก็คือประสิทธิภาพ 100%

ถ้าเป็นสายอากาศก็คือพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าโดยไม่มีพลังงานรูปอื่นออกมาด้วย (มักคือ ความร้อน) นั่นเอง สายอากาศที่มี ประสิทธิภาพดี ในแง่นี้ ก็คงต้องมีอุปกรณ์ประกอบที่สูญเสียต่ำ ตัวนำที่ดี  ประกอบ ไข ยึด แน่นหนา กระแสไฟฟ้าไหลได้ดี   อุปกรณ์ประกอบอื่นเช่น บาลัน มีการสูญเสียต่ำ เป็นต้น

(2) ประสิทธิภาพในการใช้งาน

เป็นคนละเรื่องกันกับ ประสิทธิภาพเชิงการแปลงพลังงาน  เปรียบเหมือน Directivity (ไดเร็คติวิตี้ , การมีทิศทาง) กับ Gain (เกน, อัตราขยาย - ที่จริงผมไม่ชอบคำนี้เลย มันสั้นไปและสร้างความเข้าใจผิดได้มาก) ของสายอากาศ  ที่ สายอากาศที่ Directivity ดี (มีความสามารถในการรับ/ส่ง “ในบางทิศทาง” โดยไม่สนใจว่าทิศใด) มากกว่าความสามารถ “เฉลี่ย” ในทิศทางอื่นๆ  อาจจะมี Gain ต่ำ เนื่องจากประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานต่ำ ก็ได้

เพราะ Gain = Directivity × ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงาน

วิดิโอ 1 ไดเร็คติวิตี้ และ เกน ของสายอากาศ
คืออะไร สัมพันธ์กันอย่างไร และเกี่ยวกับการ
ใช้งานสายอากาศนั้นอย่างไร


ดังนั้น คำว่าประสิทธิภาพในการใช้งาน คงต้องดูว่า Directivity ที่ดีนั้น ไปในทิศทางที่เราต้องการหรือไม่ และ/หรือ เป็นไปตามการออกแบบหรือไม่

การออกแบบที่ว่านั้น บางครั้ง (หรือ มักจะ) ก็เน้นที่ทิศทางเป็นหลัก โดยคิดเรื่องอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อน (feed point impedance) เป็นเรื่องรอง คือมาแมทช์กันเอาทีหลัง เช่น สายอากาศแบบ Rhombic (รอมบิค) มีทิศทางดี เกนสูง แต่ อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนห่างไกลจาก 50 ไปมาก ก็ใช้วงจรไฟฟ้ามาแมทช์กันทีหลัง

ภาพที่ 1 สายอากาศแบบรอมบิค (Rhombic)
ที่มีขนาดใหญ่โตมากสำหรับย่าานความถี่ HF
มีมุมการกระจายคลื่นต่ำ เกนสูง แต่มีอิมพิแดนซ์
ที่จุดป้อนสูงมาก ต้องแมทช์เสียก่อนการใช้งาน


บางทีก็พิจารณาทั้งประสิทธิภาพในการใช้งานและอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนไปด้วยกัน เช่น สายอากาศไดโพล ไม่ต้องแมทช์อะไรก็พอใช้ได้   บางทีออกแบบเพื่อความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่น G5RV ในบางความถี่ก็มีทิศทางการแพร่กระจายคลื่นซับซ้อนประหลาดพิสดาร อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนก็แย่ (ไกลจาก 50 มาก และยังเปลี่ยนแปลงไปมาในช่วงกว้าง) ก็แมทช์กันอุตลุต แต่ก็ใช้ได้หลายช่วงความถี่ เป็นต้น

นั่นคือก็แล้วแต่ความต้องการ บวกกับความสะดวกของผู้ใช้ด้วย

ภาพที่ 2 สายอากาศแบบ G5RV
ที่พอจะทำงานได้ในหลายย่านาความถี่
แต่ก็ต้องแมทช์อิมพิแดนซ์ด้วยจูนเนอร์


หมายเหตุ
นักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นอาจจะไม่เห็นความสำคัญของความสามารถของสายอากาศที่ใช้งานได้ในหลายช่วงความถี่  แต่สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางขึ้นไปแล้วความสามารถนี้ค่อนข้างสำคัญ เนื่องจากมีช่วงความถี่ 5-10 ช่วงให้เราใช้งาน  การจะมีสายอากาศ 5-10 ต้นด้วยเป็นเรื่องที่ทำไม่ง่ายนักในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะเมื่อสายอากาศแต่ละต้นในย่านความถี่ HF มักมีขนาดใหญ่มาก

อยากทำให้สายอากาศมีอิพิแดนซ์ 50

หลายครั้งเรามีสายอากาศที่อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนไม่เป็น 50 บางคนก็พยายาม ไป ตัด ดัด งัด แงะ แคะ ง้าง ทำให้สายอากาศมีรูปร่าง ขนาด ผิดไปจากแบบที่ออกแบบไว้ เพื่อหวังให้อิมพีแดนซ์ที่จุดป้อน เข้าใกล้ 50 เพื่อให้ VSWR ต่ำเท่าที่ใจอยากได้ อาจจะทำให้สายอากาศนั้นทำงานผิดไปจากที่ออกแบบ   ที่เกิดขึ้นชัดเจนคือมีแพทเทิร์นผิดไปนะครับ

ภาพที่ 3 การทำให้อิมพิแดนซ์ของสายอากาศ
เป็น 50 แบบผิดวิธี แบบนี้ VSWR เป็น
1.0:1 ก็จริง แต่คงใช้งานไม่ได้เรื่องราวนัก
 

เราอาจจยกตัวอย่างกรณีสุดโต่ง เช่น ถ้าสายอากาศต้นหนึ่งมีอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนเป็น 25 นั่นคือค่า VSWR 2:1  แล้วมีใครบางคนอยากได้ค่า VSWR เป็น 1:1 มาก จึงเอา ตัวความต้านทาน 25 ไปต่ออนุกรมที่จุดป้อน  ก็ได้อิมพิแดนซ์รวมเป็น 50 ซึ่งก็ได้ค่า VSWR เป็น 1:1 จริงๆ นั่นล่ะ แต่... ตัวความต้านทานนั้นก็จะแปลงกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านตัวมันกลายเป็นความร้อน  ประสิทธิภาพรวมเชิงพลังงานก็แย่ลง

อยากให้ VSWR เป็น 1.0:1 ทำอย่างไร

วิธีที่ถูกต้องคือ สร้างสายอากาศด้วยตัวนำไฟฟ้าที่มีคุณภาพดี ประกอบอย่างแน่นหนาตามแบบของสายอากาศนั้นที่ได้รับการออกแบบมา (ทั้งขนาดและรูปร่าง) จากนั้นจึงใช้วงจรไฟฟ้าช่วยในการปรับอิมพีแดนซ์ที่จุดป้อนสัญญาณ วงจรไฟฟ้าที่นำมาช่วยนี้ รวมทั้งการเอาสายอากาศมาต่อกันแบบขนาน อนุกรม การเพิ่มตัวเก็บประจุเข้าไป (เช่นที่อยู่ใน Gamma Matching) การเพิ่มตัวเหนี่ยมนำ (ที่เห็นอยู่ตามโคนสายอากาศติดรถยนต์ต่างๆ) การใช้ส่วนสั้นของสายนำสัญญาณ (เรียกว่า Stub) มาช่วยปรับอิมพิแดนซ์ ทั้งหมดเลยนะครับ

สรุป

1)  VSWR ของสายอากาศต้องเป็น 1.0:1 ถึงจะดี นั้นมีส่วนจริง (ถ้าเลือกได้) แต่ค่า 1.0:1 กับ 1.5:1 นั้น ในความเป็นจริงอาจจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำไปว่าต่างกัน หรือยิ่งไปกว่านั้นคือ อาจจะบอกไม่ได้เลยว่าต้นไหนใช้งานตามวัตถุประสงค์ของเราได้ดีกว่ากัน
2) แต่ การที่ VSWR ต่ำนั้น จะต้องไม่ใช่ด้วยการเปลี่ยนแปลงขนาดและหรือรูปร่างของสายอากาศที่ได้รับการออกแบบมาจนกระทั่งมีการแพร่กระจายคลื่นที่ผิดไป
3) VSWR ขนาด 1.7:1 หรือ 2:1 ก็ยังใชังานได้สบายในกำลังส่งระดับสมัครเล่น และไม่เป็นอันตรายกับเครื่องส่ง (ไม่เหมือน เปิดวงจร หรือ ลัดวงจรที่ขั้วเครื่องส่งวิทยุ เพราะนั่นคือ VSWR เป็น ∞:1)
4) ค่า VSWR ที่ต่ำ กับ ความสามารถในการ รับ/ส่ง ที่ดีของสายอากาศนั้น อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวข้องกันเลยก็ได้

แล้วพบกันใหม่ ในเรื่องต่อไปนะครับ สำหรับวันนี้ ต้องกล่าวคำว่า
73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)
ก่อนล่ะครับ

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2562

ดัดแปลง MMDVM Jumbo Board ให้ทำงานในย่านความถี่ VHF



ปัจจุบันระบบการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญมากหนึ่งในชีวิตของคนปัจจุบัน ทั้งระบบแบบเสียง เช่น โทรศัพท์มือถือผ่านโครงข่าย 3G และ 4G ที่สามารถทำให้เราติดต่อกันได้ทุกจุดทุกที่ที่มีโครงข่าย 3G/4G และไม่เพียงแค่นั้น ระบบ Internet ก็ทำให้เราสื่อสารกันได้ทั้งเสียง ภาพ และข้อความ ซึ่งยังสามารถใช้งานได้บนโครงข่ายดังกล่าวเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นแล้ว ความสามารถแค่นั้นคงไม่พอ นักวิทยุสมัครเล่นเป็นผู้ที่มีความเป็นนักประดิษฐ์และทดลองอยู่ในจิตสำนึกอยู่แล้ว การที่ไปใช้โครงข่ายโทรศัพท์ 3G/4G และโครงข่าย Internet ทั่วโลกเพียงลำพังนั้นดูเหมือนยังไม่เพียงพอสำหรับนักวิทยุสมัครเล่น จึงมีแนวความคิดว่าจะทำอย่างไรที่เราจะใช้งาน โครงข่ายดังกล่าวให้เกิดความคุ้มค่าขึ้นอีกโดยนำมาผูกให้เป็นโครงข่ายสื่อสารร่วมกับระบบคลื่นวิทยุของนักวิทยุสมัครเล่นที่ใช้ย่านความถี่ VHF และ UHF ได้ จึงได้ก่อเกิดโครงการสำคัญหลายโครงการและหลายเทคโนโลยีขึ้น ซึ่งเมื่อเราผนวกข่ายสื่อสารเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นโครงข่ายวิทยุสื่อสารแบบดิจิตอล

การใช้งานโดยพื้นฐานก็อยากให้มองง่ายๆ คือการที่เราเอาระบบวิทยุสื่อสารแบบปกติหรือแบบดิจิตอล นำไปใช้งานวิ่งอยู่บนโครงข่าย Internet นั่นเอง จึงทำให้เราไม่มีขอบเขตในการติดต่อสื่อสารอีกต่อไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลกที่มีโครงข่าย Internet ถึงเราก็สามารถใช้วิทยุสื่อสารติดต่อกันได้ โดยเราจะใช้วิทยุสื่อสารแบบดิจิตอลของเรา คุยไปสู่โลกภายนอกผ่าน รีพีทเตอร์/เกทเวย์ สาธารณะ หรือ Hotspot ส่วนตัวก็ได้ (อ่านเรื่อง มารู้จักวิทยุสื่อสารระบบ DSTAR กันเถอะ)

หน้าตาของ Software Pi-Star
 
Hotspot สำหรับวิทยุ
ระบบดิจิตอล
 
Hotspot คืออะไรและประกอบด้วยอะไรบ้าง
 
ในการใช้งานระบบวิทยุดิจิตอล เพื่อจะเชื่อมโยงเข้าสู่อินเตอร์เน็ทมีหลายวิธี วิธีแรกคือใช้ระบบ Repeater/Gateway สาธารณะ แต่อาจจะไม่สะดวกเพราะเราอาจจะอยู่ไกลจาก รีพีทเตอร์/เกทเวย์ นั้น (รีพีทเตอร์ คือระบบทวนสัญญาณ ที่สามารถรับข้อมูลดิจิตอลจากวิทยุของเรา แล้วทวนออกมาก็ได้ และ/หรือ แปลงออกอินเตอร์เน็ทผ่านไปทาง เกทเวย์ ของมันก็ได้ โดยอะไรที่แปลงจากระบบหนึ่งไปอีกระบบหนึ่ง เราจะเรียกว่า เกทเวย์) วิธีสะดวกกว่าคือ เรามี รีพีทเตอร์/เกทเวย์ เล็กๆ ส่วนตัว แล้วต่อออกอินเตอร์เน็ทผ่านอินเตอร์เน็ทของบ้านเรา หรือ โทรศัพท์มือถือ ก็ได้ ไปไหนมาไหนเหมือนกับมี  รีพีทเตอร์/เกทเวย์  ติดตัวไปด้วย เอาไปต่อกับเซิรฟเวอร์ที่เรียกว่า Reflector ของต่างประเทศก็ได้ ไม่รบกวน รีพีทเตอร์/เกทเวย์ ของสาธารณะ
 
ทีนี้ รีพีทเตอร์/เกทเวย์ เล็กๆ ส่วนตัว นี้เองที่เราเรียกรวมๆ ว่า Hotspot จะประกอบไปด้วย
  • วงจร รับ/ส่ง วิทยุเล็กๆ กำลังส่งต่ำมากๆ เรียกว่ MMDVM board
  • คอมพิวเตอร์เล็กๆ ที่มักใช้ Rasberry Pi รุ่นต่างๆ ที่ควบคุมบอร์ด MMDVM ด้วย และติดต่ออินเตอร์เน็ทด้วย
  • ซอฟท์แวร์ ที่ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์เล็กๆ ที่ว่า เรียกรวมๆ ว่า Pi-Star ซึ่งจริงๆ แล้วเป็น Image File ที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ แต่ก็ยังสามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้อีกภายหลังจากลงโปรแกรมไปแล้ว ด้วย
 
ว่ากันต่อ
 
หลังจากทำความเข้าใจและวัตถุประสงค์กันไปพอสมควร ผมอยากจะแนะนำเข้าเรื่องที่เราอยากจะทราบกันก็คือระบบ Pistar (www.pistar.uk) ซึ่งถูกพัฒนาโดยนักวิทยุสมัครเล่นประเทศอังกฤษซึ่งมีแนวความคิดแบบเดียวกันกับที่ผมกล่าวไปข้างต้นจึงได้คิดค้นและออกแบบโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายวิทยุสื่อสารแบบดิจิตอลในระบบต่างๆ ที่มีในปัจจุบันเช่น D-Star, DMR, Fusion, P25 และ DXDN ซึ่งผมไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดของแต่ละระบบว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เอาเป็นว่ามันเป็นเทคโนโลยีของแต่ละผู้ผลิตเครื่องวิทยุสื่อสารชั้นนำ เช่น Icom, Motorola, Yaesu   ผมเชื่อว่าจนถึงปัจจุบันนี้นักวิทยุสมัครเล่นส่วนใหญ่คงไม่มีใครไม่รู้จักระบบ Pistar Hotspot แน่นอน แถมอาจจมีหลายท่านทำกันเล่นเยอะแยะกันไปหมดแล้ว บางคนมีอยู่ในความครอบครองหลายตัวเอาไว้ใช้หลายๆ สถานที่เพื่อความสะดวกต่อการใช้งาน เหมือนมีโครงข่ายเชื่อมโยงหรือ repeater และ Gateway เป็นของตัวเอง ในบทความนี้ผมจะไม่มาเล่าถึงวิธีการสร้างนะครับ ซึ่งเข้าใจว่าหลายๆท่านน่าจะทำกันเป็นแล้วไม่ยากและมีผู้เผยแพร่ให้ความรู้เยอะแยะมากมายใน Internet แต่ผมจะข้ามขั้นมาเล่าถึงการ Modify MMDVM Board เลย
 
ลักษณะของ Hotspot ส่วนตัว
ประกอบไปด้วยแผงวงจรสองแผง
ด้านล่างเป็นคอมพิวเตอร์เล็กๆ ที่
เรียกว่า Rasberry Pi ส่วนบอร์ด
ด้านบนเป็นวงจร รับ/ส่ง วิทยุ เรา
เรียกว่า MMDVM board
ซึ่งอาจจะมีจากหลายผู้ผลิต

 


MMDVM board

MMDVM board นั้นมีผู้ผลิตหลายรายมากในปัจจุบัน แต่ที่ผมจะเน้นก็คือของผู้ผลิตชื่อ JumboSPOT MMDVM board ซึ่งเป็นผู้ผลิตจากจีน แต่จริงๆ แล้วผู้ผลิตส่วนใหญ่มากกว่า 90% ก็เป็นจีนกันหมดแล้ว เนื่องจากหาง่ายและราคาถูกมากอย่างเช่นใน Lazada หรือ Aliexpress ผู้เขียนหาซื้อมาใช้งานในราคาไม่เกิน 900 บาท และถ้ารวมกล่องและจอด้วยก็ไม่เกิน 1500 บาท ซึ่งยังไม่นับรวม Raspberry Pi Board นะครับ  อีกประเด็นคือ JumboSPOT เป็น board ที่พัฒนามาแบบพื้นๆตามหลักการออกแบบของผู้ผลิต Chipset หลักบนบอร์ด ในส่วนของระบบสื่อสารภาควิทยุ คือ ADF7021 จากบริษัท ANALOG DEVICES แต่ประเด็นสำคัญก็คือ JumboSPOT นั้นเป็น บอร์ดที่ผลิตมาจากจีนส่งขายในและต่างประเทศเป็นหลักซึ่งใช้ความถี่ย่าน UHF ได้ ผิดจากประเทศไทยที่ยังไม่มีนโยบายให้ส่งย่าน UHF ได้แต่รับได้ ดังนั้นปัญหานี้นี่เองที่ผมจะมาเล่าให้ฟังถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ Board MMDVM JumboSPOT สามารถใช้งานย่าน VHF ได้แบบเต็มประสิทธิภาพและมีสัญญาณรบกวนออกมาให้น้อยที่สุดหรือไม่มีเลย ทำให้นักวิทยุสมัครเล่นไทยสามารถใช้งาน Pistar Hotspot ได้อย่างถูกต้องกับ Band Plan การใช้ความถี่ของไทยที่เป็นย่าน VHF เป็นหลัก


หน้าตาของ MMDVM Board
จาก JumboSPOT


วงจรพื้นฐานของ JumboSPOT

เรามาเริ่มต้นทำความรู้จักกับวงจรและบอร์ดหน้าตาของ Board JumboSPOT กันก่อนนะครับ ในวงจรหรือ diagram ของ MMDVM Board นี้เป็นวงจรพื้นฐานที่เผยแพร่อยู่ใน Internet โดยท่าน Aleksander, S56SL ตามรูปด้านล่างนี้




Modify Board กัน

ผมอยากให้สังเกตตรงวงจรของ ADF7021 และตรงตารางมุมซ้ายล่างของรูป ซึ่งระบุถึงอุปกรณ์ที่เราจะต้องเปลี่ยนให้เหมาะกับย่านความถี่ที่เราใช้งานซึ่งก็คือย่าน VHF ที่เราใช้งาน (เพราะตอนซื้อมา มันเหมาะกับความถี่ย่าน UHF) ในวงจรส่วนที่เราจะทำการเปลี่ยนนั้นหลักๆ มีอยู่ 3 ส่วนคือ T-Stage LC filter, LC-Matching และ Ext VCO
เริ่มต้นจาก T-Stage LC filter นั้นจะประกอบไปด้วย L4,L5, C16 และในส่วนของ LC-Matching คือ C19, L6, C20, L7, C21 และส่วนสุดท้ายซึ่งเป็นตัวสำคัญที่สุด ซึ่งหากไม่ใส่หรือไม่เปลี่ยนค่ามันแล้ว Power output ที่ออกจะน้อยมากหรือไม่ออกเลยคือค่า L3 บางท่านอาจจะสงสัยวงจรกับรูปของ board MMDVM JumboSPOT ถ้าเป็นคนที่มีความรู้ด้านอิเลคทรอนิคส์บ้าง คงจะงงหน่อยเพราะ หมายเลขอุปกรณ์นั่นมันไม่ตรงกัน อันนี้ต้องใช้ประสบการณ์ด้านอิเลคทรอนิคส์มากขึ้นอีกหน่อยในการไล่วงจรเพื่อทำการเทียบหมายเลขของอุปกรณ์ที่ต่างกัน แต่ไม่ต้องห่วงผมดำเนินการทำตรงนั้นให้เรียบร้อยแล้ว และทำการกำหนดค่าอุปกรณ์ไว้ให้เลยดังรูปด้านล่างนี้ ทำให้ง่ายและเปลี่ยนอุปกรณ์ตามได้เลยครับ


ลูกศรชี้ แสดงบริเวณตัวอุปกรณ์ที่ต้องเปลี่ยน
(เอาของเดิมออก เอาของใหม่ที่ถูกต้องใส่ลงไป)


อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่ยากสำหรับท่านที่เป็น สว หรือ สูงวัย ที่มีปัญหาเรื่องสายตาอาจจะทำให้ ไม่สามารถเปลี่ยนอุปกรณ์ได้เอง ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น ก็อาจจะให้ช่างที่ซ่อมโทรศัพท์มือถือทำการเปลี่ยนให้ ย้ำนะครับ ช่างโทรศัพท์มือถือ อย่าไปใช้ช่างซ่อม TV หรือเครื่องซักผ้า ประเดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน เพราะว่าขนาดของอุปกรณ์ของโทรศัพท์มือถือนั้นมีขนาดที่เล็กมากและใกล้เคียงกันกับขนาดของอุปกรณ์บนบอร์ด MMDVM หรือใครมีเพื่อนที่เป็นช่างอิเลคทรอนิคส์ก็ลองขอให้เขาช่วยก็ได้  ตัวเลือกข้อหลังนี้ดีที่สุด เพราะฟรี แต่อาจจะโดนเพื่อนด่านิดหน่อยเพราะมีอะไรก็ไปใช้เขา ก็จะ เลี้ยงเหล้า เลี้ยงกาแฟ เลี้ยงข้าวหน่อยก็ดี ดังนั้นถ้าไม่ติดปัญหาในเรื่องหาคนเปลี่ยนก็จัดได้เลยครับ

เตรียมของ

ก่อนดำเนินการก็คงต้องจัดหาและซื้ออุปกรณ์ก่อนนะครับ ซึ่งแหล่งที่จะจัดหาผมไม่แน่ใจว่าบ้านหม้อเราจะมีครบมั้ยแต่ผมแนะนำให้ซื้อที่ ELEMENT14 หรือ Aliexpress นะครับ ซึ่งหาได้ครบทุกค่าแต่อาจจะต้องซื้อทีละ 100 ตัวเป็นอย่างน้อยเพราะจะคุ้มค่าส่งและเอามาแบ่งเพื่อนๆทำกันได้เป็นหลายสิบ board เลยที่เดียว รวมเบ็ดเสร็จต่อบอร์ดคำนวนเป็นค่าอุปกรณ์ต่อบอร์ดไม่เกิน 10 บาทครับ ผมขอสรุปอุปกรณ์ที่จะต้องซื้อให้ดังนี้นะครับ โดยอุปกรณ์ทั้งหมดต้องเป็นแบบ SMD  ขนาด 0402 เล็กมากจน สว. มองไม่เห็นเลย

ตารางค่าของอุปกรณ์ที่เหมาะสม
กับการทำงานในความพี่ย่าน VHF

1. L 18nF จำนวน 1 ตัว
2. L 68nH จำนวน 2 ตัว
3. L 47nH จำนวน 1 ตัว
4. L 82nH จำนวน 1 ตัว
5. C 22pF จำนวน 1 ตัว
6. C 33pF จำนวน 1 ตัว
7. C 15pF จำนวน 1 ตัว
8. C 22pF จำนวน 1 ตัว

ดูผลงาน

หลังจากที่ท่านได้ทำการเปลี่ยนแล้ว ถ้าใครมีเพื่อนที่มี Spectrum ก็สามารถให้เค้าช่วยลองวัดทดสอบประสิทธิภาพดู โดยหลักๆ อยากให้เราวัดทดสอบ 2 เรื่องง่ายๆ คือ เรื่องแรกเรื่อง Power output ซึ่งควรจะต้องได้อยู่ประมาณ +10dBm เป็นอย่างน้อยนั่นคือเราทำการเปลี่ยนอุปกรณ์ประสบความสำเร็จแล้ว ซึ่งผมมีตัวอย่างการวัดผ่าน Spectrum Analyzer ดังรูปด้านล่างนี้





ตรวจสอบการรบกวน

เรื่องที่ที่ไม่ควรมองข้ามคือเรื่อง ความถี่ Harmonic ที่ 2, 3, 4, 5 (spurious emission) ซึ่งถ้ามีขึ้นมาก็อาจจะไปสร้างการรบกวนต่อผู้ใช้ความถี่อื่นที่ความถี่ Harmonic จะไปตกลงพอดี ดังนั้นเรื่องนี้ก็ควรจะวัดเพื่อสังเกตว่าอุปกรณ์ของเรานั้นมีความถี่ Harmonic ออกมารบกวนคนอื่นหรือไม่ แต่เนื่องจากทางผู้ออกแบบวงจรได้มีการออกแบบภาค T-Stage LC Filter มาได้ค่อนข้างดีมากอยู่แล้ว ดังนั้นไม่พบความถี่ Harmonic ออกมาให้เห็นเลย หรือออกมาน้อยมากจนไม่สามารถสังเกตเห็นด้วยเครื่องมือวัด ดังรูปด้านล่าง




สุดท้ายนี้ผมขอให้ท่านได้ดำเนินการ Modify MMDVM JumboSPOT ของท่านด้วยความสำเร็จ และเล่น Hotspot กันอย่างสนุกสนาน เป็นไปตาม Band Plan ที่ กสทช. กำหนดด้วยนะครับ

 73 DE HS5BLO ชัยยุทธ ชาโญพงษ์)

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562

ใช้สายอากาศไม่ตรงความถี่ได้หรือไม่



สายอากาศเป็นอุปกรณ์สำคัญหนึ่งของระบบวิทยุสื่อสาร สายอากาศทำหน้าที่แปลงพลังงานไฟฟ้าจากเครื่องส่งวิทยุ (ที่อยู่ในรูปคลื่น ในสายนำสัญญาณ) ให้เป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

เรามักถูกบอกว่า สายอากาศจะทำงานได้ดีก็เมื่อมันถูกใช้งานถูกความถี่ แต่คำว่า “ใช้งานได้ดี” และ “ถูกความถี่” สองคำนี้เองที่น้อยคนนักจะเข้าใจอย่างแท้จริง  เราก็เลยมาแยกดูทีละส่วนๆ กันก่อน

ใช้งานได้ดี

อย่างที่บอกว่า สายอากาศมีหน้าที่แปลงหรือเปลี่ยนรูปพลังงานจากไฟฟ้าเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (เหมือนหลอดไฟ ที่พลังงานจากไฟฟ้าเป็นแสง ซึ่งก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง)  การแปลงแล้วใช้งานได้ดี ก็ประกอบไปด้วยคุณสมบัติสองอย่างคือ

(1) มีการสูญเสียต่ำ
นั่นคือ พลังงานไฟฟ้าถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามากที่สุด ไม่มีตกหล่น สิ่งนี้เราเรียกว่า “ประสิทธิภาพในการแปลงพลังงาน” ของสายอากาศนั่นเอง  (สายอากาศที่มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานต่ำโดยส่วนใหญ่แล้วก็จะมีการสูญเสียพลังงานไฟฟ้าบางส่วนไปเป็นความร้อนในโลหะที่ใช้ทำสายอากาศนั้น)

(2) มีทิศทางการแพร่กระจายคลื่นที่ตั้งใจ
เป็นที่ทราบกันดีว่าสายอากาศที่เราสามารถสร้างขึ้นได้จะมีทิศทางการแพร่กระจายคลื่นเสมอ นั่นคือพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ได้แพร่ออกจากสายอากาศในทุกทิศทางในสามมิติอย่างเท่ากัน (เพราะถ้าแพร่กระจายในทุกทางเท่ากันก็จะเป็นสายอากาศสมมติที่เรียกว่า ไอโซทรอปิค (Isotropic) ซึ่งไม่มีจริง และสร้างขึ้นจริงไม่ได้)  เมื่อเราสร้างสายอากาศที่มีสัดส่วน และ/หรือ ขนาดถูกต้อง เราจะสามารถคาดการณ์ทิศทางการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศนั้นได้ ดูภาพที่ 1


ภาพที่ 1 การแพร่กระจายคลื่นขอ
งสายอากาศแบบไดโพล ที่มี
ความยาว 1/2 ความยาวคลื่น

ถูกความถี่

นี่ล่ะครับที่เป็นเรื่องซับซ้อนขึ้น เพราะการ ถูกหรือไม่ถูกความถี่นั้นมีผลทำให้เกิดสิ่งที่ตามมาหลายอย่าง แต่ที่สำคัญคือ

(1) การกระจายคลื่นถูกต้อง

พื้นฐานของสายอากาศใดๆ คือควรยาวครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น (1/2λ) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้าสั้นหรือยาวกว่านั้นมันจะทำงานไม่ได้เลย แต่ความยาวครึ่งคลื่นเป็นธรรมชาติของมันที่ทำให้กระแสบนสายอากาศสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้มีประสิทธิภาพดี

ถ้าสายอากาศสั้นกว่าปกติ (ถูกใช้งานที่ความถี่ต่ำเกินไป) จะมีกระแสบนสายอากาศไม่ครบครึ่งลูกคลื่น ทำให้ทิศทางเสียไป (แทนที่ส่งพลังงานไปด้านข้างได้ดี ก็จะแบ่งพลังงานไปทิศ บน-ล่าง มากขึ้น) และถ้าสายอากาศยาวกว่าปกติ (ใช้ที่ความถี่สูงเกินไป)  จะทำให้เกิดการกระจายของกระแสบนสายอากาศเกินกว่าครึ่งลูกคลื่น ส่วนที่เกินจากครึ่งลูกคลื่นนี้จะกลับเฟสกัน (และออกอากาศด้วย) ทำให้รบกวนกันและกัน (ดูภาพที่ 2) และทำให้การแพร่กระจายคลื่นผิดไปจากเมื่อมันยาวเป็น 1/2 ความยาวคลื่นพอดี ดูภาพที่ 3 และ 4

ภาพที่ 2 เมื่อสายอากาศยาวเกินไป จะมีกระแส
บนสายอากาศเกินครึ่งลูกคลื่น และรบกวนกันเอง





ภาพที่ 3 การแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศ
ที่ยาวหรือสั้นกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวคลื่น
ยิ่งสายอากาศยาวเกินไป ก็มีการซ้อนกันของ
สนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากส่วนต่างๆ ของ
สายอากาศนั้น ทำให้แพทเทิร์นซับซ้อนขึ้น
และแพร่กระจายออกเป็น lobe มากขึ้น

ภาพที่ 4 การกระจายคลื่นในสามมิติของ
สายอากาศไดโพลขนาด 1.25 ความยาวคลื่น
ในภาพขวา-บนสุด ของภาพที่ 3 ด้านบน


(2) อิมพิแดนซ์ถูกต้อง

สายอากาศที่ความยาวต่างๆ กัน จะมีอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนต่างกัน เช่น  สายอากาศแบบไดโพล 1/2 ความยาวคลื่นที่ป้อนตรงกลาง จะมีอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนประมาณ 73 + j42 โอห์ม (ว่ากันจริงๆ มันก็ไม่ใช่ 73 โอห์มพอดีนะ เราต้องทำให้มันสั้นกว่า 1/2 ความยาวคลื่น เล็กน้อย ส่วน +j42 โอห์ม จึงหายไป) ถ้าสายอากาศแบบไดโพล มีความยาวสั้นกว่า 1/2 ความยาวคลื่น จะทำให้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนต่ำลง และมีความเป็น capacitive มากขึ้น (เช่น 10 - j50 โอห์ม)  สายอากาศที่ยาวประมาณ 1/2 ความยาวคลื่นแต่คราวนี้เราเปลี่ยนจุดต่อไฟฟ้า มาป้อนที่ด้านใดด้านหนึ่ง จะมีอิมพิแดนซ์สูงมาก (2-3 K Ohm) ดูภาพที่ 5 และดูข้อ (3) ด้านล่างต่อ

ภาพที่ 5 อิมพิแดนซ์ในการออกอากาศ (r)
อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อน (in) และ
การมีทิศทาง (D­­0) ของสายอากาศไดโพล
ที่ความยาวต่างๆ (เมื่อเทียบกับความยาวคลื่น)

หมายเหตุ
ในภาพที่ 5
ก) ในทฤษฎีสายอากาศ เมื่อเราพูดถึงคำว่า "การมีทิศทาง" (หรือ Directivity - D­­0) ของสายอากาศใดๆ จะหมายถึง การมีทิศทางที่ดีที่สุดของสาายอากาศนั้นในทิศทางใดๆ ซึ่งบางครั้งอาจจะ (แปลว่า ใช่หรือไม่ก็ได้) ไม่ได้มีทิศทางที่เราต้องการ ไปยังสถานีที่เราต้องการติดต่อด้วย ก็ได้
ข) เมื่อ r ต่ำกว่า in มากๆ อาจแสดงถึงความสูญเสีย (เป็นความร้อน) ในสายอากาศได้

(3) การแมทชิ่งที่ทำไว้ถูกต้อง

จะเห็นว่า บางครั้ง (ที่จริงคือ ส่วนใหญ่) เราไม่ได้ใช้สายอากาศแบบ ไดโพลที่ยาว 1/2 ความยาวคลื่นที่ป้อนสัญญาณเข้าตรงกลางหรอก แต่อาจจะเป็น แบบ 1/2 หรือ 5/8 ความยาวคลื่นป้อนปลายด้านล่าง (ก็พวกสายอากาศติดรถยนต์ทั้งหลาย ที่เราป้อนพลังงานไฟฟ้าเข้าที่ตรงกลางของมันได้ยาก ก็ต้องป้อนด้านล่างเอา  อิมพิแดนซ์ของตัวโลหะที่ทำสายอากาศเหล่านี้ (1/2 หรือ 5/8 ความยาวคลื่น ป้อนสัญญาณที่ปลาย) มีค่าผิดไปจาก 50 โอห์มมาก จึงต้องมีวงจรแมทชิ่ง (ตัวเหนี่ยวนำหรือคอล์ย, ตัวเก็บประจุ) ที่ปรับอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนให้ใกล้เคียง 50 โอห์มมากที่สุด  ซึ่ง (ตรงนี้สำคัญ) ค่าของตัวเหนี่ยวนำ ตัวเก็บประจุ จะถูกคำนวณตามความถี่ที่ใช้ (เพื่อให้แมทช์ลง 50 โอห์มที่ความถี่ที่ตั้งใจใช้งาน)  ดูภาพที่ 6

ภาพที่ 6 ตัวอย่างวงจรแมทชิ่งของสายอากาศ
ที่ยาวครึ่งความยาวคลื่น ที่ความถี่ 50MHz
จะเปลี่ยนอิมพิแดนซ์ (ที่สูงมาก) ให้ใกล้เคียง
50 โอห์ม ซึ่งจะทำงานได้ดีที่ความถี่ที่ออกแบบ
ไว้ (เพราะทั้ง L, C มีความต้านทานที่ความถี่
ต่างจากที่ออกแบบไว้ไม่เท่าเดิม

เกิดอะไรขึ้นถ้าใช้ผิดความถี่

จากทั้งหมดที่อธิบายด้านบน เมื่อเราใช้สายอากาศผิดความถี่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ

(1) ทิศทางการแพร่กระจายคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าผิดไปจากที่ได้ออกแบบไว้ เช่น มีทิศทางขึ้นฟ้ามากกว่าในแนวระนาบ หรือกระจัดกระจายแตกเป็นส่วนเล็กๆ ทำให้พลังงานไม่เข้มข้นในทิศทางที่ต้องการ  การผิดแผกของรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นไปจากที่ได้ออกแบบไว้นี้ “แทบแก้ไขไม่ได้” เพราะเป็นเรื่องทางกายภาพ คือความยาวของตัวนำที่ใช้ทำสายอากาศนั้นเมื่อเทียบกับความถี่

(2) อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนผิดไปจาก 50 โอห์ม อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องทางไฟฟ้า เราสามารถใส่วงจรแมทชิ่ง (หรืออุปกรณ์ปรับอิมพิแดนซ์ที่เรียกว่า antenna tuner ดูภาพที่ 7) เพื่อปรับอิมพิแดนซ์ให้เป็น 50 โอห์มได้ ซึ่งจะป้องกันการเสียหายของเครื่องส่งวิทยุ (ถ้าจะมี) ได้

ภาพที่ 7 เครื่องปรับอิมพิแดนซ์ของสายอากาศ
(antenna tuner) สำหรับย่านความถี่
VHF และ UHF


สรุป

ถ้าถามว่าเราสามารถใช้สายอากาศผิดความถี่ได้ไหม คำตอบคือ "ได้" แต่ต้องรู้ว่าแพทเทิร์นการแพร่กระจายคลื่นจะผิดไปจากปกติที่ได้ออกแบบไว้ และอิมพิแดนซ์จะผิดจาก 50 โอห์มไป ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ใช้กำลังส่งต่ำลง เพราะอย่างไรก็ตาม การมีสายอากาศที่ติดต่อได้เมื่อยามจำเป็น ก็ดีกว่ามีสายอากาศในมือแล้วไม่กล้าใช้ (ทั้งที่ พอใช้ได้) จริงไหมล่ะครับ

เพื่อนๆ คงหายสงสัยหรือได้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ถูกต้องแล้วนะครับว่าถ้าเราใช้สายอากาศผิดไปจากความถี่ที่ได้ออกแบบไว้จะเกิดอะไรขึ้น โดยส่วนใหญ่ถ้าไม่ได้ผิดความถี่ขนาดสองหรือสามเท่าก็คงจะไม่เลวร้ายมากนัก แต่ถ้าสามารถใช้สายอากาศที่ถูกตามความถี่ที่ออกแบบไว้ได้ก็เป็นสิ่งที่ดีครับ

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562

เรื่องเล่าจากเพื่อนชาวอังกฤษ


วงการวิทยุสมัครเล่น ก็เหมือนกับวงการเทคโนโลยีต่างๆ ที่มีการพัฒนาขึ้นไปทุกวัน เมื่อก่อนเรายังไม่มีอินเตอร์เน็ทใช้งาน วงการวิทยุก็ใช้การติดต่อสื่อสารกันโดยตรง อาจจะมีการเชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์พื้นฐานบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย แต่เมื่อถึงยุคของอินเตอร์เน็ท นักวิทยุก็พยายามนำสัญญาณวิทยุมาต่อเชื่อม (เรียกว่าการ "เชื่อมโยงผ่านโครงข่ายอื่น" สถานีที่ทำหน้าที่เชื่อมสัญญาณไปยังโครงข่ายอื่น หรือเรียกว่า Gateway จะต้องขออนุญาตจาก กสทช. เป็นพิเศษ) กับอินเตอร์เน็ท กลายเป็นระบบต่างๆ เช่น เอคโค่ลิ้งค์ (Echo Link หรือ E-Link) หรือที่เพิ่งมีหมาดๆ ในวงการวิทยุสมัครเล่นไทยก็คือ ระบบ DSTAR (Digital Smart Technology for Amateur Radio) นั่นเอง

แน่นอนว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ใช้ระบบ DSTAR (เป็นลิขสิทธิการเข้ารหัสของ ICOM) เพราะในต่างประเทศเขาใช้งานมาแล้วนับสิบปี เมื่อเรามีโอกาสได้ใช้งาน เราก็สามารถติดต่อกับเพื่อนต่างประเทศมากขึ้น หรือในทางกลับกัน เพื่อนต่างประเทศก็อาจจะเข้ามาติดต่อกับเราได้ง่ายขึ้น โดยการต่อเข้ามาที่ Reflector ที่ Repeater หรือ Hotspot ของเราต่อเชื่อมอยู่ แล้วคุยด้วยเครื่องวิทยุและสายอากาศเล็กๆ ก็สามารถติดต่อกันได้ชัดเจน (เพราะมีอินเตอร์เน็ทช่วยอยู่)

ภาษาอังกฤษ

นานมาแล้ว นักวิทยุชาวไทยเราเอง ก็คงติดต่อพูดคุยกับเพื่อนคนไทยด้วยกันเท่านั้น ยกเว้นนักวิทยุที่เป็นขั้นกลาง หรือสูง ที่ติดต่อกับเพื่อนนักวิทยุในต่างประเทศด้วยซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น Echo Link หรือ DSTAR ก็จะมีนักวิทยุต่างประเทศเข้ามาติดต่อเราได้ทุกวินาที ถ้าจะฝึกภาษาอังกฤษไว้บ้างก็ไม่เลวนะครับ อย่างน้อยจะได้สนทนาได้บ้าง

เพื่อนชาวอังกฤษ

ไม่นานมานี้ มีเพื่อนชาวอังกฤษติดต่อเข้ามาทาง ระบบ DSTAR ผ่าน Reflector 087C ของไทยเรา ซึ่งผม (HS0DJU) เปิดเครื่องอยู่พอดีจึงมีโอกาสสนทนาด้วย ในบางครั้งบทสนทนาของนักวิทยุก็มักจะไม่ยาวมาก คือ ถามคุณภาพการรับสัญญาณ สภาพดินฟ้าอากาศ ชื่อ บริเวณที่อยู่ เป็นต้น แต่เพื่อนท่านนี้ที่ชื่อคุณคริส อยู่เมืองลีดส์ (Leeds) ก็เมืองที่มีทีมฟุตบอล Leeds United ที่เราอาจจะเคยได้ยินชื่อกันนั่นล่ะครับ คุยเก่งมาก จึงมีโอกาสสนทนาแลกเปลี่ยนความเห็นและสถานการณ์ของการเล่นวิทยุในสองประเทศค่อนข้างยาว จนเป็นที่มาของเรื่องเล่าสู่กันฟังครับ

1) ในประเทศอังกฤษเอง มีชั้นของนักวิทยุสมัครเล่น 3 ชั้นเหมือนในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา คือ ขั้นต้น (Foundation licence), ขั้นกลาง (Intermediate licence ), และขั้นสูง (Full licence)

2) ตั้งแต่ปี 2003 การสอบขั้นกลางในอังกฤษก็เหมือนกับในสหรัฐอเมริกาคือ ไม่มีการสอบรหัสมอร์ส (ในช่วงปี 1946 - 2001 ต้องสอบรหัสมอร์สที่ความเร็ว 12 คำต่อนาที และในช่วงปี 2001-2003 สอบที่ความเร็ว 5 คำต่อนาที)

3) กำลังส่งที่นักวิทยุขั้นต้นใช้ได้คือ 10 วัตต์ ขั้นกลางคือ 50 วัตต์เท่านั้น ก็อาจจะเป็นเหตุหนึ่งที่เราไม่ค่อยได้ยินเสียงจากอังกฤษเท่าไรนัก (ขั้นสูง ใช้กำลังส่งได้เท่าไร ไม่มีข้อมูล)

4) ถ้ามีนักวิทยุจากประเทศที่มีสัญญาต่างตอบแทนกับอังกฤษ ก็อาจจะใช้สัญญาณเรียกขานชั่วคราวที่ขึ้นต้นด้วย M/ แล้วตามด้วยสัญญาณเรียกขานเดิมของนักวิทยุนั้นเป็นการชั่วคราว

ก็เป็นเรื่องราวที่ได้จากการพูดคุยกับนักวิทยุต่างชาติ ที่ติดต่อเข้ามาพูดคุยกับเรา นะครับ อย่างไรแล้ว ถ้าเพื่อนๆ ที่สามารถสนทนาภาษาอังกฤษได้ แล้วมีเพื่อนต่างประเทศติดต่อเข้ามา ก็คุยสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ แล้วนำมาเล่าให้ฟังกันบ้างก็ได้นะครับ

แล้วพบกันใหม่ในเรื่องเล่าต่อไปนะครับ
73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)