วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กิจกรรมและประชุมชมรม ประจำเดือน ตุลาคม 2562


เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา สมาชิกชมรม The DXER Thailand และเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นทั่วไปและผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมประจำเดือนกับชมรมฯ  ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.00 น. ที่บ้านของคุณนพดล (HS1ZHY) ซ.คลองหลวง 10 ข้างโรงกษาปณ์ ถ.พหลโยธิน รังสิต ปทุมธานี
กิจกรรม เริ่มเวลา 09:00 น. จนเสร็จสิ้นเมื่อประมาณ 18:00 น.
และประชุมชมรมในเวลา 18:00 - 19:00 น.

- - - สรุปภาพรวมกิจกรรม - - -
เพื่อนๆ มาถึงกันตั้งแต่เช้า
เอาสายอากาศที่เตรียมมา
ออกมาผูก โยง ตั้ง วัดปรับแต่งกัน
 
ชิ้นงานบางอย่างยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ก็นำมาทำต่อ คุณเจตพล (E22MAL)
กำลังบัดกรีหม้อแปลงสำหรับสายอากาศ
ส่วนพี่ตู่นพดล (HS1ZHY) ก็บรรจง
พันหม้อแปลงที่พันไม่เสร็จสักที เพราะ
ไปวิทยากรเรื่องระบบดิจิตอลอยู่หลายเดือน
 
ทำกันเอง ใช้กันเอง ใช้งานได้ดีบ้าง
พอใช้ได้บ้าง ใช้ไม่ได้บ้างก็มีนะเอ้า
แต่ได้ความรู้เอาไปพัฒนาแน่นอน
 
คุณจีรพันธุ์ (HS1ZBT) และคุณเกรียงศักดิ์
(E24OJT) กำลังปรึกษากันเรื่องวิทยุสื่อสาร
ระบบดิจิตอล
 
อากาศร้อนเราก็ไม่หวั่น ก็เรามันพวก
ออกแดด สายอากาศเราต้องการพื้นที่
มากมาย เอ้าขึงจ้ะขึง

ขึงเสร็จแล้ว สูง 3-4 เมตรแค่นี้
รับเพื่อนต่างประเทศได้เหมือนกันนะ
 
ทางนี้ก็ขึงสายอากาศแบบป้อนปลาย
(Endfed) สารพัดความยาว
และหลายการออกแบบ มีอะไรเอามา
ทดสอบ ปรับแต่ง ให้หมด

"ผูกตรงนี้ล่ะนะ ไหวไหม"
คุณเจณณ์ (E22UOJ) ตะโกน
ถามเพื่อนที่ลากสายไปอีกฝั่งหนึ่ง
 
แดดกำลังดี ร้อนจังเลย
เอ้า ผูกๆ ไขๆ ต่อเข้าไป

กล่องหม้อแปลงสำหรับแปลง
อิมพิแดนซ์ให้เหมาะสมกับระบบ
ที่เราเรียกว่า Un-Un หรือ
Unbalance to Unbalance
Transformet นั่นเอง

มีหลายแบบเหลือเกิน เอ้า ต่อเข้าไป
เดี๋ยวมาวัดกัน คุณสิปปภาส (E24MTA)
กำลังต่อหม้อแปลง Un-Un ก่อนทดสอบ
 
ไหนๆ ดูหน่อย ใช้ได้ไหม
คุณศักดิ์รินทร์ (E29MFJ)
กำลังวัดไปลุ้นไป
 

คราวนี้ มีสายอากาศย่านความถี่
HF ขนาดเล็กๆ มาทดสอบ
หลายแบบ ให้ผลน่าประทับใจทีเดียว

พระเอกของการทดสอบสายอากาศ
ขนาดเล็กแบบแนวตั้ง (Vertical)
ที่ยาวรวมๆ แค่ 4 เมตร ก็คือ
เก้าอี้สีแดงตัวนี้ วันหน้าไปออก
ภาคสนาม ก็เอามันไปด้วยนะจ๊ะ


ช่วยกันวัด พี่หมอจีรกร (HS0EBS)
มาช่วยวัดสายอากาศจิ๋วทั้งหลายด้วย
ไหนดูซิ รับได้ชัดข้ามประเทศมา
แรงจริงๆ (น้องตี๋ E24MTA นะ ที่แรง
แค่เอามือจับสายอากาศ ก็รับได้แล้ว)
 
ทดสอบกันหน่อย ไม่ต้องไกลมาก
ประจวบคีรีขันธ์ HS7AP
ขอบคุณพี่โทนี่ (E21IZC) ด้วย
นะครับ ที่ทดสอบทั้งโฟนโหมด
(E20AE OP "ต่อ") และ CW
(HS0DJU OP "Aod") ด้วย
สายอากาศสูง 4-5 เมตรที่ปักไว้กับ
เก้าอี้สีแดงนี้ล่ะ (ที่จริง ยังทดสอบกับ
VK2BY (OP "Brad") ด้วย
ระดับสัญญาณ 45/55 อีกด้วย
 
หม้อแปลง Un-Un ขนาดเล็กจิ๋ว
ก็เอามาทดสอบด้วย ได้ผลน่าสนใจ
ใครอย่าแอบไปส่งแรงๆ ล่ะ เดี๋ยว
แกนจะทนไม่ไหวเสียก่อน เพราะ
เขาออกแบบมาให้ใช้กับ QRP นะ
 

หม้อแปลงแบบ Un-Un อีกตัวหนึ่ง
ที่คุณเจตพล (E22MAL) และ
คุณจิตรยุทธ (HS0DJU) นำแกน
ทอรอยด์จากคุณสิปปภาส (E24MTA)
ให้มาทดลองสร้างเป็นแบบ 9:1
สรุปคือเป็นอุปกรณ์รวมมิตร เลย

และเนื่องจากในเดือนตุลาคม เป็น
เดือนที่มีวันเกิดของเพื่อนในชมรม
หลายท่าน คุณมนนิภา (E25KGT)
จึงกรุงณาสั่งขนมเค้กแสนอร่อย
เป็นของขวัญวันเกิดให้เพื่อนๆ ด้วย
ขอบคุณนะคร๊าบ
 
และในเวลา 18:00-19:00 น.
เรามีการประชุมชมรมประจำเดือน
 
 
พบกันใหม่กับกิจกรรมประจำเดือน พฤศจิกายน นะครับ
ขอบคุณมากครับ จากเพื่อนๆ ชมรม The DXER Thailand (E20AE) 
73  

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ฝึกมอร์สไว้ใช้กันเถอะ (ไม่ใช่แค่สอบ)


โดย คุณสุพจน์ พงษ์พรรณเจริญ  (E25JRP)
บรรณาธิการ จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

ข้อมูลจาก World Economic Forum ( https://www.weforum.org/agenda/2019/05/simply-
elegant-morse-code-marks-175-years-and-counting/ ) ระบุว่า ซามูเอล มอร์ส ได้พยายามคิดค้นวิธีการสื่อสารแบบใหม่ (ในยุคนั้น) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1832 โดยใช้เวลาพัฒนาอยู่ถึง 6 ปี กว่าจะสามารถกำหนดมาตรฐานรหัสได้ลงตัวและใช้เวลาในการวางโครงข่ายสายโทรเลขจนกระทั่งสามารถส่งสัญญานทางไกลได้สำเร็จเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ค.ศ. 1844 โดยเป็นการส่งข้อความจากกรุงวอชิงตัน ดี ซี ถึงบัลติมอร์
ซึ่งถ้านับจากวันที่ซามูเอล มอร์สเริ่มคิดค้นรหัสมอร์ส ก็แปลว่าเจ้าเสียงดิดดาห์ที่เราใช้กันอยู่นี้กำลังจะมีอายุครบ 200 ปีในอีก 13 ปีข้างหน้านี่แล้วและหากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจและอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์เกือบ 200 ปีของรหัสมอร์ส แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มยังไง ฝึกยังไง เชิญครับวันนี้เราจะมาคุยกันถึงกระบวนการในการฝึกรหัสมอร์สกัน ซึ่งก็ต้องขอบอกไว้ก่อนว่า

วิธีการในบทความนี้ เป็นวิธีที่ผู้เขียนใช้ในการฝึกของตัวเอง อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ท่านเคยฝึกหรือได้รับการแนะนำมา ซึ่งแต่ละคนก็อาจจะเหมาะกับวิธีการที่แตกต่างกันถือเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็แล้วกันนะครับ


มีคนกล่าวว่า รหัสมอร์สนั้น Simple (ไม่ซับซ้อน), but not Easy (แต่ไม่ง่าย) ที่ว่า Simple นั้นเพราะในรหัสมอร์ส มีสิ่งที่เราใช้อยู่แค่ 3 อย่าง คือเสียงสั้น, เสียงยาวและการเว้นจังหวะ ประกอบกันเข้าเป็นรหัสเพียง 40 รหัส (ตัวอักษร A-Z ตัวเลข 0-9 และสัญลักษณ์พิเศษที่นิยมใช้อีก 4 ตัว) เท่านั้น ฟังแค่นี้ก็อาจจะรู้สึกว่า บ๊ะ! แค่ 40 ตัว ยังงี้มันก็ง่ายน่ะสิ หัดซักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็น่าจะเอาไปเคาะคุยกับฝรั่งมังค่าเขาได้แล้ว

ใจเย็นๆ ก่อนครับ เพราะถึงเวลาจริงๆ ถ้ามีใครบ้าจี้ฝึกรหัสมอร์สแค่สองสัปดาห์แล้วไปออกอากาศ มีโอกาสหมดกำลังใจปิดเครื่องนอนร้องไห้ ดีไม่ดีจะพาลเลิกเล่นเอาง่ายๆ เลย เพราะถึงมันจะ Simple แต่มันก็ไม่ได้ Easy อย่างที่คิดครับ

ปัญหาที่มักจะเกิดขึ้นกับนักรหัสมอร์สมือใหม่ในการลงสนามจริงมักขะไม่ได้เกิดจากการที่เราไม่รู้ว่าเสียงที่เราได้ยินคืออักษรตัวไหนหรอกครับแต่อยู่ที่....เขาส่งมาเร็วจนฟังไม่ทัน เลยไม่รู้ว่าจะถอดรหัสยังไงมากกว่า ยิ่งส่งมาเป็นข้อความยาวๆ กว่าจะนั่งนับขีดนับจุด จับเรียงลำดับ ค้นความจำในสมองเขียนลงกระดาษได้ตัวนึง เค้าก็ส่งมาอีก 4 – 5 ตัวอักษรแล้ว กลายเป็นดินพอกหางหมู ยิ่งเยอะ มือไม้ก็ยิ่งพัลวันไปกันใหญ่ ถึงตอนนั้นเราจะรู้สึกว่า พอที!!
นี่ตูมาทำอะไรที่นี่กันเนี่ย สุดท้าย พอฟังไม่ออก ก็เลยส่งกลับไปว่า SRI 73 TU .. อึ้ง นิ่ง งงกันทั้งความถี่ กลายเป็นว่าไอ้ที่ฝึกมานั้น เป็นการฝึกไว้สอบ ไม่ได้ฝึกไว้ใช้ไปเสียได้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ฝึกใหม่ๆ ทั่วโลกครับ จนในที่สุดก็มีคนคิดระบบการฝึกที่ได้รับการยอมรับว่าได้ผลที่สุดในปัจจุบันขึ้นมา นั่นคือการฝึกในระบบ Koch หรือ Koch Method ซึ่งคิดค้นขึ้นโดย Kudwig Koch นักจิตวิทยาชาวเยอรมันครับ

ระบบการฝึกของระบบ Koch


จะแตกต่างไปจากระบบที่เราเคยได้ยินมาในสมัยก่อนที่มักจะให้ผู้ฝึกจดจำรหัสของตัวอักษรต่างๆ จนครบก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มความเร็วขึ้น โดยระบบ Koch จะให้ผู้ฝึกเริ่มฟังรหัสในความเร็วที่ต้องการใช้งานจริง แต่จะเริ่มจากตัวอักษรแค่ 2 ตัวเท่านั้น (K และ M) เมื่อสามารถฟังและจับใจความได้เกิน 90% จึงจะเข้าสู่บทเรียนถัดไป ที่มีตัวอักษรเพิ่มขึ้นเป็น 3 ตัว อย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนครบทั้ง 40 บทเรียน โดยหากบทเรียนไหน ผู้ฝึกยังทำได้ไม่ถึง 90% ก็ให้ฝึกบทเรียนนั้นซ้ำไปเรื่อยๆ

ด้วยวิธีนี้จะทำให้ผู้ฝึกสามารถจดจำรหัสได้ในความเร็วใช้งานจริงแบบอัตโนมัติโดยไม่ต้องท่องจำขีดหรือจุด แต่จดจำด้วยเสียงที่ได้ยินเลย เรียกว่าพอหูได้ยินมือก็จดได้เลย ลดขั้นตอนในการถอดรหัสไปได้เยอะเลยครับ

เป็นการฝึกที่อาจจะออกตัวช้า แต่เป็นม้าตีนปลาย และนำไปใช้ได้จริงโดยการฝึกด้วยระบบ Koch นี้ สามารถทำได้ทั้งผ่าน App ที่ชื่อ KMT Pro (แอนดรอยด์) และ Koch Trainer (iOS) บนโทรศัพท์มือถือ, โปรแกรม G4GON บน Windows หรือผ่านเว็บไซต์ www.lcwo.net ซึ่งแต่ละอย่างก็มีข้อดีต่างกันไป คือ App บนโทรศัพท์มือถือก็สามารถที่จะฝึกนอกสถานที่ได้ง่ายขณะที่โปรแกรมในคอมพิวเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องต่ออินเตอร์เน็ตส่วนการฝึกผ่านเว็บไซต์ ก็จะมีลูกเล่นและการเก็บสถิติที่ละเอียดกว่ารวมถึงมีฟังก์ชั่นที่ใช้ฝึกการส่งรหัสมอร์สรวมอยู่ด้วยก็เลือกใช้ตามความสะดวกและความเหมาะสมได้เลยครับ โดยส่วนตัว ผมจะฝึกผ่าน App และเว็บไซต์ควบคู่กันไป โดยตั้งค่าความเร็วตัวอักษรไว้ที่ 20 wpm และตั้งค่าการเว้นช่องว่างระหว่างตัวอักษรไว้ที่ 15 wpm เพื่อให้มีเวลามากขึ้นอีกนิดในการจดลงกระดาษ

นอกเหนือจากการฝึกผ่านระบบ Koch แล้ว หากมีเวลา ผมก็อยากให้ลองเพิ่มประสบการณ์ด้วยการฟังการ QSO ในสถานการณ์จริงด้วยโดยเราสามารถค้นหาคลิปใน youtube ด้วยคำว่า cw qso (อาจจะเพิ่มคำว่า first หรือ qrs หรือ slow เข้าไปในคำค้นหาด้วย เพื่อให้เราได้ฟังการ QSO ที่ไม่เร็วจนเกินไป) ซึ่งข้อดีของการฝึกผ่านคลิปใน youtube คือเราสามารถฟังซ้ำได้ และหลายๆ คลิปจะมี subtitle เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบได้ ว่าสิ่งที่เราถอดข้อความมาถูกต้องครบถ้วนแค่ไหน

สิ่งสำคัญในการรับรหัสมอร์สให้ได้ผลดีก็คือ พยายามทำทุกอย่างเป็นอัตโนมัติ เมื่อหูได้ยินรหัส จงจดให้ได้โดยเร็ว เรียกว่า ฟังเสียงแล้วตัวอักษรตัวไหนแว้บมาในหัวก็จดลงไปเลย

จงเชื่อสัญชาตญานแรกของตัวเองไว้ก่อน

แน่นอนว่าช่วงแรกความผิดพลาดย่อมจะมีมาก แต่จงจำไว้ว่า นี่เป็นแค่การฝึกความผิดพลาดเป็นเรื่องที่ยอมรับได้และจะเกิดขึ้นแน่นอนอย่างที่สองก็คือ หากตัวไหนที่ฟังแล้วนึกไม่ออก นึกไม่ทัน อย่าไปหมกมุ่นกับมันครับ ผ่านแล้วผ่านเลย เว้นไปก่อนเพราะยังมีคำที่กำลังหลั่งไหลตามมาให้เราถอดรหัสอีกมาก หากมัวห่วงหน้าพะวงหลัง สุดท้ายจะพังไปทั้งแถบ เละถึงแม้ว่าเราจะพลาดในการรับตัวอักษรบางตัวเราก็ยังสามารถจับสาระสำคัญของข้อความได้อยู่ เช่น TN_ F_R CAL_ U_ _ST IS 5_9 5N_ ซึ่งผมเชื่อว่าแม้จะรับข้อความได้แค่นี้เราก็สามารถบอกได้ว่าคู่สนทนาต้องการสื่อสารอะไรสิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือ ความสม่ำเสมอครับ ไม่ว่าคุณจะมีภารกิจยุ่งแค่ไหนจงพยายามหาเวลาวันละ 20 นาทีเพื่อฝึกซ้อม จะเป็นระหว่างขับรถ อาบน้ำ
หรือจะเป็นช่วงก่อนนอนก็ได้ เพราะเรากำลังเรียนรู้สิ่งใหม่ ภาษาใหม่ ทักษะใหม่ ซึ่งการจะฝังทักษะเข้าไปในสมองได้ จำเป็นต้องทำซ้ำจนกลายเป็นอัตโนมัติ (ผมเคยฝึกจนหลอนถึงขึ้นพิมพ์ตัว H ด้วยการกดแป้นตัว H สี่ครั้งสั้นๆ มาแล้ว)


ซึ่งหากเว้นว่างห่างหายไปหลายๆ วัน อาจจะต้องกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ทำให้เสียเวลามากขึ้นไปอีก และการฝึกวันละ 20 นาทีทุกวันจะดีกว่าการฝึกสัปดาห์ละครั้งรวดเดียว 3 ชั่วโมง

และสิ่งที่สำคัญที่สุดๆๆๆๆๆ ก็คือ....จงสนุกกับมันครับ

เพราะนี่คือกิจกรรมของนักวิทยุ “สมัครเล่น” หากไม่สนุกเราย่อมจะไม่สมัครใจที่จะทำ และหากไม่สนุก ก็ย่อมจะไม่ใช่การเล่น ถ้าหากระหว่างฝึกเกิดความเครียดขึ้นมา ก็พักสักหน่อยไปหาอะไรรื่นเริงบันเทิงใจทำซะ เมื่อสบายใจแล้วค่อยวกกลับมาสนุกกับมันใหม่จะทำให้เราอยู่กับการฝึกได้นานขึ้นครับในครั้งหน้าเราจะมาคุยเรื่องการฝึกรหัสมอร์สกันต่อในระดับที่แอดวานซ์ขึ้นไปอีกนิดแต่จะเป็นเมื่อไหร่นั้น ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกันเอาเป็นว่าคอยติดตามอย่างสนุกสนานแล้วกันนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2562

นักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นกับรหัสมอร์ส


โดย คุณสุพจน์ พงษ์พรรณเจริญ  (E25JRP)
บรรณาธิการ จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

สำหรับนักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นในประเทศไทย หากพูดถึงรหัสมอร์สแล้วทั้งคนพูดและคนฟังมักจะส่ายหัว ทำหน้าเหยเกเหมือนกินยาขมไปตามๆ กันเพราะได้รับการบอกเล่าจนเป็นความเชื่อกันมาว่า รหัสมอร์สนั้นเป็นเรื่องของนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางกับขั้นสูงเท่านั้น เป็นเรื่องที่หัดเอาไว้ใช้แค่ตอนสอบ ยากชนิดที่หัดกันเป็นปีๆ ยังไม่รู้ว่าจะคุยกับชาวบ้านเค้ารู้เรื่องหรือเปล่า  โบราณ ล้าสมัย ขนาดเมืองนอกเค้ายังเลิกสอบกันแล้ว ฯลฯ เรียกว่าส่ายหัวตั้งแง่กันตั้งแต่ประโยคแรกที่พูดกันเลยทีเดียวแต่ก็เป็นเรื่องแปลก ที่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่ยกเลิกการสอบรับ-ส่งรหัสมอร์สไปแล้วกลับมีชมรมหรือกลุ่มที่เปิดสอนรหัสมอร์สกันอยู่หลายแห่งแถมยังมีนักวิทยุสมัครเล่นดิ้นรนขวนขวายเสียเงินเสียทองไปลงเรียนไอ้เจ้าสิ่งที่ว่าล้าสมัยนี่ชนิดจองคิวล่วงหน้ากันไม่น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเครื่องรับ-ส่ง ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้ในโหมด CW เพียงอย่างเดียวออกมาอีกหลายรุ่น นั่นหมายความว่ารหัสมอร์สน่าจะมีเสน่ห์อะไรบางอย่างที่ทำให้หลายๆ คนหลงใหลถึงขั้นโยนไมโครโฟนทิ้ง หันมาจับคันเคาะเพื่อคุยกับคนทั้งโลกแทน ซึ่งตามแบนด์แพลนของประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเราจะเห็นว่าความถี่ช่วง 144.000 – 144.150 Mhz ได้รับการกำหนดจาก กสทช. ให้ใช้เพื่อการสื่อสารในโหมด CW เท่านั้น ซึ่งหลายๆ คนอาจจะเคยสแกนผ่านไปผ่านมา แต่ก็ไม่เคยได้ยินอะไร นอกจากเสียงแฟ่ดๆ เหมือนคนกดคีย์เปล่า หรือบางคนอาจจะเคยลองกดคีย์ออกอากาศพร้อมกับกดปุ่มบนไมโครโฟนเป็นเสียงตู๊ดๆ ต๊าดๆ เผื่อจะมีอะไรตอบกลับมา (สารภาพว่าผมเองก็เคยทำ) แต่ทุกอย่างก็เงียบกริบ จนบางทีก็แอบคิดว่า กสทช. จะจัดสรรให้มีความถี่สำหรับ cw ไปทำไม (ฟะ) ในเมื่อไม่เห็นมีใครเค้าใช้กันเลย

ผังความถี่ ต้นแบนด์ของย่าน
ความถี่ 2 เมตร ถูกจัดไว้สำหรับ
ใช้งานในโหมด CW โดยเฉพาะ


แต่จริงๆ แล้วก็มีนักวิทยุสมัครเล่นทั้งขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูงที่ใช้ความถี่ย่าน 144.000 – 144.150 Mhz สนทนากันด้วยโหมด CW กันอยู่เป็นประจำเกือบทุกวันเพียงแต่ด้วยรูปแบบการผสมคลื่นที่แตกต่างไปจากโหมด FM ที่เราคุ้นเคยทำให้เครื่องวิทยุทั่วไป ไม่สามารถได้ยินเสียงติ๊ดต๊าดที่เขาคุยกันได้จะได้ยินเพียงเสียงฟืดฟาด เหมือนมีคนกดคีย์เปล่าเล่นเป็นจังหวะเท่านั้นทีนี้มาถึงคำถามที่หลายๆ คนอาจจะสงสัย ว่าทำไมต้อง CW ในเมื่อเราก็สามารถติดต่อด้วยเสียงได้อยู่แล้ว ง่ายกว่า ไม่ต้องฝึกมากมาย คว้าไมค์ได้ก็ลุยกันเลย ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกครับเพียงแต่ว่าข้อดีของการสื่อสารในโหมด CW นั้นมีอยู่หลายประการ ทำให้ผมเชื่อว่าในฐานะนักวิทยุสมัครเล่นที่มีพันธกิจในการศึกษาค้นคว้าเพื่อพัฒนาตนเองให้พร้อมที่จะเป็นเครือข่ายการสื่อสารในกรณีฉุกเฉินแล้ว นักวิทยุสมัครเล่นทุกคน “ควร” ที่จะมีทักษะในด้านการสื่อสารด้วยรหัสมอร์สติดตัวไว้ครับ

แถบความถี่ของระบบ CW
นั้น แคบกว่าของการผสมคลื่น
แบบอื่นๆ มาก ทำให้พลังงาน
ถูกใช้อย่างคุ้มค่า ไม่กระจายไป
ในแบนด์วิธด์ที่กว้างๆ นั้น


ข้อดีอย่างแรกของการสื่อสารในโหมด CW ที่เห็นได้เด่นชัดก็คือสามารถติดต่อได้ไกลกว่าการสื่อสารด้วยเสียง เนื่องจากในการสื่อสารด้วยเสียงนั้นเครื่องจะต้องผสมเสียงพูดของเราเข้าไปในคลื่นที่ออกอากาศ เกิดเป็น Upper SideBand และ Lower Sideband ทำให้แบนด์วิธกว้างส่งผลให้กำลังส่งของเครื่องมีภาระมากกว่าการส่งในโหมด CW เปรียบเหมือนนักกีฬากระโดดไกลที่ต้องหิ้วตุ้มน้ำหนักไว้ทั้งซ้ายขวาเวลากระโดดก็ย่อมจะไปได้ไม่ไกลเท่านักกีฬาที่มีแรงเท่ากันแต่ไม่ต้องแบกตุ้มน้ำหนักนั่นเอง ซึ่งการสื่อสารในโหมด CW จะไม่มีการผสมอะไรเข้าไปในคลื่นที่ออกอากาศเลยทำให้กำลังส่งของเครื่องทำงานได้เต็มศักยภาพมากกว่าส่งผลให้ส่งสัญญานไปได้ไกลกว่า

จากการทดสอบในโหมด CW บนความถี่ย่าน VHF ด้วยกำลังส่ง 1 วัตต์ระหว่างสองสถานีที่อยู่ห่างกัน 20 กิโลเมตร (ปากเกร็ด - ตลิ่งชัน) ด้วยสายอากาศแบบรอบทิศทางสามารถติดต่อกัน ได้ RST ระดับ 589 ทั้งคู่ แถมยังมีสมาชิกรายงานว่าด้วยสายอากาศสไลด์ภายในอาคารก็ยังสามารถรับสัญญานได้ดีที่ระยะ 20 กิโลเมตร (บางแค) อีกด้วย และยิ่งในจังหวะที่อากาศเปิด สถานีที่กรุงเทพฯ ก็เคยใช้สายอากาศแบบรอบทิศทางติดต่อกับจังหวัดจันทบุรี ที่อยู่ห่างไปกว่า 250 กิโลเมตรได้มาแล้วข้อดีอย่างที่สองก็คือ เมื่อการสื่อสารในโหมด CW ใช้แบนด์วิธน้อยทำให้การรบกวนข้ามช่องน้อยลงไปด้วย เพราะในขณะที่โหมด FM ที่มีระยะห่างระหว่างช่องอยู่ที่ 12.5 kHz ยังพบการรบกวนจากความถี่ข้างเคียงได้ ในโหมด CW ระยะระหว่างช่องเพียงแค่ 1kHz ก็แทบจะไม่เกิดการรบกวนแล้วและข้อดีประการที่สามซึ่งผมเห็นว่าเหมาะกับนักวิทยุสมัครเล่นบ้านเราที่มักจะมีจุดอ่อนเรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษ (ทั้งพูดและฟัง) ก็คือ การสื่อสารด้วยรหัสมอร์สในโหมด CW นั้นทุกอย่างมาเป็นตัวอักษรทำให้ตัดปัญหาเรื่องสำเนียงภาษาอังกฤษที่ฟังยากของเพื่อนจากประเทศอื่นๆ ยิ่งมี Q-Code และตัวย่อต่างๆ มาช่วยด้วยแล้วยิ่งทำให้การสื่อสารเป็นไปด้วยความง่ายดายขึ้นอีกมาก

เครื่องน้องใหม่
ICOM IC-9700
ที่ทำงานได้ในทุกโหมด


สำหรับเครื่องรับ-ส่งย่าน VHF ที่สามารถใช้งานโหมด CW ได้นั้นปัจจุบันก็สามารถหามาเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นในราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็น ICOM IC-290  KENWOOD TM-255  ICOM IC-271  IC-275 ฯลฯ ซึ่งถึงจะเป็นเครื่องรุ่นเก่า อายุกว่า 20 ปี แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานแล้วหรือถ้าใครที่ไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณ จะพุ่งไปหาน้องใหม่อย่าง ICOM IC-9700 ก็ไม่ว่ากันครับ
ส่วนเพื่อนๆ คนไหนที่ยังติดขัดเรื่องเครื่องแต่สนใจอยากจะฝึกรหัสมอร์สเพื่อเตรียมไว้สำหรับการสอบขั้นกลาง ในครั้งหน้าเราจะมาคุยกันเรื่องการฝึกรับ - ส่ง รหัสมอร์สกันครับ

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

สมาชิกชมรม The DXER Thailand เดินทางไปจังหวัดชุมพร

 

ระหว่างวันที่ 4-6 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อนๆ ในชมรม The DXER Thailand ได้เดินทางไปยัง จ.ชุมพร จุดหมายของเราคือ เกาะกุลา เพื่อการท่องเที่ยวและทดลองออกอากาศนอกสถานที่ รวมทั้งเดินทางกลับมาพักที่ อ่าวครามโฮมสเตย์ ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเลชุมพร และทดลองออกอากาศอีกครั้งหนึ่ง
สมาชิกส่วนหนึ่ง ออกเดินทางโดยรถตู้
ล้อหมุนประมาณ 05:45น. ของเช้าตรู่
วันที่ 4 ตุลาคม 2562

เดินทางมา ไม่เหนื่อยแต่หิว
พักกินข้าวกันก่อน

ร้านนี้ดี ตักเอาเอง กินเท่าไรก็ตักไป
เอาเงินใส่โถไว้ 20 บาท ถ้าธนบัตร
ใบใหญ่ก็ทอนเองเสร็จสรรพ




แวะถ่ายรูปสวยๆ ริมทะเล เขามัทรี
 
ปีนเขาขึ้นมาแล้ว ก็ต้องทดสอบสัญญาณ
ทักทายเพื่อนๆ เจ้าบ้านสักหน่อยครับ
 
ฮัลโหล เทสต์
 

ที่ขาดไม่ได้คือ ต้องแวะกราบ
กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์

วิวสวยๆ ปากแม่น้ำ ก่อนจะลงทะเล
 
มาถึงศาลหลักเมืองแล้ว

 
แวะตลาดสักหน่อย โกลาหลเอาเรื่อง
ส่วนมากก็ช้อปปิ้งของกินเป็นหลัก

หมดแรงก็ต้องกินอาหารกันก่อน
ร้านนี้ แม่ครัวน้อย ต้องจองล่วงหน้า
เราพยายามไปช่วยแม่ครัว โดนไล่
ออกมา ท่าทางกลัวว่าจะช้ากว่าเดิม




ลงเรือ ไปยังเกาะกุลา
 

 

ถึงแล้ว ดีใจจังเลย รอดมาได้
 
 
ลงน้ำดีกว่า ร้อนค่ะ
 

เอาตรงไหนดี ปักมันในทะเลนี่แหละ
 
ส่วน สายอากาศก็ End-fed
Half wave เส้นนี้ไม่มี
loading coil ด้วยนะ ยาวเชียว


ร้อนจ้ะ เคาะจนร้อน ทั้งเครื่องทั้งคน
 
เอาใหม่ๆ เบื่อทะเล ย้ายสายอากาศ
มาพาดต้นไม้ดีกว่า



ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกหน่อย
ร้อนนะ กดเร็วด่วนจ้ะ
 
 
ขึ้นจากน้ำ มาที่พัก
อ่าวครามโอมสเตย์
 
ขึงสายอากาศอีก ก็เส้นเดิมนั่นแหละ
เส้นอื่นยังอยู่ในถุงเลย ขี้เกียจแกะ ฮาๆๆ
 
 
การรบกวน ต่ำกว่าที่เกาะกุลาอีก
บังเอิญมีแข่งขันด้วย เลยเจอเพื่อนๆ
เรียกหากันมากหน่อย
 
 
ตอนกลางคืน เราออกเรือ
ไปดูการดักปลาหมึก
เรียกว่า "บามหมึก"
 

หนีไปกินตอนไหนเนี่ย

แวะทุ่งวัวแล่น คุณหนุ่ม
เลยอยากลองเป็นวัวบ้าง



ระหว่างทางขากลับ แวะซื้อของฝากกันหน่อย

เราทะยอยกลับถึง กรุงเทพกันตั้งแต่ 21:00-03:00 น. ของคืนวันอาทิตย์ที่ 6 ตุลาคม 2562 อย่างปลอดภัยทุกคน ต้องขอบคุณเพื่อนทุกท่าน ทั้งที่เตรียมงาน เตรียมของ เตรียมรถ เตรียมอาหาร  เตรียมตัว เตรียมร่างกาย ไปเที่ยวด้วยกัน แล้วพบกันในกิจกรรมหน้านะครับ

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)