วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ขอเชิญร่วมกิจกรรมและประชุมชมรม ประจำเดือน กรกฎาคม 2562


ขอเชิญเพื่อนสมาชิกชมรม The DXER Thailand เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นทั่วไป และผู้สนใจ เข้าร่วมกิจกรรมประจำเดือน กรกฎาคม 2562 ในวันเสาร์ที่ 20 กรกฎาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.00 น. ที่บ้านของคุณนพดล (HS1ZHY) ซ.คลองหลวง 10 ข้างโรงกษาปณ์ ถ.พหลโยธิน รังสิต ปทุมธานี

กำหนดการ

กิจกรรม เริ่มเวลา 09:00 น. โดยประมาณ
- ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับดาวเทียม (e24mta)
- การลงโปรแกรมติดตามดาวเทียม (ใครต้องการลง เอา Notebook Computer มาด้วย) (e24mta)
- สร้าง ซ่อม ปรับแต่ง สารพัดสายอากาศ (hs1dng)
- การใช้งานจอภาพ TJC (hs5blo, hs1zbt)
- ปรับแต่งวิทยุระบบดิจิตอล DSTAR DMR (hs1zhy, hs1zbt)
- ทดลองและทดสอบสายอากาศย่านความถี่ 70 cm เพื่อเตรียมใช้งานกับดาวเทียม (hs0dju)
- ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ Linear Transponder (hs0dju)
 - Q&A สำหรับผู้จะสอบ “ขั้นกลางไทย” (hs0dju, e22mal)

ประชุมประจำเดือน กรกฎาคม 2562 เริ่มเวลา 17:00 น.
- ความคืบหน้าการขอต่ออายุใบอนุญาตชมรม
- การเตรียมตัวร่วมแข่งขัน CQWW VHF
- Field Day
- เรื่องอื่นๆ

จึงขอเชิญเพื่อนๆ และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรม
ท่านที่สนใจ ติดต่อชมรม The DXER Thailand ได้ที่
- ความถี่ 144.9375MHz เรียกขานเพื่อนสมาชิกชมรม The DXER Thailand สัญญาณเรียกขาน E20AE
- ส่งข้อความถี่ Facebook Fanpage: E20AE
- แอพพลิเคชั่น Zello ค้นหาห้อง ชมรมวิทยุสมัครเล่น The DXER (E20AE)

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดาวเทียมโคจรรอบโลกได้อย่างไร


ไม่นานมานี้นักวิทยุสมัครเล่นไทยมีดาวเทียมที่ถูกสร้างโดยนักวิทยุสมัครเล่นไทย เพื่อพวกเราที่เป็นนักวิทยุสมัครเล่นทั้งหลายจะได้ใช้งานกัน ต่อจากนี้ไปเราคงมีโอกาสคุ้นเคยกับดาวเทียมทั้งของไทยเราเองและดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นอื่นๆที่ถูกส่งขึ้นไปโคจรอยู่รอบโลกมากขึ้น  แต่เพื่อนๆ สงสัยหรือไม่ว่าดาวเทียมต่างๆโคจรรอบโลกอยู่ได้อย่างไรโดยไม่หลุดออกไปนอกโลกหรือตกลงมาสู่ผิวโลก

ภาพที่ 1 วัตถุมีมวลเคลื่อนที่เป็นวงกลม
(หรือส่วนโค้งใดๆ) จะมีแรงหนีศูนย์กลาง
เกิดขึ้นเสมอ

คำตอบง่ายๆ คือดาวเทียมต้องโคจรด้วยความเร็วที่เหมาะสมกับความสูงของมัน ไม่อย่างนั้นจะตกสู่โลก หรือหลุดออกไปจากโลก  ความสมดุลในการโคจรรอบโลกของดาวเทียม (ที่ทำให้ดาวเทียมไม่ตกสู่ผิวโลกหรือหลุดออกนอกวงโคจรของโลก) เกิดจากสมดุลระหว่างแรงหนีศูนย์กลางจากการโคจรเป็นวงกลม กับ แรงดึงดูดระหว่างมวลของโลกและของดาวเทียม (ดูภาพที่ 1 และ 2) เขียนเป็นสมการได้ว่า

ภาพที่ 2 ดาวเทียมโคจรรอบโลก
โดยไม่หลุดออกไปหรือตกลงสู่
ผิวโลกเพราะแรงหนีศูนย์กลางจาก
การเคลื่อนที่เป็นวงกลมและแรง
ดึงดูดระหว่างมวล (ของดาวเทียม
กับโลก) สมดุลกัน

แรงหนีศูนย์กลาง (ที่พยายามเหวี่ยงดาวเทียมออกจากโลก) = แรงดึงดูดระหว่างมวล (ของดาวเทียมกับโลก)
m•v2/r = G•M•m/r2
v = (G•M/r)1/2
G ค่าคงที่แรงโน้มถ่วงสากลมีค่า 6.674×10−11 นิวตัน เมตร2 กิโลกรัม−2
M คือ มวล (mass) ของโลกคือ 5.972×1024  Kg
v คือความเร็วเชิงเส้น หน่วย เมตร/วินาที (m/s)
R ระยะจากจุดศูนย์กลางของโลกถึงดาวเทียม ดาวเทียมอยู่สูงจากผิวโลกเท่าใด ก็บวกรัศมีของโลกคือ 6,371,000 เมตร เข้าไปด้วย

G กับ M มีค่าคงที่อยู่แล้ว
เมื่อ R น้อยลง v ต้องมากขึ้น
นี่เองทำให้ low orbit satellite (ดาวเทียมวงโคจรต่ำ) ต้องโคจรเร็วกว่า geostationary satellite (ดาวเทียมค้างฟ้า)  เพื่อเหวี่ยงตัวออกให้ทัน ไม่งั้นโดนโลกดูดหล่นลงมา

Geostationary satellite (ดาวเทียมค้างฟ้า)

ในกรณีของ Geostationary satellite (เรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า “ดาวเทียมค้างฟ้า”) ซึ่งมักจะเป็นดาวเทียมสำหรับการสื่อสารหลัก เช่น ไทยคม (Thaicom) คือดาวเทียมโคจรด้วยความเร็วเชิงมุมเดียวกันกับโลก (หมุนไปพร้อมๆ กับโลกหมุน พอดี) ผู้สังเกตบนผิวโลกจะเห็นว่ามันอยู่ตำแหน่งเดียวกันตลอด  ดาวเทียมเหล่านี้ต้องอยู่สูงจากผิวโลก  35,786 กิโลเมตร ไม่ว่าดาวเทียมนั้นจะมีมวลเท่าใดก็จะสมดุลที่ความสูงนั้นเสมอ

ดาวเทียมค้างฟ้าสูงแค่ไหน

35,786 กม. นี่ สูงแค่ไหน ลองเปรียบเทียบเล่นๆ ว่า ประเทศไทย มีขนาด เหนือสุด-ใต้สุด จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ถึง อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ระยะทาง 1,650 กิโลเมตร (ทางตรง) ดังนั้น 35,786 กม. ก็คือ 21.688 เท่าของประเทศไทย

Low Earth Orbit (LEO Satellites

พวก สถานีอวกาศ (ISS: International Space Station) ดาวเทียม วิทยุสมัครเล่นทั้งหลาย รวมทั้ง JAISAT-1 เองด้วย เป็นดาวเทียม low orbit คือวงโคจรมันอยู่ต่ำกว่า วงโคจรของดาวเทียมค้างฟ้า  จึงต้องโคจรรอบโลกด้วยความเร็วสูงไม่เช่นนั้นแล้วจะถูกแรงดึงดูดของโลกชนะแรงหนีศูนย์กลางจากการโคจรและตกกลับลงมาสู่ผิวโลก    ดังนั้น ISS โคจรรอบโลกใช้เวลา 90 นาที นักบินอวกาศบนสถานีอวกาศนานาชาติจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้น-ลง 16 รอบใน 24 ชม.

คลื่นวิทยุใช้เวลาเดินทางไป-กลับ จากดาวเทียมเท่าใด

ลองคำนวณเล่นๆ ในกรณีของดาวเทียมค้างฟ้าว่า เมื่อเราส่งคลื่นวิทยุขึ้นไปหาดาวเทียมเหล่านั้น จากนั้นมันส่งคลื่นกลับมาหาเราบนผิวโลก ทั้งหมดนี้จะใช้เวลาเท่าใด จาก

s = v•t
s เป็นระยะทาง
v คือความเร็วในการเดินทาง
t คือเวลาที่ใช้ในการเดินทาง
ดังนั้น
t = s/v

คลื่นวิทยุ เดินทาง 299,792,458 เมตร/วินาที (ในสุญญากาศ แต่ในอากาศก็ไม่ต่างมาก อาจช้ากว่านิดหน่อย) สัญญาณวิทยุ วิ่งขึ้นไปดาวเทียมแบบ Geostationary (ดาวเทียมค้างฟ้า) อย่างไทยคม แล้ววิ่งลงมา เป็นระยะทาง 35,786 x 2 = 71,572 กม. หรือ 71,572,000 เมตร (โดยประมาณ) ดังนั้นคลื่นวิทยุ ต้องใช้เวลาเดินทาง

t = s/v = 71,572,000 (m) / 299,792,458 m/s)
= 0.2387... วินาที (โดยประมาณ) คือราว 1/4 วินาที  เรียกว่าดาวเทียมอยู่ไกลมาก ขนาดคลื่นวิทยุที่เดินทางเร็วแล้ว ยังใช้เวลานานกว่าจะเดินทางดึงได้

Doppler Effect คืออะไร

ดอปเปลอร์ เอฟเฟ็ค หรือ ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ ตั้งตามชื่อของ Christian Andreas Doppler นักฟิสิกส์ นักคณิตศาสตร์ ชาวออสเตรีย คือ การที่ความถี่ที่ผู้สังเกตการณ์ (ก็ ผู้รับ นั่นแหละ) รับได้ เมื่อผู้ส่งและผู้รับมีความเร็วสัมพัทธ์ต่อกัน โอ้ว แมน มึน!

ใจเย็นๆ ครับ ตัวอย่างคลาสสิก ที่เราแทบทุกคนคุ้นเคยกับปรากฏการณ์ คือ หวูดรถไฟ ถ้าเราอยู่ริมทางรถไฟ (เราอยู่เฉยๆ) แล้วรถไฟ เปิดหวูด วิ่งผ่านเราไป ตอนรถไฟวิ่งเข้าหาเรา เราจะได้ยินเสียงหวูดความถี่สูงขึ้น แต่เมื่อวิ่งผ่านเราไป เราจะได้ยินความถี่ต่ำลง นั่นคือปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ ที่ว่านี้

ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ หรือ Doppler Effect นี้เกิดได้กับคลื่นทุกประเภท รวมทั้ง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วย (คลื่นวิทยุก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ดังนั้นถ้าแหล่งส่งสัญญาณมีการเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสัมพัทธ์กับผู้รับหรือผู้สังเกตการณ์ก็จะเกิดปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ด้วย ดูภาพที่ 3

ภาพที่ 3 เมื่อแหล่งกำเนิดคลื่นและ
ผู้สังเกตการณ์มีความเร็วสัมพัทธ์ต่อกัน
จะเกิดปรากฏการณ์ดอปเปลอร์ คือ
ความถี่ที่ผู้สังเกตการณ์รับได้เปลี่ยนไป
จากความถี่เดิมที่แหล่งกำเนิดสร้างขึ้น

ปรากฏการณ์ดอปเปลอร์กับดาวเทียม

ในดาวเทียม Geostationary หรือ ดาวเทียมค้างฟ้า  เราไม่ต้องชดเชย Doppler effect เพราะ ตัวผู้ส่งสัญญาณ ตัวดาวเทียมเอง และผู้รับสัญญาณ ไม่มีความเร็วต่อกัน ทุกอย่างดูเหมือนอยู่นิ่งต่อกันและกัน เพียงแค่มันหมุนไปพร้อมๆ กับโลกเท่านั้นเอง แต่กับดาวเทียมพวก LEO หรือ Low Earth Orbit ทั้งหลาย (รวมทั้ง JAISAT-1 ของเราด้วย)  ดาวเทียมเหล่านี้โคจรผ่านส่วนต่างๆ ของโลกไปเร็วมาก (ไม่อย่างนั้นแล้วมันจะตกลงมาสู่ผิวโลกตามที่อธิบายไปแล้วข้างต้น) ดังนั้นต้องคำนึงถึง Doppler effect ด้วย

เวลาดาวเทียม LEO โคจรมาหาเรา (ใกล้เข้ามา) สัญญาณที่เรา Uplink ขึ้นไป จะไปถึงดาวเทียมที่ความถี่สูงขึ้น (เราก็อาจจะต้องชดเชย ด้วยการส่งที่ความถี่ต่ำลงนิด) และสัญญาณที่ Downlink กลับลงมาจากดาวเทียม ก็จะมีความถี่สูงขึ้นด้วย เราก็อาจจะต้องรับที่ความถี่สูงขึ้นหน่อย)

ในทางกลับกัน เมื่อดาวเทียมโคจรออกจากเรา (ไกลออกไป) สัญญาณที่เรา Uplink ขึ้นไป จะไปถึงดาวเทียมที่ความถี่ต่ำลง (เราก็อาจจะต้องชดเชย ด้วยการส่งที่ความถี่สูงขึ้นนิด) และสัญญาณที่ Downlink กลับลงมาจากดาวเทียม ก็จะมีความถี่ต่ำลงด้วย เราก็อาจจะต้องรับที่ความถี่ต่ำลงหน่อย)

บางทีเราเรียก Doppler Effect ว่า Doppler Shift ก็ได้ เพราะผลของมันทำให้ความถี่ที่รับได้ขยับ (shift) ไปนิดหน่อย
เพื่อนๆ คงได้ข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับดาวเทียมมากขึ้นและจะได้ใช้ดาวเทียมสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นต่างๆ ที่โคจรอยู่รอบโลกเราได้ดีและสนุกยิ่งขึ้นเรื่องของความรู้เกี่ยวกับการใช้งานดาวเทียมยังไม่จบเพียงเท่านี้นี้แล้วเราจะทยอยนำมาเล่าให้ฟังในบทความต่อๆ ไปนะครับ

สำหรับวันนี้
73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันอังคารที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น JAISAT-1 ขึ้นสู่อวกาศ


เมื่อวันที่ 5 กรกฏาคม 2562 เวลา 05:41:46 (GMT) ตรงกับเวลา 12:41:46 นาฬิกาเวลาในประเทศไทย  จรวดโซยุส-2 (Soyuz-2) ถูกยิงจากฐานยิงศูนย์อวกาศ Vostochny ในประเทศรัสเซีย ภารกิจหลักของจรวดนี้คือการนำดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาของรัสเซียคือ เมดิออ เอ็ม2-2 (Meteor M2-2) ขึ้นสู่อวกาศ หลังจากการเสียหายของ เมดิออ เอ็ม2-1 ที่ยิงด้วยจรวด โซยุส 2.1b เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2560 ซึ่งในครั้งนั้นก็เสียดาวเทียมต่างๆ ที่เกาะไปด้วย

ปฏิบัติการปล่อยจรวด โซยุส-2

จรวดโซยุส-2 ที่ถูกปล่อยขึ้นในวันที่ 5 กรกฏาคม 2562 คราวนี้ปฏิบัติการสำเร็จ โดยนำดาวเทียม Meteor M2-2 ของทางการรัสเซียเข้าวงโคจร และลดระดับลงมาปล่อยดาวเทียมจิ๋วอีก 32 ดวง จากหลายประเทศ (อังกฤษ, อเมริกา, อิสราเอล, สวีเดน, ฟินแลนด์, เอควาดอร์, เอสโตเนีย, สาธารณรัฐเชค, และจากประเทศไทย) เข้าสู่วงโคจร

จรวด Soyuz-2 ทะยานขึ้นจาก
แท่นยิง พาเอาดาวเทียมขนาดใหญ่
และเล็กรวม 33 ดวง ปล่อยสู่วงโคจร


ไจแซท-วัน (JAISAT-1)

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า JAISAT-1 เป็นคำย่อ มาจาก “Joint Academy for Intelligent Satellites for Amateur Radio of Thailand-1”  โดยดาวเทียมดวงนี้ถูกพัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร นักวิทยุสมัครเล่นชาวไทย โดยได้รับการสนับสนุนจาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อนๆ ในสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง รวมทั้งนักศึกษาไทยที่ศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ประเทศญี่ปุ่น ช่วยเหลือทางด้านข้อมูล วิชาการ ช่วยกันสร้าง ทดสอบ ส่วนหัวใจสำคัญของดาวเทียมดวงนี้คือ ทรานสปอนเดอร์ (transponder) ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณที่ส่งจากภาคพื้นดินขึ้นไป ให้กลับลงมาครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ขึ้น  ถ้าปราศจากทรานสปอนเดอร์แล้ว ดาวเทียมสื่อสารก็คงเหมือนก้อนหินก้อนหนึ่งที่ลอยวนๆ รอบโลกในอวกาศเท่านั้นเอง

นี่ล่ะครับ หน้าตาของดาวเทียม JAISAT-1
ภาพจาก https://twitter.com/knacksat


การแถลงข่าวดาวเทียม JAISAT-1

เมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2562 ที่โรงแรมเสนาเพลส ซ.พหลโยธิน 11 กทม. ซึ่งเป็นวันประชุม พบปะสังสรรค์ประจำเดือนของเพื่อนในสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ด้วย มีการแถลงความเป็นมาและความคืบหน้าของการปล่อยดาวเทียม JAISAT-1  ในการนี้ได้รับเกียรติจากทีมงานผู้สร้างดาวเทียม มาอธิบายขั้นตอนการทำงานต่างๆ กว่าจะประสบผลสำเร็จ ในฐานะนักวิทยุสมัครเล่นไทย และคนไทย ขอชื่นชมและขอบคุณคณะทำงานทั้งหมดไว้ด้วย ณ ที่นี้

ดร. จักรี ห่านทองคำ (HS1FVL)
นายกสมาคมวิทยุสมัครเล่นแห่งประเทศไทย
ในพระบรมราชูปถัมภ์
กล่าวเปิดงานแถลงข่าวสารข้อมูล
เกี่ยวกับดาวเทียม JAISAT-1
 
 
ทีมงานอธิบายที่มาที่ไปของโครงการ
และขั้นตอนการออกแบบ สร้าง และ
ทดสอบดาวเทียม กว่าจะสามารถส่ง
ขึ้เนสู่ห้วงอวกาศได้สำเร็จ
 
ผังวงจรส่วนประกอบของ
ลิเนียร์ทรานสปอนเดอร์
(Linear Transponder)
ที่เป็นหัวใจการทำงานถ่ายทอด
สัญญาณของดาวเทียม JAISAT-1
 

ชมภาพการแถลงข่าว/ข้อมูลดาวเทียม JAISAT-1 ที่
https://www.facebook.com/rast.org/videos/643439879505055/

การทำงานของ JAISAT-1

ดาวเทียมดวงนี้ เป็นวงโคจรต่ำ (low orbit) ดังนั้นจะเคลื่อนที่ผ่านภูมิภาคต่างๆ ของโลกไปเรื่อยๆ ในหนึ่งวัน นั่นคือ จะขึ้นพ้นขอบฟ้าและลับไปในเวลา 6-10 นาที และครอบคลุมพื้นที่ไม่มากนัก (เพราะอยู่ไม่สูง แต่ก็ได้หลายประเทศพร้อมกันในแต่ละภูมิภาคล่ะ) ดาวเทียมมีทรานสปอนเดอร์แบบลิเนียร์ (นั่นคือ ทำงานได้ทุกโหมดการสื่อสาร ทั้ง CW, SSB, FM, data ต่างๆ) รายละเอียดังนี้
  • ดาวเทียม JAISAT-1 มีสัญญาณเรียกขานเป็น HS0J
  • Uplink: VHF 145.935-145.965MHz
  • Downlink: UHF 435.965-435.935MHz
  • Beacon: 4.8K GMSK ที่ 435.325MHz
  • ลิเนียร์ทรานสปอนเดอร์เป็นแบบ V/U inverting analog SSB, CW ดังนั้นถ้าส่งเป็น LSB สัญญาณกลับมาจะเป็น USB (และกลับกัน)
  • ดาวเทียมมีโหมดการทำงาน 3 โหมดคือ (1) Safe (2) Normal (3) Experiment คอยติดตามต่อไปว่าจะทำงานในโหมดไหนเมื่อไร นะครับ
หมายเหตุ
อาจมีการเปลี่ยนแปลงความถี่ไปจากนี้ได้ หากมีการเปลี่ยนแปลง จะแก้ไขเมื่อทราบ

ใครใช้ดาวเทียมนี้ได้บ้าง

เนื่องจากความถี่ที่ใช้งาน ดาวเทียมรับความถี่ที่นักวิทยุสมัครเล่นบนภาตพื้นดิน “ส่ง” สัญญาณขึ้นไปในย่านความถี่วิทยุสมัครเล่น VHF และส่งกลับลงมาให้นักวิทยุสมัครเล่นบนภาตพื้นดิน “รับ” สัญญาณในย่านความถี่วิทยุสมัครเล่น UHF ซึ่งทั้งสองนี้ นักวิทยุสมัครเล่นไทยทุกขั้น ไม่ว่าจะเป็น ขั้นต้น ขั้นกลาง หรือ ขั้นสูง ได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้ เรียกว่า มีสิทธิใช้ได้ทั่วถึงกันหมด และก็ไม่เฉพาะนักวิทยุสมัครเล่นของไทยเท่านั้นนะครับ เมือใดที่ดาวเทียมโคจรผ่านประเทศอื่นและมันทำงานอยู่ เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นในประเทศนั้นที่มีสิทธิในการใช้ความถี่ที่ดาวเทียมทำงาน ก็สามารถใช้งานได้เช่นกัน

เราใช้งานอะไรดาวเทียมดวงนี้ได้

แน่นอนครับ ดาวเทียมนี้เป็นดาวเทียมสื่อสารสำหรับนักวิทยุสมัครเล่น ดังนั้นจึงถูกออกแบบให้ทำงานในช่วงความถี่ที่นักวิทยุสมัครเล่น (โดยเฉพาะนักวิทยุฯ ไทย) สามารถใช้งานได้ โดยหลักแล้วคือทำหน้าที่ "ถ่ายทอดสัญญาณ" ที่ดาวเทียมได้รับจากภาคพื้นดิน กลับลงมาบนพื้นโลก ทำให้พื้นที่การติดต่อกว้างไกลขึ้น (คล้าย รีพีทเตอร์ แต่ดีกว่า) โดยมี ลิเนียร์ทรานสปอนเดอร์ (Linear Transponder) ที่คนไทยเราเป็นผู้ออกแบบ ทำหน้าที่ถ่ายทอดสัญญาณกลับลงมา และเนื่องจากมันเป็น ลิเนียร์ทรานสปอนเดอร์ จึงทำงานได้ทุกโหมด ถ้าเราส่ง FM ขึ้นไป มันก็จะส่ง FM กลับลงมา ถ้าเราส่ง SSB ขึ้นไป มันก็จะส่ง SSB กลับลงมา (invert mode) ถ้าเราเคาะรหัสมอร์สส่งขึ้นไป (CW) มันก็จะส่ง CW กลับลงมาด้วย นั่นเอง

ข้อควรทราบในการใช้งานดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น

ดาวเทียม JAISAT-1 นี้ เรียกได้ว่าเป็นดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นไทยดวงแรกเลยก็ว่าได้  นักวิทยุสมัครเล่นไทยหลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยกับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น
  • ต้องมีเครื่องวิทยุที่ถูกต้อง มีสเป็คถูกต้อง
  • ไม่ใช้กำลังส่งสูงเกินไป (ดาวเทียมบางดวงอาจจะหยุดการทำงานชั่วคราวถ้าได้รับสัญญาณขาเข้าที่มีกำลังสูงเกินไป)
  • ต้องมีสายอากาศ รับ ส่ง ที่ถูกความถี่ อาจจะต้องมีอุปกรณ์แยกสัญญาณ (diplexer) ต่อร่วมด้วย
  • รู้ว่าดาวเทียมจะขึ้นพ้นและลงลับขอบฟ้าในทิศใด เวลาใด อันนี้ต้องมีโปรแกรมคำนวณ
  • รู้และปฏิบัติตามกติกามารยาทในการใช้งานดาวเทียม (อ่านเรื่องนี้เพิ่มเติม)
เป็นอย่างไรครับ  เรื่องนี้คงทำให้เพิ่อนๆ รู้จักดาวเทียม JAISAT-1 ดีขึ้น  ไว้ในบทความต่อๆ ไปเราจะนำเรื่องรอบๆ เกี่ยวกับการใช้งานและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการใช้งานดาวเทียมนี้ มาเล่าให้ฟังและชวนกันเล่นต่อไปนะครับ

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ข้อควรปฏิบัติในการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมในโหมด FM


ปัจจุบันนี้ มีดาวเทียมสำหรับนักวิทยุสมัครเล่นโคจรอยู่บนท้องฟ้ามากมายหลายดวง นักวิทยุสมัครเล่นไทยเองก็สามารถใช้ได้หากความที่ปฏิบัติการของดาวเทียมเหล่านั้นอยู่ในช่วงที่เราได้รับอนุญาต ซึ่งในจุดนี้มีเรื่องพึงระวังคือ ความถี่ส่งขึ้น (uplink) ของดาวเทียมหลายดวงเป็นความถี่ในย่าน VHF (145.800 - 146.000)  ที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะ ดังนั้นเราที่อยู่ภาคพื้นดินและต้องการติดต่อกับสถานีภาคพื้นดินด้วยกัน จะต้องระวังไม่ใช้ความถี่ผิดไปจากตารางกำหนดการใช้ความถี่ (Band Plan) ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการรบกวนการทำงานของดาวเทียมได้

ดาวเทียมที่ทำงานในโหมด FM ที่อยู่บนท้องฟ้า และดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นอีกหลายดวงที่กำลังอยู่การระหว่างการสร้างและปล่อยเข้าสู่วงโคจรในอวกาศ นี่คือโอกาสที่ดีสำหรับนักวิยุสมัครเล่นผู้สนใจในการรับสัญญานจากดาวเทียมในโหมด FM ไม่จำกัดว่าเป็นนักวิทยุประเทศอะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยุสมัครเล่นไทยทุกขั้น ที่สามารถใช้งานย่านความถี่ VHF (ส่ง/รับ) และ UHF (รับเท่านั้น) ได้

ถึงแม้ว่าการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมในโหมด FM จะไม่ได้ยากมากนัก แต่ก็มีข้อพึงปฏิบัติที่ผู้ติดต่อสื่อสารควรยึดถือเป็นแนวปฏิบัติ เนื่องจาก ดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นเป็นทรัพยากรที่ใช้งานร่วมกันของทั้งนักวิทยุสมัครเล่นไทยเองและชาติอื่น  ในช่วงเวลาที่ดาวเทียมโคจรผ่านในพื้นที่หนึ่งๆ จึงจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มีการติดต่อกันระหว่างสถานีให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

“กฏทอง" ในการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม

ในการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียมวิทยุสมัครเล่น มีข้อแนะนำที่พึงปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เรียกว่ากฏทอง (Golddn Rule) อยู่สองข้อ คือ

I) อย่าส่งสัญญาณหรือเรียกขาน ถ้ายังรับสัญญาณจากดาวเทียมไม่ได้ ขยายความอีกนิดก็คือ ถ้าเพียงเราได้ยินเพื่อนรอบๆ ข้างของท่านที่ติดต่อได้ แต่ท่านยังรับสัญญาณ ไม่ได้ก็อย่าเพิ่งกดคีย์ออกอากาศพยายามเรียกขานใครหรือตอบใคร มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าท่านสร้างการรบกวนให้ผู้อื่น (เราก็จะกลายเป็น QRM ไปนั่นเอง)

II) ควรใช้การติดต่อสองทาง Full Duplex ถ้าทำได้
คือมีทั้งการรับสัญญาณและการส่งสัญญาณ อาจทำได้ในวิทยุเครื่องเดียวกัน หรือแยกเครื่องวิทยุ เป็นเครื่องที่ใช้รับ และเครื่องที่ใช้ส่ง เพื่อให้แน่ใจว่าท่านติดต่อผ่านดาวเทียมวิทยุสมัครเล่นได้สำเร็จ

ข้ออื่นที่ควรคำนึงถึงและปฏิบัติ

1. แบ่งปันโอกาสแก่ผู้อื่น ดาวเทียมในโหมด FM ทำงานคล้าย Repeater จะมีผู้ที่ส่งสัญญาณได้เพียงครั้งละ 1 สถานี ในแต่ละครั้งที่ดาวเทียมโคจรผ่านพื้นที่นั้นๆ จะมีเวลาที่ให้ใช้ติดต่อได้ประมาณ 15 นาที ก่อนที่ดาวเทียมจะโคจรผ่านเลยไป ดังนั้นหากท่านสามารถติดต่อได้แล้ว จึงควรกลับมารับฟังเพื่อเปิดโอกาสแก่ผู้อื่นได้ติดต่อบ้าง (ประเดี๋ยว รอบต่อไปดาวเทียมก็โคจรมาอีก เราก็มีโอกาสอีก)

2. รอให้สถานีอื่นติดต่อเสร็จก่อน เป็นมารยาทอยู่แล้วที่ท่านจะต้องฟังก่อน ว่ามีสถานีอื่นใดติดต่ออยู่ก่อนหน้านี้หรือไม่ หากเขากำลังติดต่อกัน จงรอให้การติดต่อนั้นสิ้นสุดลงเสียก่อน และการเรียกขานสถานีอื่นที่มิได้ติดต่อยู่เป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ และไม่ควรขัดจังหวะการติดต่อใดๆ ก่อนที่การติดต่อจะสิ้นสุด การที่สถานีอื่นสิ้นสุดการติดต่อคือ เขาจะต้อง 73 กันเรียบร้อย

3. ลดการ QSO กับสถานีที่เคยติดต่อได้แล้ว ในบางครั้งที่เราได้ยินสถานีที่เคยติดต่อได้หลายครั้งแล้ว ควรงดการติดต่อ และควรปล่อยให้เกิดการติดต่อระหว่างคู่สถานีอื่นบ้าง เช่นการติดต่อจากสถานีใหม่ๆ หรือจากสถานที่ใหม่ (GRID)

4. อย่า CQ เราไม่เรียกขาน “CQ Satellite” สำหรับการติดต่อผ่านดาวเทียมในโหมด FM เฉกเช่นเดียวกับการติดต่อผ่าน Repeater หากต้องการแสดงตนว่าเราพร้อมรับการติดต่อ ในระหว่างที่ดาวเทียมโคจรผ่าน และไม่มีผู้ติดต่อกันอยู่ ให้แจ้งสัญญาณเรียกขาน และ GRID สั้นๆ เช่น “W1ABC FN32” หากเราแจ้งออกไป หลายครั้งและยังไม่มีการตอบสนอง ให้หยุดการออกอากาศและตรวจสอบเครื่องส่งของท่านอีกครั้งก่อนที่จะออกอากาศต่อไป

5. ใช้การออกเสียงแบบโฟเนติก (Phonetics) ในส่วนนี้ก็เป็นหลักปฏิบัติโดยทั่วๆไปอยู่แล้วที่จะทำให้การสื่อสารเกิดความเข้าใจตรงกัน ทำให้แต่ละ QSO ใช้เวลาสั้นๆ

6. ให้ความสำคัญกับสถานีหากยาก หรือสถานี Portable การที่ผู้ที่จะออกอากาศผ่านดาวเทียมจะต้องนำอุปกรณ์ไปออกอากาศนอกสถานที่นั้นเป็นเรื่องปกติ เขาจะต้องไปในที่ที่เป็น GRID หรือประเทศ ที่หายาก การไปในพื้นที่ห่างไกล ย่อมมีเวลาจำกัดในการติดต่อสื่อสาร ดังนั้นหากเราได้ยินการติดต่อจาก GRID หรือ ประเทศ  ที่หายาก จึงควรปล่อยโอกาสให้พวกเขาได้รับการติดต่อจากหลายๆสถานี

7. ใช้กำลังส่งน้อยที่สุด (ที่จริงก็ไม่เฉพาะกับการติดต่อผ่านดาวเทียมหรอกครับ การติดต่อโดยทั่วไปเราก็ควรใช้กำลังส่งน้อยที่สุดเท่าที่จะพอติดต่อได้ ไม่ต้องเบ่งกล้ามส่งให้สุดแรงเกิด เพื่อนๆ ที่ใช้ความถี่เดียวกันบริเวณอื่น หรือความถี่ข้างเคียง จะได้ไม่ถูกเรารบกวน กลายเป็นเราสร้างปัญหาขยะไป) โดยทั่วไปใช้กำลังส่ง 5 Watt เป็นการเหมาะสมที่สุด

8. ติดต่อกับสถานีใหม่ๆ ดาวเทียมเป็นสิ่งที่เราใช้ร่วมกัน เราก็ยินดีที่จะได้ยินเสียงการติดต่อ แน่นอนหากเราได้ยินเสียงการติดต่อจาก สัญญาณเรียกขานใหม่ๆ จงตั้งใจรับการติดต่อเพื่อสร้างความประทับใจ ต่อการติดต่อผ่านดาวเทียมเป็นครั้งแรกของพวกเขาเหล่านั้น

ถ้าเราทุกคน ช่วยกันปฏิบัติตามนี้ได้ เราก็จะใช้งานดาวเทียมได้อย่างมีความสุขทุกคน และที่สำคัญคือ รักษาชื่อเสียงของนักวิทยุสมัครเล่นไทยอีกด้วยครับ

อ้างอิง: FM Satellites: Good Operating Practices for Beginning and Experienced Operators
โดย: Sean Kutzko, December 11, 2017
https://www.amsat.org/fm-satellites-good-operating-practices-for-beginning-and-experienced-operators/

เรียบเรียงโดย สิปปภาส นิพนธ์กิจ (E24MTA)
บรรณาธิการ จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

วันอังคารที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ทำไมยังใช้รหัสมอร์สกันอยู่


ในเรื่องที่แล้ว เราได้คุยให้ฟังเรื่อง ประวัติความเป็นมาของรหัสมอร๋ส ซึ่งแม้ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีการใช้งานอยู่ในหมู่นักวิทยุสมัครเล่น (ท่าทางบรรดาพรรคพวกเรานี่ล่ะที่จะใช้มากเป็นพิเศษ น่าภูมิใจจริงๆ นะครับ) ที่จริง การสื่อสารด้วยรหัสมอร์สใช้ได้กับวิธีสื่อสารอื่นด้วยไม่ใช่กับระบบวิทยุเท่านั้น  ลองนึกภาพดูว่าถ้าเรามีไฟฉายอยู่หนึ่งกระบอกและอยู่บนเขาสูงๆ ในกลางคืนมืดๆ เราสามารถใช้ไฟฉายกระบอกเดียวนั้นติดต่อกับเพื่อนที่อยู่บนเขาอีกลูกหนึ่งได้เลย น่าสนใจจริงไหมล่ะ

รหัสมอร์สไม่ต้องผสมคลื่น

การส่งสัญญาณวิทยุด้วยรหัสมอร์ส ทำได้โดยการบังคับให้เครื่องส่งวิทยุทำงานหรือหยุดทำงาน เป็นจังหวะ นั่นคือไม่มีการผสมสิ่งใดๆ (เช่น เสียงพูด หรือ ข้อมูลดิจิตอล เป็นต้น) ลงไปในคลื่นที่ส่งออกมาจากเครื่องส่ง  กำลังส่งออกอากาศทั้งหมดจะอยู่ที่คลื่นที่ส่งออกมาเท่านั้น (ดูภาพที่ 1) ต่างจากการออกอากาศในโหมดอื่น ไม่ว่าจะเป็น การผสมตามขนาด (Amplitude Modulation, AM) การผสมตามความถี่ (Frequency Modulation, FM) การผสมตามขนาดแบบไซด์แบนด์ข้างเดียวและกำจัดความถี่พาหะออก (Single Side Band suppress carrier, SSBSC หรือเรียกสั้นๆ ว่า SSB) รวมทั้งโหมดอื่น เหล่านี้ทั้งหมดล้วนทำให้เกิดความถี่แถบข้าง (sidebands) (ดูภาพที่ 2) ซึ่งความถี่แถบข้างเหล่านั้นจะ "แบ่งกำลัง" จากเครื่องส่งวิทยุ ออกไป ยิ่งมีความถี่แถบข้างมากมาย (เช่น FM) ยิ่งแบ่งกำลังไปมาก ทำให้คลื่นอ่อนกำลังสูงสุดลง ดูวิดิโอ 1 ประกอบ
ภาพที่ 1 สัญญาณรหัสมอร์ส
ช่วงที่เครื่องส่งทำงาน จะมีความถี่
เดียวออกมาจากเครื่องส่ง กำลัง
ทั้งหมดจะอยู่ในความถี่นี้เท่านั้น

ภาพที่ 2 สัญญาณจากการผสมแบบ
FM จะมีความถี่แถบข้างเกิดขึ้นมาก
ความถี่เหล่านี้จะแบ่งกำลังจากเครื่องส่ง
ออกไป ทำให้ลดความแข็งแรงของสัญญาณลง
 
วิดิโอ 1 การผสมคลื่นทั้งแบบ AM
และ FM ทำให้เกิดความถี่แถบข้าง
ความถี่แถบข้างยิ่งมากความถี่ ยิ่งแบ่ง
กำลังไปมาก ตามตัวอย่างจะเห็นว่าการ
ผสมคลื่นแบบ FM แบ่งกำลังออก
ไปอยู่ในความถี่แถบข้างมากกว่า AM


นอกจากนั้น ข้อมูล (สมมติว่าเป็นเสียงพูด) ที่ว่าพูดคำว่าอะไร เสียงนั้นเป็นเสียงของใคร ทั้งหมดเหล่านี้จะถูก "แปลง" แล้วส่งออกไปด้วยความถี่แถบข้าง (sidebands) เหล่านี้ทั้งสิ้น ถ้าหากสภาพการแพร่กระจายคลื่นไม่ดี (มีสิ่งกีดขวาง และ/หรือ การสะท้อนชั้นบรรยากาศไม่ดี) ทำให้สัญญาณทั้งหมดอ่อนลงไป (เนื่องจากเครื่องส่งต้องแบ่งกำลังออกไปส่งความถี่แถบข้างต่างๆ) หรือสัญญาณบางส่วนของความถี่แถบข้าง (sidebands) ไม่สามารถเดินทางไปถึงเครื่องรับของผู้รับอย่างเพียงพอ ภาครับที่ทำหน้าที่ถอดความ (ซึ่งจ้องมองหาข้อมูลจากส่วนของความถี่แถบข้างหรือ sideband มาเข้ากระบวนการถอดความกลับเป็นเสียง) จะทำงานไม่สมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ "ฟังไม่รู้เรื่อง" ไม่สามารถสื่อสารได้

รหัสมอร์สใช้แถบความถี่ประหยัด

จะเห็นว่า การผสมคลื่นแบบอื่นจะมีความถี่แถบข้างเกิดขึ้นมาก ในการผสมแบบ FM จะต้องใช้แถบความถี่ 12-20KHz เพื่อส่งข้อความเสียงพูดออกไป ถ้าเป็นระบบ SSB (Single Side Band) จะใช้แถบความถี่น้อยลงเป็นประมาณ 3KHz ในขณะที่การส่งข้อมูลแบบด้วยรหัสมอร์สซึ่งเครื่องส่งทำงานบ้างหยุดบ้าง (เราเรียกได้อีกคำคือ CW) โดยไม่ได้ผสมคลื่นให้เกิดความถี่แถบข้างออกมา จะใช้แถบความถี่แคบมาก ใน 3 KHz ที่ SSB สามารถสื่อสารได้เพียงช่องเดียว การส่งด้วยรหัสมอร์สจะส่งได้เป็น 10 ช่องเลยทีเดียว นั่นคือประหยัดทรัพยากรความถี่มาก

ทำไมถึงเรียกว่า CW

การสื่อสารโดยใช้รหัสมอร์ส เกิดจากการที่เครื่องส่งทำงานหรือหยุดทำงานเป็นจังหวะ ในขณะที่เรามักเรียกการสื่อสารด้วยรหัสมอร์สว่า CW หรือ Continuous Wave หลายคนอาจจะสงสัยว่า มันจะ continuous ที่แปลว่า "ต่อเนื่อง" ได้อย่างไรในเมื่อเครื่องส่งก็ไม่ได้ทำงานแบบต่อเนื่องสักหน่อย (ดูวิดิโอ 2)


วิดิโอ 2 การส่งสัญญาณแบบรหัสมอร์ส
ที่เรียกว่าโหมด CW เครื่องส่งจะทำงานบ้าง
หยุดบ้างเป็นจังหวะตามเสียงของแต่ละตัวอักษร

เหตุผลที่เราเรียกว่า Continuous Wave ก็เพราะ ในช่วงเวลาที่เครื่องส่งวิทยุ "ในสมัยนี้" ทำงานนั้น สัญญาณคลื่นความถี่สูงจะถูกสร้างและส่งออกอากาศอย่างต่อเนื่อง คงเส้นคงวา คือมีความถี่คงที่ความถี่เดียว และมีขนาดคงที่ ด่างจากเมื่อมีการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุในยุคแรกๆ ที่ยังไม่มีวงจรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะสร้างความถี่สูงได้อย่างในปัจจุบัน (ในสมัยโน้น แม้แต่หลอดสุญญากาศยังไม่มีเลยนะครับ) เครื่องส่งวิทยุสมัยก่อนจะใช้การกระโดดของกระแสไฟฟ้าผ่านช่องเปิดแคบๆ (เรียกว่า Spark Gap แบบเดียวกับหัวเทียนรถยนต์) แต่ความถี่ที่ถูกสร้างด้วยวิธีนี้จะกระจัดกระจาย ไม่แน่นอน จึงต้องผ่านวงจรกรองความถี่ พอคลื่นเริ่มหายไปก็ต้องสร้างการกระโดดของกระแสไฟฟ้าใหม่ (เปรียบเทียบแล้ว ก็เหมือนกับ กริ่งตามโรงเรียนต่างๆ ที่เวลาฆ้อนเคาะลงไปทีหนึ่ง ก็ดังกังวานด้วยความถี่ที่ขึ้นกับขนาด วัสดุ และรูปร่างหน้าตาของตัวกระดิ่งทีหนึ่ง พอเสียงเริ่มเบาลงฆ้อนก็เคาะใหม่อีกครั้ง ต่อเนื่องไป) คลื่นที่เกิดด้วยวิธีการแบบนี้เราเรียกว่า Damped Wave คือ "คลื่นหน่วง" ที่ค่อยๆ ลดความแรงลง (แม้จะ ลดลงในช่วงเวลาเศษเสี้ยวของวินาทีก็ตาม)  การเรียกคลื่นที่เกิดจากเครื่องส่งวิทยุสมัยใหม่ว่าเป็น CW หรือ Continuous Wave ก็เพื่อแยกออกอย่างชัดเจนจาก Damped Wave นั่นเอง

ตัวอย่างการติดต่อด้วยรหัสมอร์ส

วิดิโอนี้เป็นตัวอย่างการติดต่อโดยใช้รหัสมอร์ส ในย่านความถี่วิทยุสมัครเล่น ระหว่างผู้เขียน จิตรยุทธ (HS0DJU) และ Safri Bin Muhiyu'ddin (9M2SAF) ประเทศมาเลเซีย

วิดิโอ 3 ตัวอย่างการติดต่อในโหมด CW
หรือรหัสมอร์ส ระหว่างประเทศไทยและ
มาเลเซีย (แก้ไข นาทีที่ 2:00 HS0DJU
SEE U AGN TU 73)


สรุป
1) เราเรียกคลื่นที่ส่งออกจากเครื่องส่งเพื่อสื่อสารแบบรหัสมอร์สได้อีกชื่อหนึ่งว่า CW หรือ Continuous Wave
2) รหัสมอร์ส ใช้แถบความถี่น้อยมาก ประหยัดทรัพยากรในการสื่อสาร ในบางแบนด์ที่แคบมากของความถี่วิทยุสมัครเล่น อนุญาตให้ติดต่อด้วยโหมด CW เท่านั้น
2) การส่ง/รับคลื่นในโหมด CW ประหยัดพลังงาน เพราะไม่ต้องแบ่งกำลังไปที่ความถี่แถบข้าง กำลังส่งเพียง 5 วัตต์อาจจะสามารถติดต่อข้ามประเทศหรือทวีปได้
3) เครื่องส่ง/รับ วิทยุ ที่สร้างเพื่อส่งและรับรหัสมอร์ส สร้างได้ง่าย ขนาดเล็ก

เป็นอย่างไรบ้างครับ เพื่อนๆ หลายๆ ท่านเริ่มสนใจการใช้งานในรหัสมอร์สบ้างหรือยัง ถ้าสนใจก็ลองศึกษา หรือสอบถามเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นหลายท่านที่สามารถใช้งานรหัสมอร์สได้ ให้ช่วยแนะนำการฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเราเองต่อไป แล้วพบกันใหม่ในเรื่องดีๆ ที่น่าสนใจอีกนะครับ

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ประวัติของรหัสมอร์ส

 
นักวิทยุสมัครเล่นแทบทุกคนคงรู้จักรหัสมอร์ส (ที่จริงคงไม่จำกัดเฉพาะนักวิทยุสมัครเล่นหรอก คนธรรมดาทั่วไปก็คงรู้จักล่ะนะ) โดยเฉพาะมีเพื่อนนักวิทยุด้วยกันบางกลุ่มใช้งานอยู่ ว่าเป็นการใช้เสียงสั้นและเสียงยาวมาผสมกันเพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้  เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นหลายคนอาจไม่เข้าใจว่าใช้เพื่ออะไร เพื่อความเท่หรือเปล่า เพราะเดี๋ยวนี้เราก็ใช้การพูดกันได้แล้ว เข้าใจง่ายกว่า ไม่ต้องฝึกไม่ต้องหัดด้วย ซึ่งการใช้รหัสมอร์สในกิจการวิทยุสมัครเล่นในปัจจุบันนั้นเท่ไหม เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราเก็บเอาไว้คุยกันในบทความต่อไปนะครับ

ความเป็นมาของรหัสมอร์ส

ที่จริงรหัสมอร์สถูกประดิษฐ์ขึ้นเป็นเวลานานก่อนที่จะมีการคิดค้นวิทยุสื่อสารด้วยซ้ำไป โดยใช้การสื่อสารแบบมีสาย (wired) ก็คือสายโทรเลขนั่นเอง (ดูภาพที่ 1) เดิมทีรหัสมอร์ส ซึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นโดย แซมมวล มอร์ส (ดูภาพที่ 2) ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วนาน แซมมวล มอร์ส เป็นศิลปินวาดภาพไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์  มอร์ส ใช้การส่งสัญญาณเป็นรหัสตัวเลข เมื่อฝั่งผู้รับได้รับรหัสตัวเลขแล้วก็นำไปเปิดคู่มือเทียบว่าตัวเลขนั้นคือคำว่าอะไร ดังนั้นคู่มือที่ว่านี้จึงใหญ่โตระดับพจนานุกรมกันเลยทีเดียว

ภาพที่ 1รหัสมอร์ส ใช้กันเริ่มแรก
กับการสื่อสารแบบมีสาย ก็คือสาย
โทรเลขนั่นเอง ในประเทศไทยเอง
ช่วงปี 2520 ถือว่ารุ่งเรืองมาก

ภาพที่ 2 แซมมวล มอร์ส คิดค้นการ
ส่งสัญญาณสั้นและยาวแทนตัวเลขต่างๆ

การพัฒนารหัสเบื้องต้น

อย่างที่เล่าให้ฟังแต่แรกว่า แซมมวล มอร์ส เองไม่ได้ชำนาญด้านเทคนิค การพัฒนาก็งงๆ อยู่พักหนึ่ง จนกระทั่ง แซมมวล มอร์ส มีผู้ช่วยคือ อัลเฟรด เวล (Alfred Vail) ซึ่งชำนาญด้านเทคนิค ก็คิดว่า ควรส่งเสียงเฉพาะที่เป็นเสียงประจำของแต่ละตัวอักษรออกไปเลย  ฝั่งผู้รับจะได้ถอดเสียงออกมาเป็นข้อความได้โดยไม่ต้องไปเปิดคู่มือเทียบถอดรหัสหาความหมายอีก  โดยแนวความคิดคือ ตัวอักษรไหนที่ใช้มากที่สุด ควรมีเสียงง่ายที่สุด สั้นที่สุด เช่น ตัว E (dit) ตัว A (ditdah) แล้วก็ไล่กันไป

ในช่วงแรกที่ทั้ง มอร์ส และ เวล ออกแบบระบบโทรเลขนั้น พวกเขาตั้งใจว่าจะให้พิมพ์ลงบนกระดาษแล้วอ่านในภายหลัง (ดูภาพที่ 3) แต่ก็พบว่า หลังจากการฝึกฝน คนเราสามารถฟังเสียงเฉพาะหนึ่งๆ แล้วแยกความแตกต่างออกมาเป็นแต่ละตัวอักษรได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องพิมพ์ลงบนกระดาษก่อน จึงใช้การฟังเสียงเอาโดยตรงแทนเช่นในปัจจุบัน
ภาพที่ 3 เครื่องรับรหัสในยุคแรกๆ
จะพิมพ์  (มีกลไก ใช้ปากกาหรือ
ดินสอเพื่อเขียน) เป็นเส้น สั้น
และยาว ลงบนแถบกระดาษ

การพัฒนารหัสมอร์ส

ในปี 1948 เฟรดเดอริค คลีมันส์ เกิร์ค ได้ดัดแปลงเสียงของแต่ละตัวอักษรเสียใหม่ เรียกว่าเปลี่ยนจากที่มอร์สออกแบบไว้แต่แรกราวครึ่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อีกหลายครั้งจนกระทั่งได้เป็นรหัสมอร์สตัวหนังสือภาษาอังกฤษที่ใช้เป็นมาตรฐานนานาชาติในปัจจุบัน ดูภาพที่ 3
 
ภาพที่ 3 รหัสมอร์สสากลในปัจจุบัน

รหัสมอร์สผ่านคลื่นวิทยุ

ในวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2444 กูลิเอโม มาร์โคนี และผู้ช่วย จอร์จ เคมพ์ ได้ร่วมกันส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุผ่านมหาสมุทรแอตแลนติก (ใช้สายอากาศผูกกับว่าว) จากโพลดิว (Poldhu) (ดูภาพที่ 4) ในประเทศอังกฤษไปยังซิกแนลฮิล (Signal Hill, Newfoundland) (ดูภาพที่ 5) ซึ่งข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก และพ้นระยะสายตา (คือ ติดส่วนโค้งของโลก)  ในครั้งนั้นตัวหนังสือที่ส่งเป็นตัวแรกคืออักษร S (รหัสมอร์สคือ ditditdit) ในวันนี้ลมแรงและสายอากาศที่ขึ้นไปกับว่าวก็เสียหาย ประมาณว่ารับได้แต่ตัวอักษร S แต่รับข้อความอะไรไม่ได้อีก จนในวันต่อมาวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2444 จึงนำว่าวตัวที่สองขึ้นไปใหม่ และสามารถส่งข้อความได้สำเร็จ นี่เป็นการเปิดโลกการสื่อสารด้วยคลื่นวิทยุที่สามารถสะท้อนชั้นบรรยากาศได้ทำให้สามารถติดต่อได้ในระยะทางไกลกว่าที่ส่วนโค้งของโลกบดบังเอาไว้
 
ภาพที่ 4 สถานีส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุ
ผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกที่ Poldhu
ภาพที่ 5 การรับสัญญาณที่ Signal Hill
ใช้ว่าวเพื่อดึงสายอากาศขึ้นไปในที่สูง

เรื่องน่าเสียดาย

การคิดค้นการส่งสัญญาณของ แซมมวล มอร์ส นี้ ถูกเขานำไปจดสิทธิบัตรเอาไว้ (โดยตกลงว่าใช้ชื่อของ แซมมวล มอร์ส คนเดียว) ซึ่งจะเห็นว่าที่จริงแล้ว อัลเฟรด เวล มีส่วนในการพัฒนาอย่างมาก (คงได้ผลตอบแทนเป้นรูปอื่นแทน เช่น หุ้น)  จากนั้นก็ใช้เวลานานกว่าจะถูกนำไปใช้ในการสื่อสาร (แบบโทรเลข มีสาย) จริง ซึ่งทำให้ มอร์ส กลายเป็นคนร่ำรวยไปเลย ส่วน อัลเฟรด เวล ได้ขายหุ้นออกไปก่อนที่กิจการจะรุ่งเรือง นับว่าน่าเสียดายมากทีเดียว

เป็นอย่างไรครับ เรื่องราวโดยย่อของที่มาของรหัสมอร์สที่แม้ในปัจจุบันก็ยังถูกใช้งานเป็นประจำทุกวันโดยนักวิทยุสมัครเล่น  ในบทความหน้าเราจะมาคุยกันต่อว่าทำไมนักวิทยุสมัครเล่นบางกลุ่มยังคงชื่นชอบรหัสมอร์สอยู่มันมีข้อดีอย่างไร ไว้ติดตามกันใหม่คราวหน้านะครับสำหรับคราวนี้ต้องขอกล่าวคำว่า

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต) ครับ

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2562

กิจกรรมและประชุมประจำเดือน มิถุนายน 2562 จังหวัดชัยภูมิ


ในหนึ่งรอบปี ชมรม The DXER Thailand มีแผนการเดินทางไปในที่ต่างๆ เพื่อออกอากาศ และทำกิจกรรมส่งเสริมกิจการวิทยุสมัครเล่นในประเทศไทยเรา  ในระหว่างวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 15-16 มิถุนายน 2562 นี้ ชมรมจะเดินทางไปยัง ไร่เรือนเทพ อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ใกล้อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม

กำหนดการ

วันเสาร์ 15 มิถุนายน 2562
  6.00 น.   พบกันที่บ้านของคุณนพดล (HS1ZHY) ซ.คลองหลวง 10 จ.ปทุมธานี และออกเดินทาง
  6.30 น.   ร่วมรับประทานอาหารเช้ากันที่ร้านอาหาร บ้านสวน 2
  7.00 น.   ออกเดินทางต่อไปยัง ไร่เรือนเทพ
  11.30 น. แวะรับประทานอาหารกลางวัน
  12.30 น. ถึงอุทยานแห่งชาติปาหินงาม เที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียว ชมหินงามต่างๆ และสถานที่อื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง
  14.30 น.  เดินทางเข้าที่พัก ไร่เรือนเทพ  พักผ่อนตามอัธยาศัย
  15.30 น.  ติดตั้งสถานี VHF และ HF  เพื่อนสมาชิกที่อยู่ใกล้เคียง
  18.00 น.  รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน และประชุมชมรมประจำเดือน มิถุนายน 2562
  19.00 น.  Checknet VHF ที่ความถี่ 144.9375 Mhz , DSTAR NET at Reflector REF087C

วันอาทิตย์ 16 มิถุนายน 2562
  8.00 น.  รับประทานอาหารเช้าร่วมกัน
  9.30 น   เริ่มเดินทางกลับ โดยใช้เส้นทางเข้า อ.วังม่วง ชมอุโมงค์ต้นไม้ และเข้าชมไร่ต่างๆ
  12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน น่าจะเป็นแถวๆ อำเภอหมวกเหล็ก
  13.30 น. เริ่มเดินทางกลับ และแวะท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่น่าสนใจ

--- ภาพรวมกิจกรรม ---

วันเสาร์ 15 มิถุนายน 2562

เราออกเดินทางในเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 15 มิถุนายน 2562 เวลาประมาณ 06:00 น. ตามกำหนดการ ด้วยรถตู้ 2 คัน รถกระบะ 1 คันและรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอีก 1 คัน มีทั้งสมาชิกของชมรม ครอบครัว และญาติพี่น้อง เดินทางไปด้วยกันอย่างสนุกสนาน แวะทานข้าวกันที่ บ้านสวน 2 พหลโยธิน กม. 70 แล้วก็เดินทางต่อ ตรงดิ่งไปยัง ทุ่งกัลหันลม อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ มีภาพสวยๆ ตรงนั้นมาฝากมากมาย

กังหันลม ที่แต่ละตัวสามารถ
ปั่นไฟฟ้าได้ 2.5 เมกกะวัตต์
(2.5 ล้านวัตต์) ที่ทั้งโครงการ
มีทั้งหมดรวมกันกว่าร้อยต้นใน
ปัจจุบัน และจะเพิ่มขึ้นในอนาคต





จากนั้นก็มุ่งหน้าสู่ "ไร่เรือนเทพ" ที่เป็นที่พักและจัดกิจกรรมของเรา ซึ่งได้รับเกียรติจากเพื่อนๆ จากจังหวัดชัยภูมิและนครราชสีมา เดินทางมาร่วมกิจกรรมด้วย ชมรม The DXER Thailand ต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ


จากนั้นก็จัดการนำสัมภาระส่วนตัว
เข้าที่พัก ซึ่งมีหลายแบบ ที่เห็นนี้
เป็น "บ้านตุ๊กตา" หลังเล็กน่ารัก
เหมาะกับการพักผ่อน 1-2 คน

ในระหว่างนั้นเราก็จัดการตั้งสถานีไปพลางๆ ทั้งสถานี DSTAR และสถานี HF

สถานี DSTAR จิ๋ว ที่สะดวก
ประสิทธิภาพสูง ติดต่อได้ทั่วโลก
ไม่ต้องมีอุปกรณ์มาก น่าอิจฉาเล็กๆ

คุณสิปปภาส (E24MTA) กำลัง
ทำสายอากาศ Magnetic Loop
สำหรับย่านความถี่ HF เอามาทดลอง
รับคลื่นโหมดดิจิตอลที่ถนัด


สายอากาศ Vertical End-fed
แบบชั่วคราวไม่ค้างคืน (ซึ่งก็ไม่ค้าง
คืนจริงๆ นั่นล่ะ เพราะใช้เสร็จ ตอน
ดึกๆ ก่อนนอนเราก็เก็บลงเรียบร้อย)
ทำงานในย่าน HF ได้ดี ไว้ใจได้
ใช้เวลาติดตั้งเพียง 15 นาทีเท่านั้น


 

 พี่หมอจีรกร (HS0EBS) ติดเอา
ลวดห่วงสปริงมาด้วย ว่างๆ ก็เอาสปริง
ที่ว่ามาทำเป็นสายอากาศเสียเลย เด้งไป
ดึ๋งมา ปรับความถี่ได้นิดหน่อยด้วย

บริเวณศาลาที่เราจัดกิจกรรม บรรยาย
การทำงานของระบบ DSTAR
เบื้องต้นให้เพื่อนๆ ที่สนใจได้ฟังกัน








คุณนพดล (HS1ZHY) คุณจีรพันธ์ (HS1ZBT)
และคุณจิตรยุทธ (HS0DJU) ช่วยกันบรรยาย
ขยายความเกี่ยวกับวิทยุสื่อสาร DSTAR
(รวมทั้ง DMR) ให้เพื่อนๆ ได้ฟังกัน

เพื่อนๆ ให้เกียรติมาสนทนากันเยอะมาก
จนศาลาที่ใหญ่พอสมควร จุเพื่อนทั้งหมด
ไม่ไหว แต่โชคดีที่อากาศไม่ร้อน เพื่อน
หลายท่านเลยออกมายืนด้านนอกสบายๆ

ในช่วงค่ำ คือระหว่างเวลา 19:00 - 20:00 น. เราทำ NET ทั้งระบบอนาลอก FM ที่ความถี่ 144.9375 MHz และในเวลา 19:30 - 20:30 น. ในระบบ Digital DSTAR ทาง reflector REF911C นอกจากนั้นก็ทำการทดสอบสัญญาณในย่านความถี่ HF ซึ่งเป็นบริเวณที่บ้านเรือนไม่หนาแน่น ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สร้างสัญญาณรบกวนแบบในกรุงเทพ ทำให้ระดับสัญญาณรบกวนต่ำในย่าน HF ต่ำกว่าในเมืองใหญ่แบบกรุงเทพและปริมณฑล
สายอากาศที่ใช้ในงาน NET
จาก อ.เทพสถิต จ.ชัยภูมิ ในครั้งนี้
 

เครื่อง ICOM IC-7300 พร้อม Automatic
Antenna Tuner พร้อมประจำการติดต่อใน
โหมด Phone และ CW (รหัสมอร์ส)

ส่วนหนึ่งของการติดต่อด้วยย่านความถี่ HF


หลังจากการทดสอบ ทดลองต่างๆ และรับประทานอาหารเย็นแล้ว เราก็ประชุมชมรมไปด้วยในคราวเดียวกัน

ประชุมชมรม The DXER Thailand
สัญจร ประจำเดือน มิถุนายน 2562

และแยกย้ายกันเข้านอนตามบ้านหลังเล็กๆ ที่จองกันไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมตัวเดินทางเข้า อช.ป่าหินงาม ในตอนเช้าวันอาทิตย์
 
วันอาทิตย์ 16 มิถุนายน 2562
 
เช้าวันนี้ ทางรีสอร์ต ไร่เรือนเทพ ได้จัดอาหาร และเครื่องดื่มเตรียมให้เราไว้แต่เช้า หลังจากรับประทานอาหาร เรากลับมาเก็บของที่ห้องให้เรียบร้อย แต่ทิ้งไว้ที่ห้องที่พักก่อน ไว้เราขึ้นไปที่ อช.ป่าหินงาม และลงมาเรียบร้อยแล้ว ค่อยมาขนขึ้นรถอีกครั้งหนึ่ง


แหม เกือบลืม ไหนลองฟังก์ชั่น GPS
ของวิทยุ Icom ID-51E Plus2
สักหน่อย เราอยู่ตรงไหนกันหนอ




เดินจากบ้านไร่เรือนเทพเพียง
200 เมตร ก็ถึงทางเข้า
อุทยานแห่งชาติ ป่าหินงาม

การเข้าชม อุทยานแห่งชาตินั้นไม่ฟรี
แต่ก็ยินดีจ่าย ไม่เห็นจะมีหนุ่มคนไหน
บ่นน้องที่ทำหน้าที่เก็บเงินคนนี้สักคำ
(ที่จริง ก็คงไม่มีใครบ่นอะไรหรอกครับ
เพราะเป็นหน้าที่ที่เราต้องบำรุุง อช.ด้วย)

ภายใน อุทยานแห่งชาติ ป่าหินงาม
มีรถไว้บริการนั่งพาชม เนื่องจากมี
พื้นที่กว้าง ถ้าเดินคงใช้เวลานาน
แถมยังไปไม่ถูกที่ทาง จะพาลหลง
เอาเสียเวลา เราเลยกระโดดขึ้นรถ
ที่มีน้องมัคคุเทศน์อาสา มานำทางให้


เย้ ถึงแล้ว ผาสุดแผ่นดิน
ถ่ายรูปกันหน่อย... ว่าแต่
ผาที่วา อยู่ไหน ไม่เห็นมีเลย


อ้าว ไต่มาอีกนิด  ผาอยู่ตรงนี้ต่างหาก
ตรงนี้เขาว่า เป็นจุดบรรจบกันระหว่าง
แผ่นดินของภาค เหนือ กลาง และ
ตะวันออกเฉียงเหนือ ถ่ายภาพเป็นที่
ระลึกสักหน่อย แต่ไม่ระทึกมากเพราะ
ห่างจากริมหน้าผาพอสมควร (มันสูง..)
 
เอาวิวสวยๆ มาฝากเพื่อนๆ
จากด้านบนของ ผาสุดแผ่นดิน
 
 
ดอกกระเจียว สวยๆ พอมีให้เห็นแล้ว
ฝนเพิ่งตกลงมา แต่ไม่ชุกนัก ยังมีดอก
ที่รอบานอีกมาก

ไหนๆ ก็ชวนกันเดินเที่ยวชมทุ่งดอกกระเจียวแล้ว ก็เอาข้อมูลมาฝากกันสักนิด ว่า ในโลกนี้มีดอกกระเจียวกว่า 70 สายพันธุ์ ในประเทศไทยเองมีอยู่กว่า 30 สายพันธุ์ และ ที่อุทยานแห่งชาติป่าหินงวม มีดอกกระเจียวอยู่ 4 สายพันธุ์  จะเริ่มบานช่วงต้นฤดูฝนประมาณกลางเดือนพฤษภาคมจนถึงกลางเดือนสิงหาคมของทุกปี และจะเริ่มแทงหน่อออกในช่วงต้นเดือนมิถุนายน

หญ็าเพ็ก
 
หลายคนอาจจะสงสัยว่า เอาภาพ "หญ้าเพ็ก" มาให้ดูทำไม หญ้าต้นเล็กๆ นี้ทำหน้าที่ยึดดิน ยึดหน่อของกระเจียวเอาไว้ หญ้าเพ็กกับกระเจียวต้องอยู่คู่กัน ถ้าเอาหน่อกระเจียวไปปลูกในป่าที่ที่ไม่มีหญ้าเพ็กนี้ กระเจียวก็ไม่สามารถอยู่รอดได้  นอกจากนี้ ยังมีเด็กๆ และครูจากโรงเรียนบ้านหนองใหญ่ เป็นบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการช่วยขยายพันธุ์ดอกกระเจียวที่อยู่ใน อช. ป่าหินงามด้วย (อ่านเรื่อง สดจากเยาวชน : ต้นกล้าสีชมพู ทุ่งดอกกระเจียว)




ถ่ายภาพหมู่กับทุ่งดอกกระเจียว
สักหน่อย เจ้าหน้าที่บอกว่า ฝนยัง
ตกไม่มาก ทำให้ดอกบานประมาณ
เสี้ยวเดียว แต่ก็ดีแล้ว ไม่งั้นคง
โกลาหล รถติดกันไปถึงตีนดอยแน่ๆ


ลานหินงาม มีหินแปลกๆ เยอะ
ทั้งมีรูเหมือนถ้ำมอง และเหมือน
ถ้วยฟีฟ่า ก็ถ่ายรูปกันสนุกสนานไป

ฮัลโหลๆ ตรงนี้สูงดีแฮะ แต่
มองไปทิศไหนเป็นทางไหนเนี่ย
เดี๋ยวหาทิศเจอแล้วขอทดสอบ
สัญญาณทางไกลหน่อยนะ

คุณสิปปภาส (E24MTA) ลองทดลอบ
สัญญาณทางไกล จากผาสุดแผ่นดิน รับส่งได้
ชัดเจนด้วยเครื่องวิทยุมือถือ กำลังส่ง 5 วัตต์

จากอุทยานแห่งชาติ เราเดินทางไปไหว้พระเพื่อความเป็นสิริมงคล ที่วัดป่าเทพอินทรประดิษฐ์วราราม ซึ่งมีสถาปัตยกรรมสวยงามมาก เราทำบุญและถ่ายภาพเป็นที่ระลึกก่อนเดินทางไปรับประทานอาหารและกลับกรุงเทพมหานคร



ดอกกระเจียว ดูจะเป็นดอกไม้
ประจำถิ่นของ อ.เทพสถิต
จังเหวัดชัยภูมิ เลยเชียว ที่วัดนี้
ก็ยังมีสวนเล็กๆ ปลูกเอาไว้


หลังจากนั้น เราเดินทางกลับ กทม. ด้วยความปลอดภัยทุกคน
ไว้พบกันในกิจกรรมคราวต่อไปของชมรม The DXER Thailand ขอบคุณครับ
รวบรวมข้อมูล/บรรยาย โดย
จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)