วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

บีคอน (Beacon) คืออะไร


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

นักวิทยุสมัครเล่นมีกิจกรรมหลากหลายที่ทำ เราเล่น หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการสื่อสารในหลายรูปแบบ ไม่เพียงแต่การติดต่อระหว่างสถานีเท่านั้น แต่นักวิทยุสมัครเล่นยังสร้างระบบต่างๆ ขยายออกไป เช่น APRS ที่สามารถบอกจำแหน่งและข้อมูลอื่นๆ ของสถานีไปยังสถานีอื่นได้ หรือระบบดิจิตอลต่างๆ ก็เช่นกัน

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้น เรายังมีระบบหนึ่งที่มีประโยชน์มากในการบอกสภาพการแพร่กระจายคลื่นในย่านความถี่ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งย่าน HF โดยการให้สถานีที่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ ผลัดกันออกอากาศในความถี่ต่างๆ กัน เพื่อให้นักวิทยุที่อยู่ในพื้นที่อื่นทั่วโลกสามารถทดลองรับสัญญาณนั้น เราเรียกว่า บีคอน (Beacon)

บีคอนคืออะไร

ที่จริงแล้วสำหรับคำโดยทั่วไป บีคอน คือ ระบบส่งสัญญาณอัตโนมัติ ด้วยเหตุผลบางอย่าง ในกรณีที่กำลังพูดถึงนี้ เป็นการส่งเพื่อให้เราพอประเมินได้ว่า Propagation ทิศไหน ดี เลวแค่ไหน

ในโลกนี้ เรามีสถานีวิทยุสมัครเล่น "ใจดี" ทำหน้าที่ส่งสัญญาณบีคอนให้กระจายไปในโลกนี้ในความถี่เหล่านี้
14.100 MHz
18.110 MHz
21.150 MHz
24.930 MHz
28.200 MHz
โดยวนกันไป เราสามารถดูว่าในขณะนี้ (Real time) สถานีไหนกำลังออกอากาศได้ที่เว็บเพจนี้ http://www.ncdxf.org/beacon/
จะรู้เลยว่า สถานีไหน กำลังส่ง Beacon เป็นรหัสมอร์ส ชื่อสถานีตัวเองอยู่ ดูภาพที่ 1

ภาพที่ 1 เราารู้ได้ว่าในขณะหนึ่งๆ
สถานี Beacon ใดกำลังออกอากาศด้วย
สัญญาณเรียกขานของตัวเองเป็นรหัสมอร์ส

ในภาพที่ 1 สถานี VR2B ที่ฮ่องกง กำลังออกอากาศ สัญญาณเรียกขานของตัวเอง ที่14.100MHz เป็นรหัสมอร์ส ความเร็ว 22 WPM  และในเวลาเดียวกัน สถานี RR9O ทีเซอร์เบียก็ออกอากาศ สัญญาณเรียกขานตัวเอง ที่ 18.110 MHz แบบนี้เรื่อยไป
หลังจากนั้น 10 วินาที ก็จะเปลี่ยนเป็นตามภาพที่ 2

ภาพที่ 2 แต่ละสถานีจะเปลี่ยนไป
ออกอากาศที่ความถี่อื่น จนครบทุกความถี่

จะเห็นตามภาพที่ 2 ว่า สถานี 4S7B ที่ศรีลังกา ก็จะออกอากาศ ที่ 14.100MHz  สถานีVR2B ก็ไปออกอากาศสัญญาณเรียกขานของตัวเองที่ 18.110 MHz  ส่วนสถานีที่ประเทศ เซอร์เบีย RR9O ก็ไปออกอากาศที่ความถี่ 21.150 MHz

นั่นคือ ในเวลาหนึ่งๆ จะมีสถานีบีค่อนพวกนี้ ออกอากาศ 5 ความถี่ แล้วหมุนวนกันไป   ทำงาน synchronize กัน ไม่เบียดกัน ไม่ทับกัน ไม่แย่งกัน
ลองฟังสถานี VR2B (ฮ่องกง)

วิดิโอ 1 สัญญาณบีคอนจาก
สถานึ VR2B ที่ฮ่องกงจังหวะที่
ออกอากาศที่ความถี่ 14.100 MHz

มีเสียง ดา ดา ดา ตามมาด้วย

เราจะสังเกตว่า หลังสัญญาณเรียกขาน จะมีเสียง dah ยาวๆ ตามมาอีก 3 ที มันคืออะไร?
สัญญาณเรียกขาน จะถูกส่งมาในโหมด CW กำลังส่ง 100 วัตต์ จากนั้น
  • เสียง dah แรกส่งด้วยกำลังส่ง 10 วัตต์
  • เสียง dah ที่สองส่งด้วยกำลังส่ง 1 วัตต์
  • เสียง dah ที่สามส่งด้วยกำลังส่ง 0.1 วัตต์
ทำให้เรา ที่ฟังอยู่พอรู้ว่าเรารับคนที่ใช้กำลังส่งเท่าใดจากสถานีนั้น ได้เป็นอย่างไรนั่นเอง
คราวนี้ ถ้าเพื่อนๆ มีเวลาว่าง อยากจะรู้ว่าการเดินทางของคลื่นดีหรือไม่ ก็ลองเปิดเครื่องและรับสัญญาณจากสถานีบีคอนที่ความถี่ต่างๆ ที่เขาออกอากาศดูนะครับ

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

WARC bands คืออะไร


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นที่เป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นต้นมักจะคุ้นเคยกับย่านความถี่เดียวคือที่เรียกว่าย่าน 2 เมตร (144-147MHz) บางท่านอาจจะเคยได้ยินว่ายังมีย่านความถี่อื่นที่นักวิทยุสมัครเล่นในประเทศอื่นในโลกนี้สามารถใช้ได้ แต่ในประเทศไทยใช้ไม่ได้ และดูว่าย่านความถี่เรานั้นค่อนข้างไกลตัว แต่ความเป็นจริงแล้วความถี่เหล่านั้นไม่ได้ไกลตัวพวกเราเลย ไม่ว่าท่านเป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นไหนก็ตาม ท่านสามารถใช้ความถี่เหล่านั้นได้ที่คลับสเตชั่นขั้นกลางขึ้นไป ภายใต้การควบคุมของพนักงานวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางขึ้นไป (ชมรม The DXER ก็เป็นคลับสเตชั่นขั้นกลางด้วย)

ย้อนกลับมาที่ย่านความถี่ต่างๆ นอกเหนือไปจาก 2 เมตร เมื่อท่านเป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางขึ้นไปหรือใช้งานที่คลับสเตชั่นขั้นกลางขึ้นไป จะสามารถใช้งานได้อีกมากโดยเฉพาะในย่านความถี่ HF คือความถี่ 1.8, 3.6, 7, 10, 14, 21, 24, 28 MHz หรือถ้าพูดเป็นความยาวคลื่นก็คือ 160, 80, 40, 30, 20, 15, 12, 17, 10 เมตร ตามลำดับ เห็นไหมครับว่ามีความถี่อีกเยอะมากให้เราได้เล่น

ทีนี้กิจกรรมของนักวิทยุสมัครเล่นหนึ่งก็คือการแข่งขัน เมื่อมีการแข่งขันวิทยุสมัครเล่นในย่านความถี่ HF นักวิทยุก็จะใช้ความถี่ทั้งหมด (ถ้าไม่กำหนดเป็นอย่างอื่น) ในโหมดที่กติกากำหนดไว้ ในการแข่งขัน ความถี่ก็จะคึกคัดโกลาหลขึ้นมาในบัดดล

คราวนี้คนที่ไม่ได้แข่งกับเขาด้วยล่ะ ทำอย่างไร

บางครั้งเพื่อนๆ ที่อยากติดต่อธรรมดา ไม่ได้แข่งขันก็อยากมีช่วงความถี่ในการใช้งานบ้าง ประกอบกับบางช่วงความถี่เช่น 10, 18, 24 MHz หรือความยาวคลื่น 30, 17, 12 เมตรมีช่วงความถี่ที่แคบมาก คือราว 100KHz จึงเป็นที่ตกลงกันเป็นสัญญาสุภาพชน ว่าจะไม่ใช้ช่วงความถี่เหล่านี้ในการแข่งขัน และเราเรียกมันว่า WARC (World Administrative Radio Conference) band  ดังนั้นทุกคราวที่มีการแข่งขัน แล้วมีนักวิทยุที่ไม่ได้ร่วมแข่งขันแต่อยากใช้งานความถี่ ก็อาจจะพากันอพยพไปที่ย่านความถี่ WARC bands เหล่านี้เป็นเรื่องปกติ

ส่วนที่จะมี "เจ้าถิ่น" "เจ้าบ้าน" เจ้าของความถี่อยู่ตรงนั้นตรงนี้ ในสากลแล้วเขาไม่มี ไม่ทำกันครับ ทุกคนมีสิทธิใช้ความถี่ตามสิทธิของตัว ยกเว้นการประกาศ "ขอร้อง" เป็นคราวๆ ไปว่า ภัยพิบัตินี้ขอใช้ความถี่ตรงนี้นะ หรือความถี่นี้เป็น Beacon นะ เป็นต้น

แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้านะครับ สำหรับวันนี้
QRU และ 73 ครับ

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

DSTAR Alliance Net เราจะไม่พรากจากกัน


โดย นรภัทร พัชรพรพรรณ (E24YVI)

ก่อนจะเข้าเนื้อหา ขอประชาสัมพันธ์ก่อนนะครับ DSTAR NET Alliance เชิญชวนให้เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นทุกท่านมาทดลองทำหน้าที่ Net Operator อาสากันได้ในทุกวันเสาร์ เวลา 19.30-20.30 นะครับ สามารถแจ้งเข้ามาได้เลยไม่ต้องเขินอาย ผมมีตัวอย่างของน้องภูมิ (E24VRK) ที่ได้ทำหน้าที่ Net Operator อาสามาให้ชมด้วย เชิญชมวิดิโอด้าานล่างนี้ได้เลยครับ

บันทึก DSTAR net
กับชมรม The DXER

สวัสดีเพื่อนๆ นักวิทยุสมัครเล่นทุกท่านที่สนใจหรือกำลังเริ่มสนใจ Digital Mode โดยเฉพาะระบบ DSTAR (ใครสงสัยว่า DSTAR คืออะไร สามารถเข้าไปปูพื้นฐานก่อนได้ที่ https://e20ae.blogspot.com/2018/08/dstar.html และ
https://www.youtube.com/watch?v=iIrrGo_bRaY ครับ

การใช้งานระบบ DSTAR ในช่วงที่ผ่านมามีความนิยมมากขึ้น แน่นอนครับว่าเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ รวมถึงความรู้ในการใช้งานระบบ DSTAR ก็มีมากมายหลากหลายขึ้น รวมถึงทางชมรม The DXER ได้ทดลองสร้าง Reflector ขึ้นมาทดสอบทดลองกับเพื่อนๆ หลังจากที่ลองผิดลองถูกอยู่นานจนระบบเริ่มทำงานได้ดี ทางชมรมจึงมีความคิดว่าเราน่าจะมีการทำ NET บนระบบ DSTAR กันดีกว่า เรื่องก็เริ่มจากนี้ครับ

ชมรม The DXER ริเริ่มให้มี Net
ทางระบบ DSTAR
เป็นชมรมแรกในประเทศไทย


ตั้งแต่เริ่มแรกเราทำ NET ในแบบ Traffic Net (หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า Information Net) คือนอกจากทดสอบสัญญาณกันแล้วยังมีการถามสารทุกข์สุกดิบ สภาพดินฟ้าอากาศกันด้วย (ล่าสุดมีถามราคาทุเรียนหน้าสวน จังหวัดระยองและจันทบุรีกันแล้ว)  ก็มีเพื่อนๆ นักวิทยุสมัครเล่นจำนวนมากเชื่อมโยง Hot Spot ส่วนตัวมาที่ Reflector REF911 module C (หรือเรียกสั้นๆ ว่า REF911C กับอีกชื่อที่เราอาจจะคุ้นเคยคือ XLX911 module C ย่อว่า XLX911C)

ผู้ดูแลระบบของ Reflector หลายๆ ตัว
จัดการเชื่อมโยงเข้าหากัน ทำให้ติดต่อ net ได้สะดวก


เมื่อเวลาผ่านไป ก็มีหลายชมรมที่ได้ทดสอบทดลองสร้าง Reflector มาให้สมาชิกมาทดสอบทดลองกัน และด้วยความสามารถของ Reflector ที่สร้างขึ้นมานั้นสามารถเชื่อมโยงกันได้ ผู้ดูแลระบบของหลายชมรมจึงปรึกษากันว่าเราจะทดลอง Link หรือเชื่อมโยง Reflector เข้าหากัน ที่ Module C ในทุกวันเสาร์ เวลาประมาณ 19.30 – 20.30 ซึ่งเป็นเวลาที่ทางชมรม The DXER ทำ NET เป็นประจำ ทำให้สมาชิกที่ใช้งานใน Reflector ที่เชื่อมโยงกันได้ยินถึงกันหมด และหลังเวลาดังกล่าว เราจะ Un-Link หรือยกเลิกการเชื่อมโยงกันแล้วกลับไปใช้งานแยกกันได้ตามปกติ ซึ่งทำให้สมาชิกไม่ต้องย้าย reflector ไปมาเพื่อความสะดวก

เราทำการเชื่อมโยงโมดูล C ของ
หลาย Reflector เข้าด้วยกัน
ในช่วงเวลาการทดสอบ net


แต่จากการทดสอบทดลองมาระยะเวลาหนึ่ง กลุ่มผู้ดูแลก็มีข้อสังเกตว่าบางครั้งการ Link และ Un-Link ทำได้ไม่สมบูรณ์ ก็คิดกันต่อไปว่า เรามาลอง Link Reflector ทั้งหมดไว้ตลอดเวลาเสียเลยเพื่อทดลองว่าจะยังเกิดปัญหาหรือไม่ ซึ่งถ้าใช้งานได้ดี ต่อไปเวลาที่จะมี Reflector ใหม่ๆ เชื่อมโยงเข้ามาก็ใช้มาตรฐานนี้ คือตกลงว่าให้มาเชื่อมกันที่ Module L ได้เลย (การตกลงมาตรฐานแบบนี้ปกติเราจะเรียกว่าเป็นมาตรฐานแบบ De Facto (มีความหมายทำนองว่า "โดยพฤตินัย") คือกลุ่มพันธมิตรตกลงกันเอง วิธีการแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงคำว่า ไวไฟ (Wi-Fi) ครับจะเป็นลักษณะเดียวกัน (สนใจอ่านต่อได้ที่ https://en.wikipedia.org/wiki/De_facto)

เมื่อเราใช้โมดูล L เราจะเชื่อมโยง
Reflector พันธมิตรทั้งหมดไว้
ด้วยกันได้ตลอดเวลา โดยไม่รบกวน
โมดูลอื่นๆ


ก่อนออกทะเลไปไกล เดี๋ยวจะกลับบ้านไม่ทันช่วงเคอร์ฟิวในช่วง Covid-19 แล้วจะยุ่งไปกันใหญ่ ก็มาต่อดีกว่านะครับ

ทีมผู้ดูแลระบบจึงเริ่มทำการ Link Module L เข้าด้วยกัน แต่ก็ทราบดีว่าต้องใช้เวลาประชาสัมพันธ์การเปลี่ยนแปลงนี้ก่อน ไม่อย่างนั้นเพื่อนที่เคยเข้ามาที่โมดูล C แล้วพบคนอื่นๆ มากมายจะตกใจว่าหายไปไหนกันหมด จึงตัดสินใจกันว่าชมรม The DXER จะเปลี่ยนการทำ NET ไปที่โมดูล L ในวันที่ 9 พฤษภาคม 2563 คือเปลี่ยนจาก REF911C หรือ XLX911C ไปเป็น REF911L หรือ XLX911L เป็นต้นไปครับ และเพื่อนๆ ที่ใช้ Reflector (ณ วันนี้ คือ REF822/ REF823/ REF567/ REF191)  ก็สามารถ ใช้บริการ Reflector เดิมของตนเองและต่อไปที่ Module L ของ Reflector ที่เกาะอยู่ได้เช่นเดียวกัน

และเนื่องจากที่ Module L จะเชื่อมโยงกันกันตลอดเวลาจะสามารถทำให้เพื่อนๆ อยากที่จะมีการทดสอบทดลองสัญญาณกันข้าม Reflector ก็จะทำได้ตลอดเวลาที่ Module L เลย หรือต่อไปโมดูล L นี้อาจจะเป็น "ช่องเรียกขาน" ของนักวิทยุไทย DSTAR ก็ได้นะครับ ใครจะรู้

แถมท้ายเล็กน้อยในการปรับเปลี่ยนการเชื่อมโยงจาก module C เป็น module L  (ในภาพจะใช้ Reflector REF911 นะครับ) ด้วยช่องทางต่างๆ

เปลี่ยนแปลงการเขื่อมโยงบน HOT Spot
Pi-Star ผ่านเว็บบราวเซอร์

เปลี่ยนแปลงการเขื่อมโยงบน HOT Spot
Pi-Star ด้วย ircDDB remote


เปลี่ยนแปลงการเขื่อมโยง
บนโปรแกรม Blue DV


หากมีข้อสงสัยหรือคำถาม เพื่อนๆ สามารถสอบถามเข้ามาได้ทีชมรม The DXER ผ่านช่องทาง ต่างๆ ดังนี้:
VHF FM: 144.9375 MHz
DSTAR : REF911C
Facebook: www.facebook.com/e20ae
Line Open Chat: "E20AE ชมรมวิทยุสมัครเล่น The Dxer" (https://line.me/ti/g2/Hn1ZeIgfpGQZX26b4-1l4Q)
Email: clubstation.e20ae@gmail.com

ขอบคุณที่ติดตามและให้การสนับสนุนชมรมมาโดยตลอดครับ
73 ครับ

วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2563

ทำไมเราเรียกมอร์สว่า CW

 
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

นักวิทยุสมัครเล่นมือใหม่อาจจะไม่เคยได้ยินคำว่า CW ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าพูดถึงคำว่า รหัสมอร์ส เชื่อว่าแทบทุกคนน่าจะรู้จัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่สนใจจะสอบเลื่อนขั้น เป็นนักวิทยุสมัครเล่นขั้นกลางขึ้นไป โดย CW เป็นโหมดการออกอากาศหนึ่ง (เหมือน AM, FM, SSB, RTTY ซึ่งเป็นตัวอย่างของโหมดอื่นๆ) และย่อมาจากคำว่า Continuous Wave และมักใช้แทนโหมดการติดต่อด้วยรหัส Morse นั่นเอง

แต่ทำไม ถึงเรียกว่า Continuous Wave ที่แปลว่าคลื่นต่อเนื่องล่ะ ในเมื่อรหัสมอร์สมีเสียงสั้นบ้างยาวบ้าง แล้วก็มีการหยุดระหว่างเสียง ยังไงๆ มันก็ไม่ต่อเนื่อง แล้วมันมี Wave ที่ไม่ Continuous หรือไม่ต่อเนื่องจริงๆ ด้วยหรือเปล่า? ยิ่งคิดยิ่งมึน

คำตอบแบบรวบรัดเอาไว้ก่อนคือ "มี" ครับ

เราลืมเรื่องเสียงรหัสมอร์สที่ส่งๆ หยุดๆ ไว้ก่อนสักครู่นะครับ มาดูเฉพาะตอนที่เครื่องส่งทำงานส่งคลื่นออกมาก่อน ซึ่งเครื่องส่งในสมัยโบราณนั้นไม่ได้ต่อเนื่องสวยงาม คือไม่ต่อเนื่อง โดยคลื่นที่ว่าไม่ต่อเนื่องคือ ไม่ continuous คงมีหลายแบบ แต่หนึ่งในนั้นเรียกว่า "Damped wave" คือวิธีการสร้างคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในยุคแรกๆ ที่ใช้ spark gap (เหมือนหัวเทียนรถ) ดูภาพที่ 1 ด้วยวงจรที่แสนเรียบง่ายใน ภาพที่ 2 (อย่าลืมว่าตอนนั้นยังไม่มีแม้แต่หลอดสุญญากาศนะครับ)

ภาพที่ 1 เครื่องกำเนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ความถี่สูงแบบ Spark Gap เวลาทำงาน
ก็จะมีไฟกระโดดระหว่างช่องว่างด้วย


ภาพที่ 2 วงจรไฟฟ้าของเครื่องส่ง
คลื่นวิทยุแบบ Spark Gap


คลื่นที่ได้จากเครื่องส่งแบบ Spark Gap จะแรงในจังหวะแรก แล้ว decay คือลดความแรงลงแบบ exponential ดูภาพที่ 3

ภาพที่ 3 คลื่นที่มีขนาดไม่คงที่
ค่อยๆ ลดลงแบบนี้เรียกว่า
Damped Wave
ซึ่งถือว่า "ไม่ต่อเนื่อง"

ปัจจุบันก็มีนักวิทยุสมัครเล่น สร้างเจ้าเครื่องทำนองนี้เล่นอยู่ แต่ก็คงไม่ได้พยายามไปออกอากาศจริงๆ มากนักเพราะความถี่แปลกปลอม (ที่เรียกว่า Spurious Emission) เยอะมาก ดูวิดิโอ 1

วิดิโอ 1 เครื่องส่งสัญญาณวิทยุแบบ Spark Gap
(ข้อความที่เคาะ: VVV SPARK GAP
TRANSMITTER TEST FOR YOU
TU BE 73 <SK> )

ในเครื่องส่งวิทยุสมัยใหม่ ที่ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และวงจรแบบแอกทีฟ มาช่วย (เช่น หลอดสุญญากาศ, ทรานซิสเตอร์ เป็นต้น) ลักษณะรูปคลื่นจะไม่ decay อย่างในภาพที่ 3 แล้ว แต่สวยงามตามภาพที่ 4 จึงเรียกว่า Continuous Wave หรือ CW

ภาพที่ 4 คลื่นจากเครื่องส่งวิทยุ
สมัยใหม่ มีขนาดคงที่ดีตลอดเวลา
ที่เครื่องส่งทำงาน เราจึงเรียกคลื่นนี้ว่า
Continuous Wave หรือ CW นั่นเอง

จะเห็นว่าคลื่นในภาพที่ 4 ไม่ใช่ Damped Wave (หรือ Decayed Wave) แล้ว
แต่โดยทั่วไป ในปัจจุบันนี้ ถ้าเราพูดถึงโหมด CW ก็จะหมายถึงการส่งๆ หยุดๆ คลื่น ออกไปเป็นรหัสมอร์ส นั่นเอง
หวังว่าพอจะไขข้อข้องใจของเพื่อนๆ ได้อีกขั้นหนึ่งนะครับ

สำหรับวันนี้ สวัสดีและพบกันใหม่ในเรื่องดีๆ ต่อไปครับ
73 de HS0DJU (จิตรยุทธ จุณณะภาต)

วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2563

กฏของโอห์ม (กับคลื่นบนสายนำสัญญาณ)


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

กว่าจะเป็นนักวิทยุสมัครเล่นได้ อย่างน้อยๆ ทุกท่านคงต้องเคยได้ยินและเข้าใจ "กฏของโอห์ม" กันมาแล้วล่ะ แต่คราวนี้จะขอเล่าเรื่อง "กฏของโอห์ม" ที่นายโอห์มก็คงไม่ได้เล่าเอาไว้ในเวลานั้น เพิ่มเติมสักหน่อย ก็คิดว่าคุณ Georg Simon Ohm คงไม่ว่าอะไรผมหรอกครับ

กฏของโอห์ม

ทุกคนคงทราบดี กฏนี้บอกว่า

V = I R

อธิบายเป็นพรรณาโวหารได้ว่า...
เมื่อกระแสไฟฟ้า I (หน่วยเป็นแอมแปร์ ) ไหลผ่านความต้านทานไฟฟ้า R (มีหน่วยเป็นโอห์ม) จะเกิดความต่างศักย์ V (หน่วยเป็น โอห์มแอมป์ หรือโวลท์) ที่มีค่าเท่ากับผลคูณของกระแสและความต้านทาน ตกคร่อมความต้านทานนั้น

ข้อควรรู้เกี่ยวกับกฏของโอห์ม

เชื่อว่าหลายคนยังไม่ทราบที่มาและข้อจำกัดเกี่ยวกับกฏนี้ และข้อควรระวังในการใช้งาน คือ
(1) กฏนี้ ได้มาจากการสังเกต ทดลอง ไม่ได้คำนวณ (derive) มา
(2) กฏนี้ใช้ได้เฉพาะ "ส่วนเล็กๆ" ของวงจรไฟฟ้า ที่ซึ่ง วงจรนั้นมีขนาดเล็กกว่าความยาวคลื่นของไฟฟ้าในวงจรนั้นมากๆ เท่านั้น

ตัวอย่าง
ก) ถ้าเป็นไฟฟ้ากระแสตรง ความถี่ = 0 Hz
λ = ∞
ไม่ว่าเราจะต่อวงจรอย่างไร วงจรของเราจะใหญ่โตแค่ไหน วงจรนั้นก็เป็นส่วนเล็กๆๆๆๆๆๆๆ ของ λ เสมอ กฏของโอห์มจึงใช้ได้

ข) ถ้าเป็นวงจรไฟฟ้าตามบ้านเรือน ความถี่ 50 Hz ความเร็วของไฟฟ้าคือประมาณ 300,000,000 เมตร/วินาที
นั่นคือ เราคำนวณความยาวคลื่น
λ = v / f
= 300,000,000 (m/s) / 50 (/s)
= 6,000,000 เมตร หรือ 6,000 กม.

หมายเหตุ
  1. หน่วยของความถี่คือ Hz คือ "per second" (ต่อวินาที) หรือ s-1 หรือ /s มีความหมายเดียวกัน
  2. เวลาเราคูณ-หารอะไร ต้องเอาหน่วยไปคูณหรือหารด้วย 
  3. ของที่มีหน่วยเดียวกันเท่านั้นจึง บวก-ลบกันได้ (แต่การ คูณ-หาร อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นหน่วยเดียวกัน)
ถ้าเราต่อวงจรไฟฟ้าในบ้านเรือนของเรา ระยะทาง 10-20 เมตร มันจึงเป็นเศษเสี้ยวของ λ  จึงใชักฏของโอห์มได้อยู่ 

ค) ถ้าเราเอาสายนำสัญญาณ มา 1 เส้น สมมติยาว 1 เมตร มาทำงานที่ความถี่ 150MHz แล้วต่อเครื่องส่งด้านหนึ่งสายอากาศเข้าอีกด้านหนึ่ง กฏของโอห์มยังจะใช้กับสายนำสัญญาณทั้งเส้นนี้ได้ไหม?

ลองคำนวณความยาวคลื่น
λ = v / f = 2 เมตร
นั่นคือสายนำสัญญาณ 1 เมตร มันยาวตั้ง 1/2 λ ไม่ได้สั้นกว่า λ มากๆๆๆ อีกต่อไป
หรือ ถ้าฉนวนระหว่างตัวนำ 2 ชิ้นของสายนำสัญญาณนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่อากาศ ยิ่งทำให้ความเร็วคลื่นในสายนำสัญญาณไม่ใช่ 300,000,000 เมตร/วินาที แต่ช้าลง เช่น0.66 เท่า ยิ่งทำให้สายนำสัญญาณ 1 เมตรของเรา "ยาว" กว่า 1/2 λ อีก ซึ่งคราวนี้ล่ะที่ "กฏของโอห์ม" จะ "ใชัไม่ได้กับวงจรสายนำสัญญาณทั้งเส้น"

คือ เราจะบอกว่า เราคำนวณ โวลเตจและกระแส ในสายนำสัญญาณ แบบภาพที่ 1 ด้านล่างนี้ "ไม่ได้" (เพราะคำนวณมาแล้วมันได้ผลไม่ตรงกับความเป็นจริง)
ภาพที่ 1 เมื่อวงจรไม่ได้มีขนาดใหญ่กว่า
ความยาวคลื่นมากๆ กฏของโอห์มจะไม่
เป็นจริงอีกต่อไปในวงจรนั้น (ทั้งวงจร)
 

โดยเราต้องมี "ทฤษฎีสายนำสัญญาณ" ขึ้นมาอธิบาย มีสมการมากมายมาคำนวณมัน(SWR ก็เป็นผลพวงตามมาจากทฤษฎีสายนำสัญญาณ ด้วย)   จากนั้นก็มี สมิทชาร์ท (ซึ่งเป็นแผนภาพจากทฤษฏีสายนำสัญญาณ) มาช่วยเราคำนวณเกี่ยวกับสายนำสัญญาณให้ง่ายขึ้นนั่นเอง
ทฤษฎีสายนำสัญญาณก็มีกฏของโอห์มร่วมอยู่

ภาพที่ 2 สมิทชาร์ท ซึ่งมีที่มาจากการ
วิเคราะห์คุณสมบัติทางไฟฟ้าของสาย
นำสัญญาณ


อย่างไรก็ตามในการ derive (ค่อยๆ เขียนสมการที่มาที่ไป) คุณสมบัติของสายนำสัญญาณ ที่ทำให้ได้ทฤษฎีสายนำสัญญาณขึ้นมานั้นเราจะมองสายนำสัญญาณเป็นส่วนที่เล็กจิ๋ว สั้นมากๆ มากถึงมากที่สุด ในทางคณิตศาสตร์เรียก Δx (ส่วนสั้นๆ ของสายนำสัญญาณ)  ดังนั้นในความยาว Δx ที่สั้นมาก สั้นจุ๊ดจู๋นั้น (ฮ่าๆๆ) กฏของโอห์มจึงยังใช้ได้ ในส่วนเล็กๆ ในสายนำสัญญาณนั้น
ภาพที่ 3 ถ้าเราพิจารณาส่วนเล็กๆ สั้นๆ
ของสายนำสัญญาณ (เช่นที่วงกลมสีแดง
มีความยาว Δx)  กฏของโอห์มจะยัง
คงเป็นจริง (คำนวณแล้วได้ผลถูกต้อง)
ในบริเวณเล็กๆ นั้น


 
ถ้าเราดู ส่วนเล็กๆ จิ๋วๆ สั้นๆ ของสายนำสัญญาณ (วงกลมส้ม) ในสายนำสัญญาณ แล้วสนใจ I กับ V ในส่วนสั้นๆ นั้น เราจะคำนวณสัดส่วนของ V ต่อ I ได้อยู่ โดยเท่ากับ Z0 (แซด สับสคริปท์ ศูนย์) ซึ่งคือความต้านทานจำเพาะของสายนำสัญญาณนั้น
 
หมายเหตุ
สังเกตดีๆ นะครับ ว่าความสัมพันธ์ของ V และ I ที่จุดใดๆ บนสายนำสัญญาณ จะมีสัดส่วนเป็น Z0 แทน ไม่ใช่ประมาณ 0 โอห์มที่เป็นความต้านทานของโลหะที่ใช้ทำสายนำสัญญาณนั้น

พูดง่ายๆ ว่าในเรื่องของสายนำสัญญาณ เราต้องการทฤษฎีใหม่เลย มาอธิบายมัน ดังนั้นต้องอาศัยความรู้จริงๆ ในการเข้าใจมัน แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจหรอกครับ เพื่อนๆ ก็คอยติดตามความรู้จากผู้เขียน และจากชมรมเอาไว้ ก็จะมีความคุ้นเคยมากขึ้นไปตามลำดับครับ

วันจันทร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563

ชมรม The DXER พบเพื่อนๆ ชมรมวีอาร์แจ้งข่าวบ้านไผ่ ที่ จ.เพชรบุรี


เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 เพื่อนๆ ในชมรมวิทยุสมัครเล่น The DXER Thailand (สัญญาณเรียกขานของชมรม E20AE) ได้เดินทางไปยังบ้านพักการไฟฟ้าฝ่ายผลิต จังหวัดเพชรบุรี เพื่อทำกิจกรรมการบรรยายเกี่ยวกับโหมดการสื่อสารต่างๆ ในกิจการวิทยุสมัครเล่น เช่น Continuous Wave, Single Sideband, Digital รวมไปถึง DSTAR และ DMR ด้วย นอกจากนี้ เพื่อนๆ ในชมรมยังร่วมกิจกรรมดูนก ที่บริเวณ อช.แก่งกระจาน ก็ได้ชมนกสวยๆ เป็นประสบการณ์อีกด้วย

กิจกรรม ของชมรม The DXER 29 ก.พ. - 1 มี.ค. 2563
- ออกเดินทางจาก กทม. ในเช้าวันที่ 29 ก.พ. 2563 แวะสถานที่ท่องเที่ยวใน จ.เพชรบุรี
ขับรถมากันไกล พักเที่ยวกันก่อน


- เวลา 13:00 - 17:00 น. แสดงอุปกรณ์และเทคโนโลยี กับ ชมรมวีอาร์แจ้งข่าวบ้านไผ่ ที่ บ้านพักการไฟฟ้า แก่งกระจาน

เพื่อนๆ ในชมรม The DXER กำลัง
ตั้งโต๊ะ จัดของไว้รอเพื่อนๆ มาคุยกัน
 
จัดเสร็จ เพื่อนๆ ชมรมวีอาร์แจ้งข่าวบ้านไผ่
ก็มานั่งรอพวกเราชวนคุยกัน น่ารักมากๆ

คุณนพดล (HS1ZHY) ประธานชมรม
The DXER Thailand กำลังกล่าว
ขอบคุณและให้เพื่อนๆ ในชมรมแนะนำตัว

คุณจีรพันธ์ ชัยกุล (HS1ZBT) กำลัง
อธิบายการทำงานของวิทยุระบบดิจิตอล

คุณสิปปภาส นิพนธ์กิจ (E24MTA) เล่าเรื่อง
เกี่ยวกับการส่งและรับภาพในระบบ SSTV
และระบบ APRS ในวิทยุสมัครเล่น

คุณจิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU) ทดลอง
ติดต่อกับเพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นในสหรัฐอเมริกา
ผ่านวิทยุระบบ DSTAR

คุณเจตพล ดิษทับ (E22MAL) เล่าให้เพื่อนๆ
ฟังเกี่ยวกับวิทยุกำลังส่งต่ำ (QRP) ในโหมด CW

คุณนรภัทร พัชรพรพรรณ (E24YVI) คุยให้
เพื่อนๆ ฟังถึงวิธีต่างๆ ในการเข้าใช้งานระบบ
ดิจิตอล และการจัดทำรีเฟล็กเตอร์ 911 ของชมรม


- รับประทานอาหารร่วมกัน และเข้าที่พักในค่ำวันที่ 29
- ประชุมชมรมวาระพิเศษ วางแผนงานกิจกรรมครั้งต่อไป

- เช้าวันที่ 1 มีนาคม 2563 กิจกรรมดูนก อช. แก่งกระจาน พบนกมากกว่า 15 ชนิด เช่น นกหัวขวาน นกเงือก กางเขนดง จับแมลงอกสีฟ้า ไหหนานสีฟ้า  แต้วแล้วสีน้ำเงิน กะรางสร้อยคอใหญ่ และอีกมากมาย



 

 

 



 

 


 

 
*ภาพมีลิขสิทธิ โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)
ชมรม The DXER (สัญญาณเรียกขาน E20AE) ขอบคุณเพื่อนๆ ในและนอกชมรม  เพื่อนๆ ชมรม VR แจ้งเหตุบ้านไผ่ และทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นครับ