วันอังคารที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2566

คุยกันเรื่องสายอากาศแบบแกมม่าแมทช์


โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต (HS0DJU)

เพื่อนนักวิทยุสมัครเล่นคงคุ้นเคยกับสายอากาศหลากหลายรูปแบบ และหนึ่งในนั้นเป็นสายอากาศที่ใช้การแมทช์แบบแกมม่า (Gamma match) เพราะรูปร่างหน้าตาโครงสร้างของมันเป็นเหมือนตัวอักษรกรีกแกมม่านั่นเอง หลายคนอาจจะทำตามแบบขึ้นเล่นบ้างแต่ไม่เคยรู้หลักการในการแมทช์ที่ทำให้ได้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อน (จุดต่อสายนำสัญญาณเข้าไป) ใกล้เคียง 50Ω    บทความเรื่องนี้ผมเลยชวนดูสายอากาศชนิดนี้ให้ละเอียดขึ้นนะครับ 

ภาพที่ 1 ลักษณะของสายอากาศ
ที่ใช้การแมทช์แบบแกมม่า (Gamma)
ซึ่งเหมือนตัวอักษรกรีก Г  อย่างไรก็
พยายามดูให้เหมือนหน่อยนะครับ (ฮา..)

ลักษณะทางไฟฟ้า

หลังจากที่คุยเรื่องรูปร่างของชิ้นส่วนที่ใช้ในการแมทช์ว่าคล้ายอักษรกรีก (ตัวแกมม่า Г) กันไปแล้ว เรามาดูหลักษณะทางไฟฟ้าของมันกัน

1. สายอากาศบางอย่างเช่น ยากิ-อูดะ (Yagi-Uda) เมื่อเราเอาโลหะอื่น เช่น director, reflector ไปวางไว้ใกล้ๆ driven element ทำให้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อน (feed point) ที่ driven element ต่ำลง โดยทั่วไปคือต่ำกว่า 50Ω (อาจอยู่ในช่วง 20-30 โอห์มได้) เราจึงต้องหาวิธีทำให้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อน (Zf หรือ feed point impedance) สูงขึ้นเป็น 50Ω หรือใกล้เคียงให้ได้ ซึ่งว่ากันจริงๆ ก็มีหลายวิธีนะครับ จะใช้วงจรแมทชิ่งจาก L (ตัวเหนี่ยวนำ) และ C (ตัวเก็บประจุ) ก็ได้ แต่ในกรณีนี้เราจะลองใช้แกมม่าแมทช์กันซึ่งเป็นอีกหลักการหนึ่งเลย

2. การขยับจุดป้อนออกจากจุดกลางของชิ้นโลหะที่เป็น driven element ไปเป็นจุดแท็ป A บน driven element แล้วทำเป็นเหมือนลูปเล็กๆ ของโฟลเด็ดไดโพลที่ทำให้เกิดการเพิ่มอิมพิแดนซ์ (มีตัวคูณ) ทำนองเดียวกับในโฟลเด็ดไดโพล จึงทำให้ได้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนสูงขึ้นเป็น (R2 + jX2) ดูภาพที่ 2

3. แต่การต่อแบบนั้นทำให้มีอิมพิแดนซ์อีกตัวหนึ่งที่เกิดจากการลัดวงจรที่ปลายด้านหนึ่งของสายนำสัญญาณความยาว  ℓ  (แอล) มาปรากฎที่จุดป้อนด้วยค่าเป็น + j X1 (+ คือแสดงค่าเป็นความเหนี่ยวนำ)

4. อิมพิแดนซ์ Zf โดยรวมจึงเกิดจากอิมพิแดนซ์สองค่าที่ ขนานกัน อยู่คือ (1) + j X1 จากส่วนลัดวงจรที่จุดแท็บ A แล้วถูกแปลงอิมพิแดนซ์ด้วยความยาวของส่วนที่เป็น gamma rod (เหมือนเป็นสายนำสัญญาณเส้นสั้นๆ) และ (2) R2 + jX2 จากจุดป้อนที่ผ่าน gamma rod ที่มีลักษณะการเพิ่มอิมพิแดนซ์ทำนองเดียวกับการดัดห่วงของโฟลเด็ดไดโพล กลายเป็น  Zf = Rf + j Xf

ภาพที่ 2 โครงสร้างอิมพิแดนซ์ของ
การแมทช์แบบ Gamma 

5. เราพยายามหาจุดแท็บ A ที่ทำให้ได้ Rf ใกล้เคียง 50Ω ที่สุด แต่ในด้านไฟฟ้าแล้วผลที่เกิดจากโครงสร้างนี้จะทำให้อิมพีแดนซ์ที่สายป้อนมองเห็นมี reactance เป็นความเหนี่ยวนำ (inductive) คือ + j Xf  ( ใน Zf = Rf + j Xf ) แถมมาด้วย

6. ดังนั้นเราจึงต้องพยายามกำจัด inductive reactance ค่า + j Xf นี้ออกด้วยการใส่ capacitive reactance ค่า - j Xf  (เครื่องหมาย - แสดงความเป็น capacitive ซึ่งตรงกันข้ามกับ inductive) ซึ่งทำได้ด้วยการต่อตัวเก็บประจุอนุกรมเข้าไป ตัวเก็บประจุจะมี reactance เป็น - j Xf  หรือเท่ากับ - j/(2πf C)   โดยต้องเลือกค่า C ให้มีขนาดที่ถูกต้อง (โดยทั่วไปอยู่ในช่วง pF) เพราะขึ้นกับความยาวของชิ้นโลหะที่ต่อป้อนเยื้องจากจุดกึ่งกลางของ driven element และความถี่ที่ใช้ 

เมื่อรวมอิมพิแดนซ์จากการอนุกรมกัน (เอาอิมพิแดนซ์บวกกันได้ตรงๆ) จึงเป็น 
 Zf = Rf + j Xf - j Xf =  Rf   
หรือเหลือแต่ความต้านทาน Rf ล้วนๆ ที่มีค่าใกล้เคียง 50Ω  และไม่มี reactance ( X ) นั่นเอง  
(ในความเป็นจริงก็อย่าจริงจังเกินไป สายอากาศอะไรที่แค่ใกล้ๆ 50Ω  และจะมี reactance บ้างก็ใช้งานได้แหละครับ) 


ภาพที่ 3 เราลด inductive reactance
ที่เกิดจากการต่อแท่งโลหะแกมมา
(Gamma Rod) ด้วยการต่อตัวเก็บประจุ
อนุกรมเข้าไป

7. ค่าความจุไฟฟ้า C นั้น เราอาจจะใช้ตัวเก็บประจุจริงๆ ต่อเข้าไปก็ได้ หรือบางทีก็สร้างขึ้นเองโดยเอาใส้แกนกลางของสายนำสัญญาณแบบ Coaxial สอดเข้าไปในท่ออลูมิเนียมกลวงที่ใช้ทำชิ้นโลหะที่ต่อป้อนเยื้องจากจุดกึ่งกลางของ driven element นั่นแหละ 

ภาพที่ 4 บางครั้งเราก็สร้างตัวเก็บประจุ
ที่จะต่ออนุกรมเข้าที่จุดป้อนด้วยการร้อย
ใส้ในของสายนำสัญญาณแบบ Coaxial
เข้าในท่ออลูมิเนียม

8. เนื่องจากจุดกึ่งกลางของ driven element มีศักย์ไฟฟ้าเป็นศูนย์ เราสามารถต่อลงกราวด์ของระบบได้ และ/หรือ ผ่านจุดจับยึดและตัวเสาอากาศ (tower, pole) ลงดินไป ทำให้สายอากาศนี้เป็นแบบunbalanced จึงต่อเข้ากับสายป้อนแบบ coaxial cable ได้โดยตรง 

จะเห็นว่าการแมทช์แบบ Gamma มีตัวแปรเยอะมาก ถ้าจะคำนวณก็คงมีตัวแปรมากเช่นกัน จึงมีนักประดิษฐ์พยายามทดลองแล้วให้คำแนะนำสัดส่วนต่างๆ ไว้ดังนี้ (ดูภาพที่ 5)

a) จุดป้อน A อยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางของ driven element ประมาณ 0.05λ (หรือ 5% ของ λ) 

b) โลหะที่ใช้ป้อน (gamma rod) มีขนาดความใหญ่ประมาณครึ่งหนึ่งของ driven element 

c) ระยะระหว่างโลหะที่ใช้ป้อน driven element กับ driven element ประมาณ 0.007λ (0.7% ของ λ) 

d) ตัวเก็บประจุควรมีค่าแถวๆ 7 pF / 1 m ของ λ ของความถี่ที่ทำงาน (เช่น เราทำสายอากาศสำหรับย่าน 2 เมตร (145MHz) ก็น่าจะลองใช้ที่ 14 pF เป็นต้น) 

ภาพที่ 5 มิติต่างๆ ของการแมทช์แบบแกมมา
เป็นจุดเริ่มต้นในการทดลองสร้างที่ดี

โดยทั้งหมดนั้นเป็นค่าโดยประมาณในการการเริ่มต้นทำซึ่งต้องปรับแต่งอีกครั้งหนึ่ง จึงไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้เลยและไม่ได้หมายความว่าถ้าผิดจากนี้จะใช้ไม่ได้  โดยรวมๆ ดูแล้วก็ไม่ได้ง่ายเท่าไรนะ ทำให้สงสัยว่าแล้วทำไมเราถึงเลือกใช้มันอยู่ในบาง (หรือหลาย) กรณี  

บนสมิทชาร์ท

รูปที่ 5 แสดงอิมพิแดนซ์ที่เกิดขึ้น (โดยประมาณ) บนสมิทชาร์ทเมื่อเราป้อนสายอากาศด้วยแกมมาแมทช์  จากอิมพิแดนซ์ต่ำ (จุดสีน้ำตาล) จะถูกทำให้สูงขึ้นด้วยห่วงของแกมมาไปอยู่ที่จุดสีน้ำเงิน จากนั้นถูกขนานด้วยตัวเหนี่ยวนำ (L) ที่เกิดจากลักษณะความเป็นสายนำสัญญาณของแท่งแกมมา (gamma rod) ไปอยู่ที่จุดสีม่วง  และเมื่ออนุกรมกับตัวเก็บประจุ อิมพิแดนซ์จะขยับมาตามลูกศรสีแดงไปยังจุดศูนย์กลางของสมิทชาร์ท ซึ่งคือ Z=50Ω นั่นเอง 

รูปที่ 5 แสดงอิมพิแดนซ์ที่เปลี่ยนแปลง
ไปเมื่อมีการต่อส่วนต่างๆ ของแกมมาแมทช์



ข้อดี
  • ไม่มีจุดผ่ากลางของ driven element ทำให้แข็งแรง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายอากาศย่านความถี่ HF ที่ driven element ต้องมีขนาดยาวและมักจะหนักด้วย จะช่วยได้มาก)
  • หาจุดป้อนที่อิมพิแดนซ์สูงขึ้นจนเหมาะสมกับความต้านทานจำเพาะของสายป้อนได้ เพื่อแก้ปัญหาอิมพิแดนซ์ที่ลดลงเมื่อมีแท่งโลหะอื่นๆ ที่เป็น reflector, director อยู่ใกล้ๆ driven element ในสายอากาศแบบ Yagi-Uda
  • เมื่อติดตั้งจะกลายเป็นสายอากาศแบบ unbalanced ทำให้ป้อนด้วยสายนำสัญญาณแบบ coaxial ได้โดยตรง (ไม่ต้องมี balun)
ข้อเสีย
  • การคำนวณการแมทช์ค่อนข้างยาก ไม่ตรงไปตรงมาสั่งเท่าไรเมื่อเทียบกับเทคนิคการแมทช์แบบอื่น
  • ชิ้นส่วนมากขึ้น
  • ถ้าป้องกันน้ำไม่ดี น้ำเข้าส่วนที่เป็น Capacitor ในแบบที่ใช้ท่ออลูมิเนียมสร้างขึ้นมา การทำงานก็ผิดเพี้ยนไป
  • มิติต่างๆ มักได้จากการทดลองมากกว่าการคำนวณ (การคำนวณทำได้ แต่ตัวแปรมีจำนวนมาก และมีค่าไม่แน่นอนในการสร้าง) 
เป็นอย่างไรครับ หลังจากอ่านเรื่องนี้แล้วน่าจะพอทำให้เพื่อนๆ เข้าใจหลักการของการแมทช์แบบ Gamma ได้ดีขึ้นนะครับ  แล้วพบกันใหม่ในสาระความรู้เรื่องต่อๆ ไปนะครับ

73 DE HS0DJU (จิตรยุทธ / Jason)