SWR revealed: Better understanding about it
โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)
ในบทความนี้ผมจึงหาโอกาสเล่าความตามความเป็นจริงสักหน่อยว่า สิ่งที่เราระวังกันนักหนานั้น ส่วนใดเป็นจริง ส่วนใดจริงบ้างไม่จริงบ้าง และส่วนใดไม่จริง
การสะท้อนกับ SWR
ตามทฤษฎีแล้ว เมื่อเราต่อโหลดเข้ากับสายนำสัญญาณ ถ้าอิมพิแดนซ์ของโหลด (ZL) กับความต้านทานจำเพาะของสายนำสัญญาณ (Z0) มีค่าเท่ากันคือ ZL = 50 + j0 Ω และ Z0 = 50 Ω แล้วล่ะก็จะทำให้ไม่มีการสะท้อนกลับที่จุดเชื่อมต่อ ดูรูปที่ 1
คราวนี้ ย้อนกลับมากรณีที่เกิดปัญหากันบ้าง คือ เมื่ออิมพิแดนซ์ของโหลด (ZL) มีค่าไม่เท่ากับความต้านทานจำเพาะของสายนำสัญญาณ (Z0) แล้ว ก็จะมีการสะท้อนกลับเกิดขึ้นที่จุดต่อเชื่อมดังแสดงในรูปที่ 2
Pf เป็นกำลังไฟฟ้าที่ตกกระทบ และ
Pr เป็นกำลังไฟฟ้าสะท้อนกลับ
หมายเหตุ
เราสามารถคำนวณค่า SWR ได้จากหลายอย่างมาก เช่น ค่าอิมพิแดนซ์ของโหลดและความต้านทานจำเพาะของสายนำสัญญาณ หรือคำนวณจากสัมประสิทธิ์การสะท้อนกลับ หรือคำนวณจากโวลเตจสูงสุดและต่ำสุดบนสายนำสัญญาณ รวมทั้งจากกำลังที่ตกกระทบและสะท้อนกลับตามสมการในรูปที่ 3 ด้วย
นั่นไงล่ะ
เห็นไหม ถ้าค่า SWR แย่กว่า 1:1 แล้วล่ะก็ จะมีการสะท้อนกลับ กำลังไฟฟ้าจะสะท้อนกลับมา และทำให้กำลังออกอากาศน้อยลง ดังนั้นต้องทำให้ค่าSWR ต่ำที่สุดเท่านั้นด้วยเหตุผลนี้ เย้
แต่... เดี๋ยวก่อน!!
ถึงตรงนี้ผมอยากเน้นให้เพื่อนๆ ย้อนกลับไปดูภาพที่ 2 ให้ดีอีกครั้งหนึ่งว่า "กำลัง" หรือ Power ที่เราใช้การคำนวณ SWR ในภาพนั้น เกิดเมื่อสายนำสัญญาณมีความยาวมาก มากๆ และมากที่สุด คือยาวเป็น ∞ (infinity) นั่นเอง นั่นหมายความว่า กำลังไฟฟ้าที่สะท้อนกลับที่โหลดก็จะสะท้อนกลับไปเลย ไม่สะท้อนกลับมาอีกนั่นเอง
การต่อเครื่องส่งเข้ากับสายอากาศในทางปฏิบัติ
ในทางปฏิบัติแล้ว เมื่อเราต้องการต่อเครื่องส่งวิทยุเข้ากับสายอากาศ แน่นอนว่าถ้าใช้เครื่องวิทยุชนิดพกพา เราอาจจะต่อเข้าไปตรงๆ ได้เลย แต่ถ้าเราต้องการต่อสายอากาศภายนอกแล้ว เราก็มักใช้สายนำสัญญาณช่วยในการต่อเชื่อม ตามรูปที่ 4
- เมื่อเครื่องส่งวิทยุส่งกำลังออกไป (สีชมพู ① ในภาพที่ 4) คลื่นจะวิ่งไปหาโหลด กำลังส่วนใหญ่จะถูกโหลดคือสายอากาศรับไว้ (แล้วเปลี่ยนเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) และ
- คลื่นบางส่วนสะท้อนกลับจากโหลด (สีส้ม ②) และวิ่งกลับมายังเครื่องวิทยุ
- ที่เครื่องรับวิทยุ เนื่องจากภาคขาออก (ภาคเอ้าท์พุท) ของมันไม่ใช่ความต้านทาน 50Ω แต่ถูกออกแบบให้เป็น conjugate matching (ไว้เราคุยเรื่องนี้กันในคราวต่อไปนะครับ) ทำให้กำลังไฟฟ้าที่วิ่งกลับมาหาตัวมันเกือบทั้งหมด "สะท้อนกลับไปยังโหลดอีกครั้งหนึ่ง" (Re-reflect) แสดงเป็นสีม่วง ③และวิ่งกลับไปถึงโหลด (สายอากาศ)
- เมื่อกำลังไฟฟ้าสีม่วงวิ่งไปถึงโหลด กำลังส่วนใหญ่จะถูกโหลดคือสายอากาศรับไว้เหมือนคราวแรก กำลังส่วนน้อยจะสะท้อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นสีน้ำตาล ④) วิ่งกลับมายังเครื่องส่งวิทยุ และ
- เมื่อถึงฝั่งเครื่องส่งวิทยุ กำลังเกือบทั้งหมดจะสะท้อนกลับอีกครั้ง (สีเขียว ⑤ ในภาพ) และกำลังส่วนนี้ก็จะวิ่งไปหาโหลดหรือสายอากาศอีก
- สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ดำเนินไปเรื่อย จนคลื่นที่สะท้อนจะมีขนาดเล็กลงๆ จนหายไป เนื่องจากการสะท้อนเป็นสัดส่วนของคลื่นที่ตกกระทบ
ถ้าอย่างนั้นที่รุ่นพี่สอนมาก็ผิดหมดน่ะสิ
ก็ไม่เชิง โดยแม้ผลสรุปมีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่เหตุผลที่มาที่ไปก็ไม่ได้ถูกอธิบายไว้อย่างครบถ้วน ภาคขาออกของเครื่องส่งวิทยุไม่ได้เป็นแบบอุดมคติ และสายนำสัญญาณที่เราใช้จริงๆ นั้นมีการสูญเสียเกิดขึ้น และการสูญเสียนี้เองทำให้มี "การสูญเสียเพิ่มเติมเนื่องจาก SWR สูง" บวกเข้าไปอีก (อ่านเรื่อง การสูญเสียกำลังในสายนำสัญญาณกับค่า VSWR เพิ่มเติม) นั่นแปลว่าในสายนำสัญญาณเส้นเดียวกัน ถ้าเราต่อกับโหลดหรือสายอากาศที่แมทช์กับไม่แมทช์ (กับ Z0) จะทำให้มีการสูญเสียเป็นความร้อนในตัวมันไม่เท่ากัน การต่อกับโหลดหรือสายอากาศที่แมทช์จะมีการสูญเสียรวมน้อยกว่าเมื่อต่อโหลดหรือสายอากาศที่ไม่แมทช์ นอกจากนั้นการมีค่า SWR สูง ทำให้มีคลื่นนิ่งในสายนำสัญญาณบางจุดที่ทำให้ค่าโวลเตจสูงมาก อาจจะเกิดอันตรายกับคนหรือกับสายนำสัญญาณ (คือเสียหายเนื่องจากการ breakdown หรือทนศักย์ไฟฟ้าไม่ได้ที่บางตำแหน่ง) แต่ในระดับของวิทยุสมัครเล่นแล้วเรื่องเหล่านี้มักไม่เป็นปัญหามากนัก
สรุป
ก่อนจะจบเรื่องนี้ ขอสรุปให้เพื่อนๆ ผู้อ่านได้เข้าใจประเด็นหลักอีกครั้งดังนี้
- ภาคขาออกของเครื่องส่ง ไม่ได้มีวงจรเสมือนที่มีความต้านทานขาออก 50Ω เพื่อจะแมทช์กับวงจรส่วนอื่นๆ เหมือนกับภาคขาออกของวงจรออสซิเลเตอร์ (ดูรูปที่ 5 บน) แต่มีลักษณะเป็น conjugate matching ซึ่งถูกออกแบบให้ส่งกระแส (และกำลังไฟฟ้า) มากที่สุดไปยังสายนำสัญญาณที่มาต่อกับมัน ซึ่งแม้ว่าจะถูกออกแบบให้ทำงานได้ดีกับโหลด 50Ω ที่มาต่อด้วย แต่เมื่อมองกลับเข้าไปในภาคขาออก มันไม่ได้เป็นความต้านทาน 50Ω แต่จะมีค่า SWR สูงมากกับกำลังคลื่นที่วิ่งกลับมาหามัน (ดูรูปที่ 5 ล่าง) ดังนั้นมันก็จะสะท้อนคลื่นที่วิ่งมาหามันกลับไป เกือบทั้งหมด นั่นเอง (เกือบทั้งหมด แปลว่าไม่ทั้งหมด คือกำลังก็หายไปบ้างในการสะท้อนจากวงจรขาออกนี้)
- การออกแบบให้ภาคขาออกของเครื่องส่งเป็น conjugate matching เพื่อให้เกิด "การส่งถ่ายกำลังสูงสุด" เป็นหลักไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการแมทช์ที่สุดเป็นหลัก
- คลื่นที่สะท้อนจากสายอากาศกลับมาจนถึงเครื่องส่งวิทยุ จะสะท้อนกลับไปหาโหลดอีกครั้งหนึ่งได้ เรียกว่า "การสะท้อนกลับอีกครั้งหนึ่ง" หรือ "Re-reflect" และเกิดขึ้นเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด จนคลื่นไปถึงโหลดทั้งหมด (หรือสูญเสียไปในสายนำสัญญาณจนหมด ในกรณีที่มีการสูญเสียในสายนำสัญญาณ)
- แม้ว่าค่า SWR ไม่มีผลมากนักต่อกำลังไฟฟ้ารวมที่ส่งไปยังโหลด แต่ "การมีค่า SWR สูงมากในสายนำสัญญาณ" ทำให้มีข้อเสียอื่น เช่น สูญเสียในสายนำสัญญาณมากขึ้น (ไม่ใช่ส่งไม่ออก เป็นคนละเรื่องกัน) หรืออาจจะเกิดคลื่นนิ่งที่ศักดาสูงมากทำให้สายนำสัญญาณเสียหายได้
รูปที่ 5 ภาคขาออกของเครื่องส่งวิทยุไม่ได้
มีอิมพิแดนซ์ 50Ω เหมือนกับออสซิเลเตอร์ (บน)
แต่มีลักษณะเป็น voltage หรือ current source ที่ดี
ดังนั้นเมื่อมองเข้ามาจะมีค่า SWR สูงมาก ทำให้
คลื่นที่วิ่งกลับมากระทบภาคขาออก
สะท้อนกลับไปเกือบทั้งหมด (ล่าง)





