วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

การทำความเข้าใจอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศ Folded Dipole ด้วยการเปรียบเทียบเชิงหม้อแปลง

From Structure to Impedance: Understanding Dipole and Folded Dipole Antennas

โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)



สายอากาศมีหลากหลายชนิดมาก นอกจากการแบ่งออกเป็นประเภท ย่านเดียวหรือหลายย่านความถี่ มีทิศทางหรือรอบตัว แบบทำงานด้วยสนามไฟฟ้าหรือแม่เหล็ก แบบโพลาไรซ์เชิงเส้น (linear) หรือหมุน (circular) หรือแบบย่อยผสมกันต่างๆ  เรายังมีแบบป้อนตรงปลายหรือป้อนตรงกลางอีก ซึ่งสายอากาศแบบป้อนสัญญาณตรงกลางที่เรารู้จักดีสองแบบคือ สายอากาศไดโพล กับ สายอากาศโฟลเด็ดไดโพล ซึ่งในบทความนี้จะจำกัดอยู่เฉพาะแบบที่มีขนาดครึ่งความยาวคลื่น ( λ/2 ) หรือ Half Wave Dipole และ Half Wave Folded Dipole และเป็นการพิจารณาเฉพาะตัวแพร่กระจายคลื่น (สายอากาศ) โดยไม่รวมเสาหลัง (mast) เข้ามาร่วมด้วย 


ความคล้าย

ถ้า เราสังเกตสักหน่อยจะเห็นว่าสายอากาศสองชนิดนี้มีลักษณะไม่เหมือนกันและแตกต่างกันชัดเจน  โดยแบบหนึ่งมีก้านโลหะยื่นไปในสองด้าน และอีกแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นห่วงแบน  ดูรูปที่ 1

 

รูปที่ 1 (a) อากาศไดโพล (dipole antenna)
(b) สายอากาศโฟลเด็ดไดโพล
(folded dipole antenna) 

สิ่งหนึ่งที่สายอากาศทั้งสองแบบนี้มีคล้ายกันมากคือทั้งคู่เป็นสายอากาศแบบรอบตัวโดยแพร่กระจายคลื่นหรือรับคลื่นได้เท่ากันรอบทิศทางในแนวตั้งฉากกับแกนของสายอากาศ (มุม azimuth คือ เหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตก) ที่มุมเงย-มุมกด (มุม elevation) เดียวกัน  เพราะถ้าสายอากาศมีความสามารถในการรับคลื่นได้รอบตัวที่บยกและกดใดๆ มันก็จะกลายเป็นสายอากาศแบบ isotropic ซึ่งก็จะไม่ใช่สายกาศไดโพลหรือโฟลเด็ดไดโพล และเราก็สร้างสายอากาศแบบ isotropic ไม่ได้ด้วยซ้ำไป ดูรูปที่ 2

รูปที่ 2 การกระจายคลื่นของสายอากาศ
แบบรอบตัว (ที่มักหมายถึงในมุม
azimuth เท่านั้นเอง) 


ความแตกต่าง

แม้จะเป็นสายอากาศแบบรอบตัวเหมือนกัน แต่เอาจริงๆ แล้วมีสิ่งแตกต่างกันในรายละเอียดคือ 

  • แพทเทิร์นที่ว่ารอบตัวนั้นไม่เหมือนกันสมบูรณ์ 
  • อิมพิแดนซ์ทางไฟฟ้าที่จุดป้อนไม่เท่ากัน 
  • แบนด์วิธไม่เท่ากัน

เราค่อยๆ ดูทีละเรื่องกัน


แพทเทิร์นไม่เหมือนกันสมบูรณ์

แม้จะเป็นสายอากาศแบบรอบตัวเหมือนกัน แต่ด้วยความที่สายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลนั้นมีสองตัวนำที่ขนานกัน แต่ละตัวนำมีกระแสไฟความถี่สูงไหลอยู่ และมีระยะระหว่างตัวนำทั้งสอง ทำให้เหมือนมีการ array กันอยู่แบบเล็กๆ ทำให้แพทเทิร์นไม่เป็นแบบรอบตัวโดยสมบูรณ์ คือมีเกนอยู่นิดหน่อยเมื่อเทียบกับสายอากาศแบบไดโพลที่เป็นแบบรอบตัวในมุม azimuth อย่างแท้จริง

รูปที่ 3 เปรียบเทียบแพทเทิร์นของ
สายอากาศไดโพล (ซ้าย) และ
โฟลเด็ดไดโพล (ขวา) ถ้าคำนวณ
จะเห็นว่าโฟลเด็ดไดโพลมีเกนอยู่
ประมาณ 0.2-0.3dB ดีกว่าไดโพล
แต่ไม่มีผลในการใช้งานจริง


อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนไม่เท่ากัน

หลายบทความหรือตำราอาจจะพยายามอธิบายเหตุผลที่ทำให้อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลมีค่าเป็นหลายเท่าของสายอากาศแบบไดโพลด้วยวิธีต่างกันกัน เช่น ด้วยทฤษฎีวงจรสมมูล แต่ในบทความนี้ผมจะพยายามอธิบายเทียบกับหม้อแปลงที่มีคุณสมบัติแปลงอิมพิแดนซ์และวาดรูปประกอบให้เห็นชัดเจนแทนซึ่งน่าจะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น  

โดยทั่วไปสายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลครึ่งคลื่นมีตัวนำไฟฟ้าสองตัว  (ที่บอกว่าโดยทั่วไปเพราะยังมีสายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลที่มีตัวนำแบบ 3 อันหรือมากกว่าขนานกันอยู่ก็มี แต่เราพูดถึงแบบที่เราคุ้นตากันก่อนคือเป็นห่วงเดียวตามปกติ) ซึ่งหากเทียบกับสายอากาศไดโพลแล้ว กระแสไฟฟ้าที่ไหลในแต่ละตัวนำจะต้องเป็นครึ่งหนึ่งของกระแสไฟฟ้าที่ไหลในตัวนำของสายอากาศไดโพล ไม่เช่นนั้นแล้วจะกลายเป็นว่าสายอากาศโฟลเด็ดไดโพลสามารถส่งกำลังคลื่นได้เป็นสองเท่าแบบฟรีๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ดูรูปที่ 4


รูปที่ 4 ถ้าสายอากาศแบบไดโพล (a)
มีกระแสไฟฟ้าไหล I  สายอากาศแบบ
โฟลเด็ดไดโพล (b) จะต้องมีกระแสไฟฟ้า
ไหลเพียง I/2  เท่านั้น เพื่อให้ได้กำลัง
คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเท่ากัน 

หมายเหตุ ในความเป็นจริงแล้ว กระแสไฟฟ้าความถี่สูงไม่ได้มีขนาดเท่ากันทุกจุดบนโลหะสายอากาศ แต่ในกรณีของสายอากาศไดโพลและโฟลเด็ดไดโพลแบบ λ/2 แล้ว  กระแสจะมีค่ามากที่สุดที่จุดป้อนและต่ำสุดที่ปลายของสายอากาศ 

สมมติว่าเรามีแหล่งจ่าย (สมมติเป็นเครื่องส่งวิทยุ) หนึ่งที่จ่ายกำลังไฟฟ้าปริมาณเท่ากันให้สายอากาศทั้งสองแบบ แต่จะเห็นว่าสายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลจะดึงกระแสไปเพียงครึ่งเดียวเมื่อเทียบกับสายอากาศแบบไดโพล


รูปที่ 5 กระแสที่ไหลบนโลหะของ
สายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพล
เป็นครึ่งเดียวบนโลหะของสายอากาศ
ไดโพล ในขณะที่กำลังไฟฟ้ายังเท่ากัน

จากภาพที่ 5 จะเห็นว่ากำลังไฟฟ้าที่เข้าสู่สายอากาศแบบไดโพล PDP และโฟลเด็ดไดโพล PFP เป็น 

PDP = I V1  
PFP  =  ( I/2 ) V2  
แต่   PDP  =  PFP   
นั่นคือ   I V1 = ( I/2 ) V2
ทำให้   V2  =  2 V1       

ถ้าเปรียบเทียบชุดสมการด้านบนแล้ว ทำให้เรานึกถึงหม้อแปลงที่มีอัตราส่วนการพันรอบขดลวด N:1 เป็น 2:1 (ดูรูปที่ 6) ซึ่งจะเห็นว่า

Pin  =  2 V1 ( I/2 )  ซึ่งจะเท่ากับ 
Pout  =  I V1   
นั่นคือ    =  ( 2 V1 ) / ( I/2 )  =  4 ( V1 / I )   
แต่  ( V1 / I ) =  ZL   
ทำให้   Zin = 4 ZL    

ซึ่งสอดคล้องกับที่เราทราบกันว่าสำหรับหม้อแปลงที่มีอัตราการพันขดลวดระหว่างปฐมภูมิและทุติยภูมิเป็น 1 : N2  จะมีอัตราการแปลงอิมพิแดนซ์เป็น  Z1 / Z2 = (N­1 / N2)2   เมื่อ Z1 เป็นอิมพิแดนซ์ที่มองเข้าไปที่ด้านปฐมภูมิ และ  Z2 เป็นอิมพิแดนซ์ของโหลด

รูปที่ 6 หม้อแปลงที่มีอัตราส่วน
การแปลงโวลเตจ 2 : 1 จะมีกระแส
และโวลเตจขาเข้าและออกตามภาพ
และทำให้มีอัตราส่วนการแปลง
อิมพิแดนซ์เป็น 4:1

ดังนั้นจะเห็นว่าอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศโฟลเด็ดไดโพลเป็น 4 เท่าของอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศไดโพล เช่น ถ้าสายอากาศไดโพลมีอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนเป็น 73 Ω  อิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนของสายอากาศโฟลเด็ดไดโพลจะเป็น 292 Ω   ในทางปฏิบัติแล้วการที่อิมพิแดนซ์ของจุดป้อนของสายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลสูงกว่าสายป้อน (coaxial cable) ที่มักมีค่าเป็น 50 Ω ทำให้เราต่อเข้าด้วยกันตรงๆ ไม่ได้  เราจะใช้วงจรแมทชิ่งอิมพิแดนซ์แบบไม่มีการสูญเสียกำลัง (lossless impedance matching circuit) แปลงอิมพิแดนซ์ให้ใกล้เคียง 50 Ω ก่อนแล้วจึงต่อเข้าด้วยกันนั่นเอง 

แต่ต้องไม่ลืมว่า มุมมองนี้ไม่ได้หมายถึงสายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลทำตัวเหมือนมีแกนแม่เหล็กหรือหม้อแปลงจริงๆ แต่เป็นการเปรียบเทียบเชิงกระแสและแรงดันในสองตัวนำที่เหนี่ยวนำกันทางสนามระยะใกล้ (near field coupling) แล้วเกิดผลกับอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อน (ขั้วของสายอากาศ) อย่างไรเท่านั้น


แบนด์วิธไม่เท่ากัน

การเพิ่มจำนวนตัวนำช่วย “เฉลี่ย” การกระจายของสนามไฟฟ้า กระแสอยู่บนตัวนำสองเส้น โวลเตจก็กระจายอยู่บนตัวนำสองเส้นที่อยู่ใกล้กัน (คือไม่ทับกัน) ทำให้สนามแม่เหล็ก (H-field) รอบตัวนำทั้งสองบางส่วน หักล้างกันในพื้นที่ระหว่างตัวนำ และ สนามไฟฟ้า (E-field) ระหว่างตัวนำก็มีการเฉลี่ยออก (หลวม) ทำให้ไม่เข้มข้น (อัดแน่นในพื้นที่เล็กๆ) เท่ากับของสายอากาศแบบไดโพล ทำให้พลังงานที่ถูกเก็บไว้ ( Wstored ) ใน near-field ลดลง  และเพราะ

Q = 2 π  ( Wstored / Wradiated ) 

ทำให้ค่า Q ลดลง
ในขณะที่ 

Bandwidth    1/Q

จึงทำให้สายอากาศแบบโฟลเด็ดไดโพลมี Bandwidth กว้างกว่าสายอากาศไดโพลนั่นเอง

สรุป

แม้สายอากาศแบบไดโพลและโฟลเด็ดไดโพลจะมีลักษณะใกล้เคียงกัน (และหลายครั้งถูกเรียกสลับกันไปมา หรือเรียกไม่ถูกไม่ครบ) แต่ก็มีทั้งความคล้ายเรื่องของแพทเทิร์นการแพร่กระจายคลืน และความแตกต่างกันในเรื่องอิมพิแดนซ์ที่จุดป้อนและความกว้างของช่วงความถี่ที่ใช้งาน (bandwidth) ซึ่งทั้งหมดสามารถอธิบายได้ตามที่เราได้อ่านผ่านมาแล้วจากด้านบนครับ



©Jitrayut Chunnabhata, 2016.
This article is based on well-established engineering principles. The content reflects the author's own explanation and presentation. You are welcome to reference or use this material for educational purposes, provided that proper credit is given. Direct reproduction or republication of the content is discouraged. 

©2016 จิตรยุทธ จุณณะภาต สงวนลิขสิทธิ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทางวิศวกรรมที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ผู้เขียนได้เรียบเรียงและอธิบายในรูปแบบเฉพาะของตนเอง สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้เพื่อการศึกษาได้โดยกรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม และหลีกเลี่ยงการคัดบอกเนื้อหาไปเผยแพร่ซ้ำโดยตรง