วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568

เมื่อการบีบลูกโป่งไม่ตรงกับความจริง: แก้ความเข้าใจผิดเรื่องในการมองภาพการแพร่กระจายคลื่นของสายอากาศ

 

Beyond the Balloon Analogy: Correcting a Dimensional Misconception in Antenna Radiation Visualization

โดย จิตรยุทธ จุณณะภาต / Jitrayut Chunnabhata (HS0DJU)
Electrical Engineer, Amateur Radio Operator
Independent Researcher in RF and Applied Electromagnetics
หมายเหตุ: บทความนี้สงวนลิขสิทธิ์โดยผู้เขียน (โปรดดูรายละเอียดด้านล่างสุด)


เราทราบกันดีว่าโดยทั่วไปแล้วสายอากาศ (antenna) เป็นอุปกรณ์พาสซีฟ หมายความว่าตัวมันไม่มีไฟเลี้ยง และทำหน้าที่แปลงพลังงานจากไฟฟ้าที่ป้อนให้มันเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (คลื่นวิทยุ) กระจายออกไป (หรือกลับกัน ในกรณีที่ทำหน้าที่เป็นสายอากาศสำหรับรับสัญญาณคลื่นวิทยุ) และเกน (Gain) ของมันคือความสามารถในการบีบพลังงานเพื่อส่งออกอากาศไป (หรือรวบรวมพลังงานได้ดีขึ้นในบางทิศทาง กรณีทำหน้าที่เป็นสายอากาศรับ) เมื่อคิดรวมประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานเข้ามาด้วย (Gain = DirectivityEfficiency) 


การเปรียบเทียบการบีบพลังงานด้วย "ลูกโป่ง"

หลายครั้งเราอาจจะเห็นการเปรียบเทียบลักษณะการบีบพลังงาน (beam) ที่แพร่กระจายจากสายอากาศในหลายรูปแบบ วิธีหนึ่งอาจจะโดยการใช้ลูกโป่งใส่น้ำ (น้ำเป็นวัสดุที่ปริมาตรค่อนข้างคงที่ในอุณหภูมิและแรงดันหนึ่งๆ) แล้วกดในบางมุมที่ทำให้ลูกโป่งยุบในมุมนั้นแต่โป่งพองออกในมุมอื่น (ดูรูปที่ 1) การเปรียบเทียบนี้จะทำให้เห็นว่า

  • จุดศูนย์กลางของลูกโป่งเปรียบเหมือนจุดที่สายอากาศติดตั้งอยู่ 
  • ระยะทางจากจุดศูนย์กลางของลูกโป่งไปถึงผิวของลูกโป่งเปรียบเหมือนความแรง/ความหนาแน่นของพลังงาน (หรือ กำลังงาน ถ้าเทียบต่อหน่วยเวลาเพราะ กำลัง = พลังงาน / เวลา) ที่สายอากาศแพร่กระจายคลื่นออกในทิศนั้น 
  • เมื่อลูกโป่งถูกบีบจุดใด ก็คือพลังงานกระจายไปในทิศนั้นน้อยลง แต่จะทำให้ผิวของลูกโป่งบริเวณ/ทิศอื่นโป่งออก เปรียบเหมือนพลังงานกระจายออกไปในทิศอื่นที่โป่งออกนั้นมากขึ้น
  • พลังงานรวมของคลื่นวิทยุรวมจากสายอากาศมีค่าเท่าเดิม (เปรียบเทียบกับปริมาณน้ำในลูกโป่งที่เท่าเดิม)

โดยรวมแล้ว การทดลองแบบนี้ทำให้ "เห็นภาพ" ของการรักษาพลังงานรวมให้คงที่ โดยสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงการโยกย้ายถ่ายเทว่าจะให้พลังงานออกจากสายอากาศไปในทิศทางใดเป็นพิเศษ "ได้ดีพอสมควร"



รูปที่ 1 การบีบลูกโป่งโดยรักษาปริมาตรให้คงที่
เครดิตภาพ uclafacultyassociation.blogspot.com

ทำไม "ดีพอสมควร" 

การทดลองง่ายๆ นี้ทำให้หลายคนเข้าใจชัดเจนว่า พลังงานของคลื่นวิทยุที่แพร่กระจายออกจากสายอากาศในทุกทิศทาง เมื่อรวมกันแล้วจะเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง และสายอากาศไม่สามารถขยายพลังงานได้ ในทางตรงกันข้ามถ้าสายอากาศมีการสูญเสียกำลัง (เช่น จากความต้านทานทางไฟฟ้าของลวดโลหะที่ใช้สร้างสายอากาศ) กลับจะทำให้พลังงานของคลื่นวิทยุที่แพร่กระจายออกจากมันต่ำกว่าพลังงานไฟฟ้าที่ป้อนให้กับมันเสียอีก 

แต่มีคำถามซ่อนอยู่คือ เมื่อเราบีบมันในบางทิศและมันโป่งพองในบางทิศ เราสามารถตีความว่าระยะจากจุดศูนย์กลางของลูกโป่ง (เปรียบเสมือนจุดที่สายอากาศติดตั้งอยู่) ไปยังผิวของลูกโป่งสัมพันธ์กับขนาดของพลังงานที่แพร่กระจายออกในทิศนั้นได้จริงหรือ?


แบบจำลองการคำนวณ

เราทดลองสร้างแบบจำลองอย่างง่ายในการคำนวณขึ้นมา (ดูรูปที่ 2) โดยใช้ลูกโป่งกลมแทนการแพร่กระจายคลื่นจากสายอากาศแบบ Isotropic (ซึ่งเรารู้คุณสมบัติของมันว่าแพร่กระจายคลื่นไปในทุกทิศทางเท่ากัน) โดยสมมติว่าเราป้อนพลังงานไฟฟ้าให้สายอากาศนี้ขนาด  4πa³ W (วัตต์) และมันแพร่กระจายคลื่นออกในทุกทิศทางเท่ากัน   ดูรูปที่ 2 (a)


รูปที่ 2 ขนาดและรูปร่างของทรงกลม
และครึ่งทรงกลมเมื่อปริมาตรคงที่

เมื่อ a เป็นรัศมีของลูกโป่งทรงกลม ปริมาตรของลูกโป่งเป็น (4/3)πa³ ซึ่งแทนพลังงานที่มันรับเข้าไป ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแพร่กระจายออกมาเท่ากันในทุกทิศทางรอบตัว  รัศมีของลูกโป่งทรงกลม a แทนความหนาแน่นของพลังงานในทิศต่างๆ รอบตัวของสายอากาศ

คราวนี้สมมติว่าเรามีสายอากาศอีกต้นหนึ่งที่รูปร่าง/รูปแบบการแพร่กระจายคลื่นเป็นครึ่งทรงกลม ถ้าเราป้อนพลังงานเท่าเดิมคือ (4/3)πa³ W   แล้วใช้ลูกโป่งใบเดิมแทนรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นนี้โดยการบีบครึ่งล่างของลูกโป่งให้แบนราบ (และสามารถทำให้ส่วนที่เหลือเป็นครึ่งทรงกลมได้)   จากความจริงว่าปริมาตรของน้ำในลูกโป่งคงที่ เราจะคำนวณรัศมีของครึ่งทรงกลม b ได้ดังนี้ 

(4/3)πa³  = (1/2)(4/3)πb³   
2a³ = b³ 
b³/a³ = 2
 1.26a        

ดูรูปที่ 2 (b) ประกอบ
นั่นคือ รัศมีของครึ่งทรงกลม (ภาพย่อย b ในรูปที่ 2) ต้องใหญ่ประมาณ 1.26 เท่าของ a 

ถ้ารัศมีของทรงกลมและครึ่งทรงกลมในรูปที่ 1 แสดงถึงความเข้มของพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แพร่กระจายออกมาจากสายอากาศจริงๆ แล้ว นี่คือความผิดปกติ  เพราะในกรณีที่เราสามารถบีบพลังงานให้แพร่กระจายออกเป็นรูปครึ่งทรงกลม ความเข้มของพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าควรเป็น 2 เท่า (b = 2a) หรือ  3dBi (10 log 2 ≈ 3 dB) ต่างหาก ไม่ใช่ประมาณ 1.26 เท่า (ดูคำอธิบายว่าทำไมจึงควรเป็น 2 เท่าในหัวข้อ ความหนาแน่นพลังงานต่อพื้นที่ ด้านล่าง) การใช้ลูกโป่งใส่น้ำ (ถ้าใส่อากาศยิ่งไปกันใหญ่ เพราะอากาศถูกบีบอัดได้) จึงเพียง "ดีพอสมควรให้เห็นภาพ แต่ไม่สมบูรณ์" 


ความหนาแน่นของกำลังต่อพื้นที่

รูปที่ 3 อธิบายว่าทำไมความเข้มของสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (คลื่นวิทยุ) ที่แพร่กระจายคลื่นจากสายอากาศที่มีแพทเทิร์นเป็นรูปครึ่งทรงกลมควรจะเป็นสองเท่าของความเข้มของสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสายอากาศที่มีแพทเทิร์นเป็นรูปทรงกลมเมื่อสายอากาศทั้งสองได้รับกำลังไฟฟ้าจากเครื่องส่งวิทยุเท่ากัน


รูปที่ 3 แสดงการคำนวณความเข้มของ
กำลังคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อพี้นที่รอบๆ
สายอากาศ isotropic และสายอากาศที่
แพร่กระจายคลื่นเพียงครึ่งเดียวของ
สายอากาศแบบ isotropic

จะเห็นว่าที่ระยะห่างจากสายอากาศ r เท่ากัน พื้นที่ผิวของครึ่งทรงกลมจะเป็นครึ่งหนึ่งของพื้นที่ผิวของทรงกลม  ดังนั้นความเข้มของคลื่น (power density) ต่อพื้นที่ผิวของทรงกลมซึ่งคำนวณได้จาก

D = กำลังคลื่นรวม / พื้นที่ผิว (หน่วย W/m²)
จะได้ 
D2 = 2D1  
เมื่อ D1 เป็นความเข้มของคลื่นจากสายอากาศที่แพร่กระจายคลื่นเป็นรูปทรงกลม
และ D2 เป็นความเข้มของคลื่นจากสายอากาศที่แพร่กระจายคลื่นเป็นรูปครึ่งทรงกลม

ดังนั้นถ้าเราจะแทนความเข้มของคลื่นวิทยุจากสายอากาศที่มีรูปแบบการแพร่กระจายคลื่นแบบทรงกลมและครึ่งทรงกลมด้วย “ระยะ” จากจุดศูนย์กลางไปถึงผิวของลูกโป่ง  “ระยะ” นั้นควรต้องเป็นสองเท่าของกันและกันนั่นเอง


ทำไมการเปรียบเทียบนี้จึงไม่สมบูรณ์

เพราะเรากำลังเปรียบเทียบของสองอย่างที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือปริมาตรของทรงกลม (ซึ่งมีหน่วยเป็นลูกบาศก์เมตร m³ ที่เราอนุมานว่าเท่ากับพลังงานรวมที่เข้า-ออกจากสายอากาศ) กับ พื้นที่ผิวของทรงกลม (ซึ่งมีหน่วยเป็นตารางเมตร m² ที่สายอากาศแพร่กระจายพลังงานออกไปรอบตัวโดยมีความเข้มเป็น W/m² หรือ W/sr ในทิศที่เราสนใจ และเมื่อรวมพลังงานจากพื้นที่รอบสายอากาศทั้งหมดแล้วจึงจะเท่ากับพลังงานที่สายอากาศรับเข้าไป) 

ปริมาตรของทรงกลม  V = (4/3) π r³   เมื่อ r เป็นรัศมีของทรงกลม 
(ปริมาตรของรูปร่างใดๆ ก็มีหลักการของการคูณกันของสามด้านเช่นกัน) ในขณะที่
พื้นที่ผิวของทรงกลม A = 4π r²   

นี่คือจุดที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างเห็นได้ชัด (พูดง่ายๆ คือเราเอายกกำลังสองไปเปรียบเทียบกับยกกำลังสาม หรือ เอาพื้นที่ไปเทียบกับปริมาตร นั่นเอง)  ดังนั้นตำราเกี่ยวกับสายอากาศต่างๆ จึงมักจะไม่นำลูกโป่งและการบีบลูกโป่งมาเป็นตัวอย่าง (หรือถ้านำมาบ้าง จะต้องเน้นย้ำให้ชัดเจนว่าเพียงให้เห็นภาพ แต่มีส่วนที่ผิดความจริงอยู่) แต่ใช้อย่างอื่นแทน เช่น Radiation pattern diagram, Polar plots, 3D lobes, Beamwidth และ Gain กับ Solid angle เป็นต้น 


สรุป

การใช้ลูกโป่งใส่น้ำแล้วบีบเพื่อแสดงการส่งกำลังคลื่นไปในทิศทางต่างๆ นั้น "พอทำให้เห็นภาพได้" ว่าพลังงานรวมเท่าๆ เดิมเพียงเปลี่ยนไปอยู่ในทิศทางต่างๆ แต่ขนาดของการยุบและโป่งพองของลูกโป่งไม่สัมพันธ์กับกำลังในทิศต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปจริงๆ

การสมมติว่ากำลังที่ป้อนให้สายอากาศคือปริมาตรน้ำในลูกโป่ง และเมื่อบีบลูกโป่งแล้วการเปลี่ยนขนาดในบางทิศทางจะแปรผันตรงกับกำลังของคลื่นที่แพร่กระจายไปในทิศต่างๆ นั้นไม่ถูกต้องสมบูรณ์ด้านสัดส่วน (scale) เพราะปริมาตรน้ำแปรผันตามขนาดยกกำลังสาม ในขณะที่กำลังของคลื่น (W/หน่วยมุมตัน หรือ W/พื้นที่) สัมพันธ์กับพื้นที่พื้นผิวซึ่งคือขนาดยกกำลังสองนั่นเอง 


©Jitrayut Chunnabhata, 2026.
This article is based on well-established engineering principles. The content reflects the author's own explanation and presentation. You are welcome to reference or use this material for educational purposes, provided that proper credit is given. Direct reproduction or republication of the content is not permitted without prior permission. 

© 2026 จิตรยุทธ จุณณะภาต สงวนลิขสิทธิ
เนื้อหาในบทความนี้อ้างอิงจากหลักการทางวิศวกรรมที่เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ผู้เขียนได้เรียบเรียงและอธิบายในรูปแบบเฉพาะของตนเอง สามารถนำไปอ้างอิงหรือใช้เพื่อการศึกษาได้โดยกรุณาให้เครดิตแหล่งที่มาอย่างเหมาะสม และไม่อนุญาตให้คัดลอกหรอกเผยแพร่ซ้ำโดยตรงโดยไม่ได้รับอนุญาต